การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 847 อาภรณ์เปียกปอน?
สตรีคนนั้นได้ฟังก็รักตัวกลับตายขึ้นมาทันที จนรีบวิ่งลนลานไปขอให้องค์หญิงจิ่นซิ่วขอร้องแทนนาง
องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงต่อว่าด่าทอกลับไป “เจ้ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี!”
จากนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วได้หันไปทำความเคารพไทเฮา “ไทเฮา วันนี้เป็นวันแรกที่องค์หญิงเหอซั่วเข้าเข้าวังหลวง
การที่โบยคนจนตายทั้งเป็นอาจเสื่อมเสียไปถึงชื่อเสียงขององค์หญิงเหอซั่วได้ นับจากนี้ไปนางคงไม่กล้าจงรักภักดีและ
คุกเข่าวิงวอนขอร้องไทเฮาหรอก”
ต้วนชิงหมิงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยปากออกมา ถ้านางยังไม่กล้าออกเสียงยับยั้ง มีหวังต้องมีคนถูกโบยจนตายอีก
การมาในวังหลวงวันนี้ล้วนเป็นสตรีที่สูงศักดิ์ในเมืองหลวงทั้งหมด ไทเฮาต้องการจะโบยสตรีคนนั้นจนถึงแก่ชีวิต
อย่างนั้นหรือ? ไทเฮาคงต้องการหยั่งเชิงดูว่าองค์หญิงที่เพิ่งถูกแต่งตั้งใหม่จะทำอย่างไร!
ต้วนชิงหมิงยืนขึ้น ยิ้มจางๆ ออกมา “ทูลไทเฮา วันนี้เป็นวันแรกที่เหอซั่วเข้าวังหลวง ครั้งแรกที่เข้าเฝั้าไทเฮาก็
รู้สึกประหม่า จิตใจลนลานไปหมด หากไทเฮาต้องเสียอารมณ์คงเป็นความผิดที่เหอซั่วไม่กตัญูเพค่ะ”
ตั้งแต่เริ่มจนจบ ต้วนชิงหมิงไม่ได้เอ่ยถึงสตรีคนนั้นแม้แต่คำเดียว ไทเฮาที่รอฟังคำตอบถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง… ดู
ท่าแล้ว ต้วนชิงหมิงที่เพิ่งแต่งตั้งเป็นองค์หญิงจะฉลาดเป็นกรด!
ไทเฮาเอ่ยเสียงเรียบเพียงว่า “อัยเจีย[1]ไม่กลัวโกรธจนร่างกายทรุดหรอก เพียงแต่เหอซั่วเป็นถึงองค์หญิงใหม่
แห่งต้าเซี่ย สูงศักดิ์อยู่ไม่น้อย ไม่ใช่หมูหมากาไก่ที่ไหนกัน……”
เมื่อกล่าวจบไทเฮาได้โบกมือไปมา เอ่ยว่า “ลากตัวสตรีคนนั้นออกไปส่งให้ถึงจวน และให้พ่อแม่ของนางอมรบสั่ง
สอนให้เคร่งครัด นับจากนี้อย่าให้ข้าได้เห็นหน้านางอีก!”
คำสั่งนี้เสมือนอาญาสิทธิ์ที่ริบสิทธิ์ในการเข้าวังหลวงของนางไปตลอดชีวิต พูดได้ว่าจากนี้ไปนอกจากไม่สามารถ
เข้าวังหลวงได้อีกแล้ว โอกาสที่จะไต่เต้าเป็นชายาขององค์ชายคนใดคนหนึ่งก็ไม่มีอีกเช่นกัน
หลังจากสิ้นคำสั่งของไทเฮา ทุกคนในที่นั้นไม่มีใครกล้าพูดออกมาแม้แต่คำเดียว สายตาต่างจับจ้องมาที่ร่างของต้
วนชิงหมิง ด้วยความอิจฉาริษยาและชิงชัง
ต้วนชิงหมิงได้แต่ถอนหายใจ การช่วยเหลือของไทเฮามิได้ช่วยนางเลย ในทางกลับกันช่วยสร้างความโกรธแค้น
ต่อคนอื่นที่มีต่อนางต่างหาก!
ถึงแม้นางจะรู้จุดประสงค์ของไทเฮา แต่ต้วนชิงหมิงก็น้อมขอบคุณในไทเฮาจิตใจกว้างใหญ่ ช่วยระบายอารมณ์
แทนนาง
ไม่นานนัก มีนางกำนัลเดินเข้ามาจับตัวสตรีคนนั้นลากออกไป ไทเฮาหันมองต้วนชิงหมิงด้วยแววตาที่รักใคร่
“เหอซั่วเอ๋ย อัยเจียอายุมากแล้ว จะปล่อยให้พวกเจ้าที่อายุยังน้อยร่วมฉลองกับบรรดาองค์ชาย อัยเจียจะกลับก่อน
แล้ว!”
เมื่อไทเฮาตรัสจบลง เหอซั่วก็ทำความเคารพ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปส่ง
ทุกคนภายในตำหนักต่างลุกขึ้นน้อมส่ง สตรีที่มีอำนาจมากที่สุดในราชวงศ์ต้าเซี่ย ด้วยกลัวว่าจะมีจุดไหนไปล่วง
เกินพระนาง
ไทเฮาเสด็จกลับไปแล้ว บรรยากาศจึงค่อยผ่อนคลายลง แม้แต่ฮองเฮาที่นั่งโดยไม่เอ่ยวาจา ก็คลายความ
เคร่งเครียดบนใบหน้าออก
องค์หญิงจิ่นซิ่วยกจอกสุราเข้ามายืนเบื้องหน้าต้วนชิงหมิง และแสยะยิ้มให้ “เหอซั่ว นับจากนี้เจ้าก็เป็นองค์หญิง
ที่นั่งเสมอทัดเทียมกับข้าได้แล้ว ข้าขอดื่มให้เจ้าจอกหนึ่ง!”
ต้วนชิงหมิงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ดูท่าแล้วองค์หญิงจิ่นซิ่วต้องการจะระบายกับนางแล้วสิ
ต้วนชิงหมิงรีบลุกขึ้นมาหยิบจอกสุราขึ้นมาแก้วหนึ่ง ยกดื่มกับองค์หญิงจิ่นซิ่ว “พี่จิ่นซิ่วเป็นคนชั้นสูงที่แท้จริง
ตั้งแต่กำเนิด ส่วนเหอซั่วต้องได้รับพระราชทานแต่งตั้งจากฝั่าบาทและไทเฮาต่างหาก”
องค์หญิงจิ่นซิ่วแสยะยิ้มและยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูต้วนชิงหมิง “ตอนนี้หมาแมวที่ไหนก็เป็นองค์หญิงแล้ว…
อย่าคิดนะว่าแต่งตั้งมาแล้วจะเปลี่ยนจากกาดำเป็นหงส์จริงๆ”
ต้วนชิงหมิงเม้มปากอมยิ้ม ตอบเสียงแผ่วเบาข้างหูองค์หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิง ตอนนี้ท่านกับข้าตำแหน่งเทียบเท่า
กัน ยืนนั่งเดินเสมอกันแล้ว!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ยินสีหน้าพลันโกรธฉับพลัน “เจ้าบังอาจกล้าด่าข้า”
ต้วนชิงหมิงกะพริบตาปริบๆ พูดอย่างตกใจ “ใครจะกล้าด่าพี่จิ่นซิ่วละ?”
ต่อให้มีจริง ต้วนชิงหมิงก็ไม่กล้าทำอย่างนั้นหรอก
องค์หญิงจิ่นซิ่วพูดอย่างเดือดดาล “เจ้าบังอาจยกตัวมาเทียบเสมอข้า?”
ต้วนชิงหมิงตอบยิ้มๆ “ขอถามพี่จิ่นซิ่วเสียหน่อยอะไรคือการยกตัวเทียบเสมอ… หากยึดในฐานะ พี่จิ่นซิ่วมีสาย
เลือดของราชวงศ์ ย่อมมีความสูงศักดิ์เป็นอย่างมาก แต่เหอซั่วมาจากการแต่งตั้ง เมื่อครูjไทเฮายังรับรองเหอซั่วว่าเป็น
องค์หญิงใหม่แล้ว หรือว่าพี่จิ่นซิ่วสงสัยในคำพูดของไทเฮา?”
หากสงสัยในสิ่งที่ฝั่าบาทและไทเฮาตรัสก็เท่ากับรนหาที่ตายชัดๆ ถึงแม้องค์หญิงจิ่นซิ่วจะเป็นบุตรีของฮองเฮา
แต่นางไม่กล้ามีความคิดแบบนั้น จึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโมโห “เชอะ! ตัวเจ้ามีแต่ความเป็นเด็กอยู่เต็มตัว ข้าไม่
กล้าจะถือสาเอาความหรอก!”
เมื่อกล่าวจบลง ก็วางจอกสุราลงเดินจากไปอย่างชิงชัง
ส่วนต้วนชิงหมิงได้แต่วางจอกสุราลงอย่างจำใจ นางไม่อยากสร้างเรื่องที่นี่ ทว่าหากใครลํ้าเส้นมานางก็ไม่กลัวเช่น
กัน!
ไทเฮาต้องการสร้างความชิงชังและเกลียดชังให้ลมาที่นาง หกนางฉวยโอกาสนี้กลับจวนไป เท่ากับไม่ให้เกียรติไป
เฮามาที่นี่กระมัง
ทางด้านอ๋าวฮั่นที่นั่งอยู่ด้านข้างคอยชำเลืองมองต้วนชิงหมิงแก้ไขสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ดูท่าแล้วในตำหนักแห่งนี้ไม่มี
ที่ใดสงบแม้แต่จุดเดียว พวกสตรีทั้งหลายถ้าไม่ต่อสู้กัน ก็เอาแต่หึงหวงเรื่องหนุ่มสาวจนน่ารำคาญไปหมด
ต้วนชิงหมิงที่เห็นสายตาของต้วนชิงหมิงดังนั้น เลยถามด้วยเสียงแผ่วเบา “องค์ชายเหนื่อยแล้วเหรอ?”
อ๋าวฮั่นพยักหน้ารับ และตอบด้วยเสียงที่ได้ยินเพียงสองคน “ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ข้าชินแล้วกับเรื่องพวกนี้”
ต้วนชิงหมิงแสดงท่าทางตกใจโดยยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
ทางด้านฮองเฮาที่นั่งนิ่งมองต้วนชิงหมิงรับหน้า พลอยอดพยักหน้ารับความสามารถของต้วนชิงหมิงมิได้ ดูท่าแล้ว
นางมิใช่คนธรรมดาที่จะเล่นงานได้โดยง่าย แม้แต่จิ่นซิ่วก็อาจไม่ใช่คู่ปรับของนาง
ฮองเฮาหันไปยิ้มให้ต้วนชิงหมิง พลางเอ่ยว่า “สมแล้วที่องค์หญิงเหอซั่วไม่ทำให้ฝั่าบาทและไทเฮาผิดหวัง!”
ต้วนชิงหมิงลุกขึ้นหันไปตอบฮองเฮา “ทูลฮองเฮา พี่จื่นซิ่วกับเหอซั่วแค่หยอกเย้าเล่นกันเพค่ะ”
ตามหลักแล้ว ต้วนชิงหมิงเป็นองค์หญิงจากการแต่งตั้ง ส่วนองค์หญิงจิ่นซิ่วเป็นสายเลือดของราชวงศ์โดยตรง ดัง
นั้นในเมื่อบรรดาศักดิ์เทียบเท่ากันแล้ว ต้วนชิงหมิงจึงเรียกองค์หญิงจิ่นซิ่วว่า “พี่จิ่นซิ่ว” แต่ว่าบทสนทนาระหว่างพวก
เขา ต้วนชิงหมิงตั้งใจยั่วเย้าให้องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่สบอารมณ์… เพื่อดูสิว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะกล้าต่อว่าด่าทอต้วนชิงหมิงต่อ
หน้าหรือเปล่า!
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่นซิ่วเดือดดาลจนสีหน้าไม่รับแขก ต้วนชิงหมิงจึงหันหน้าไปอีกทางโดยไม่สนใจ
ในเวลานี้ นางกำนัลคนหนึ่งที่กำลังรินสุราช่วยองค์หญิงถูกคนชน ทำเอาสุราที่เต็มกากระฉอกใส่ตัวต้วนชิงหมิงก
ว่าครึ่ง
กระโปรงของต้วนชิงหมิงเปียกปอนไปกว่าครึ่ง โดยมีกลิ่นสุราโชยตลบอบอวล ทำให้นางอยากอาเจียนเต็มประดา
ระหว่างนั้นอ๋าวฮั่นกับฮองเฮาที่กำลังสนทนากัน เห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็พลอยขมวดคิ้วด้วยความตกใจ
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ด้วยใจที่เปียมล้นด้วยความโมโห… เมื่อครู่องค์หญิงจิ่นซิ่วบงการให้สตรี
คนนั้นมาเล่นงานนาง โดยหวังจะให้ต้วนชิงหมิงต้องเสียหน้าต่อหน้าคนอื่นในงาน
แต่ตอนนี้องค์หญิงจิ่นซิ่วยังคิดจะทำอะไรอีก?
ต้วนชิงหมิงไม่เคยรู้จักกับนางกำนัลคนนี้มาก่อน เหตุใดต้องมาทำให้กระโปรงของนางต้องเลอะเปรอะเปือนแบบ
นี้ด้วย?
ต้วนชิงหมิงเงยหน้าหันไปยิ้มจางๆ ให้องค์หญิงจิ่นซิ่ว นางไม่หลบสายตาของต้วนชิงหมิง เอาแต่เล่นหูเล่นตา ยิ้ม
ท้าทายออกมา… ต้วนชิงหมิง นี่คือผลที่เจ้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า นี่แหละเป็นจุดจบที่เจ้าต้องได้เจอ!
ฮองเฮาเห็นชายกระโปรงที่เปียกปอนของต้วนชิงหมิง จึงหันไปต่อว่านางกำนัล “บังอาจนัก ทำไมไม่ดูตาม้าตาเรือ
หรือไง ลากออกไปโบยให้ตายซะ!”
ต้วนชิงหมิงเกิดความแปลกใจขึ้นมาทันที ในวังแห่งนี้เอะอะอะไรก็ลากเอาไปโบยให้ตายอย่างเดียว?
เดิมทีต้วนชิงหมิงอยากจะขอร้องแทนนางกำนัลคนนั้น แต่นึกไม่ถึงว่าอ๋าวฮั่นกลับพรวดลุกขึ้นไปก่อน “เรื่องเล็ก
น้อยแบบนี้ ฮองเฮาไม่ต้องเดือดดาลแบบนี้ก็ได้ อาภรณ์ของเหอซั่วเปียกปอนแบบนี้ ประเดี๋ยวกระผมจะไปเปลี่ยนเป็น
เพื่อนนางเองขอรับ!”
พอฮองเฮาได้ฟังก็รีบใช้ให้นางกำนัลไปจัดเตรียมอาภรณ์ชุดใหม่ให้ โดยที่อ๋าวฮั่นก็เดินตามนางออกไปด้วย
ระหว่างที่ทั้งสองคนเดินไปด้วย อ๋าวฮั่นก็หันไปพูดกับต้วนชิงหมิง “ดูท่าหากอาภรณ์ในวันนี้ไม่เปียกปอน ต้องมี
คนไม่สบายใจเป็นแน่”
นางสะบัดชายกระโปรงไปมา พูดด้วยความเอือมระอา “ความเห็นของชิงหมิงกับองค์ชายในเรื่องนี้ตรงกัน!”
มีบางคนอยากให้ต้วนชิงหมิงเสียหน้า บางคนอยากให้อาภรณ์ต้วนชิงหมิงเปียกปอน เพื่อจะต้องไปหาที่เปลี่ยน
ชุดใหม่
ในหัวของนางนั้นปรากฏเรื่องหนึ่งขึ้นมา จนนางต้องรีบพูดขึ้น “องค์ชายอ๋าวฮั่น ประเดี๋ยวยังไม่ต้องออกไปไกล
นะ!”
อ๋าวฮั่นพยักหน้ารับก่อนหันกลับไปพึมพำ “เจ้าเรียกเหยียนหลิ่งอวี๋ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ ทำไมถึงตาข้าถึงต้องเติมคำ
ว่า ‘องค์ชาย’ นำหน้าด้วย เรียกชื่อตรงๆ เลยไม่ได้หรือ?”
[1] อัยเจีย เป็นสรรพนามที่ไทเฮาใช้เรียกแทนตนเอง