การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 848 ความหวาดกลัวของอ๋าวฮั่น
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าความต้องการของนางที่ร้องขอให้อ๋าวฮั่นช่วยไม่ได้มากเกินไป
นางคิดในใจว่าเหยียนหลิ่งอวี๋คือเหยียนหลิ่งอวี๋ ส่วนอ๋าวฮั่นคืออ๋าวฮั่น ในใต้หล้าแห่งนี้ ชื่อขององค์ชายแต่ละคน
หาใช่ว่าจะเรียกเพียงชื่อได้ตามอำเภอใจ ที่สำคัญหากเหยียนหลิ่งอวี๋รู้ว่านางพยายามทำตัวสนิทสนมกับอ๋าวฮั่น มีหวัง
ต้องโดนเล่นงานอีกเป็นแน่
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอ๋าวฮั่นก็สั่นสะเทิ้มไปทั้งตัว… นี่เป็นสายตาแบบไหนกัน เหตุใดรู้สึกได้ถึงความเย็น
ชา เหี้ยมโหดและเยือกเย็นไปหมด ราวกับสามารถมองทะลุทุกเรื่องราวในอดีตและอนาคตได้อย่างไรอย่างนั้น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ต้วนชิงหมิงก็แอบถอนหายใจแผ่วเบา “องค์ชายชิงตั๋ว……”
อ๋าวฮั่นผงะไปชั่วขณะ “เรียกข้าว่าชิงตั๋ว มิอย่างนั้นข้าจะไม่ช่วยเจ้า!”
นี่คงไม่เป็นการข่มขู่ต้วนชิงหมิงหรอกมั้ง
นางเงยหน้าอ๋าวฮั่นอย่างจนปัญญา มิน่าเล่าเขาถึงได้เป็นสหายกับเหยียนหลิ่งอวี๋ได้ อันที่จริงองค์ชายทั้งสองคน
ไม่ว่าจะนิสัยและจัดการสิ่งต่างๆ ล้วนคล้ายคลึงกันในเรื่องของความหัวรั้น
ต้วนชิงหมิงพูดด้วยนํ้าเสียงแผ่วเบา “เอาล่ะ อ๋าวฮั่น นับจากนี้พวกเราเรียกแค่ชื่อกันก็แล้วกัน……”
ระหว่างที่สนทนากันนั้น นางกำนัลได้พาทั้งสองคนไปในตำหนักที่ว่างเปล่า จากนั้นยืนอาภรณ์ชุดใหม่ให้ ก่อนจะ
เดินออกไปข้างนอก
ต้วนชิงหมิงส่งสายตาให้อ๋าวฮั่น “ข้าจะเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อน รบกวนช่วยเฝั้าหน้าประตูให้ด้วย!”
อ๋าวฮั่นแสยะยิ้มออกมา “เจ้าวางใจได้ ข้าอยู่ที่นี่เฝั้าทั้งคน แมลงสักเดียวจะไม่มีทางรอดเข้าไปได้ทั้งนั้น!”
นางทำหน้าเอือมระอาอ๋าวฮั่น เพราะอากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ จะมีแมลงที่ไหนออกมาบินด้วยเล่า!
จากนั้นนางเดินเข้าไปเปลี่ยนชุดในตำหนักที่ด้านในจัดอย่างสะอาดเรียบร้อย
อ๋าวฮั่นยืนเฝั้าหน้าประตูมองซ้ายทีมองขวาที ไม่รู้จะทำอะไรจึงส่งเสียงถามขึ้น “ชิงหมิง เจ้าว่าตำหนักนี้เมื่อก่อน
เป็นของใครกัน? ตอนนี้สวนรกรุงรังไปหมด หญ้าน้อยใหญ่ไม่มีใครมาถอนออกสักนิด!”
ยามปกติ อ๋าวฮั่นเป็นคนที่ชอบให้ที่อยู่ของเขาสะอาดสะอ้านจนเคยชิน แม้กระทั่งใบไม้ร่วงสักใบก็ยังไม่เคยได้
เห็น แต่ตำหนักแห่งนี้ภายในสะอาดเรียบร้อย แต่ด้านนอกกลับเต็มไปด้วยหญ้าขึ้นรกไปหมด นี่เองทำให้อ๋าวฮั่นรู้สึกอด
แปลกใจขึ้นมาไม่ได้
หลังสิ้นเสียงคำถาม ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดดังขึ้นจากตำหนักด้านใน
อ๋าวฮั่นคิดว่าต้วนชิงหมิงไม่ได้ยิน จึงเอ่ยถามอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบใดกลับมา!
คราวนี้เขาเกิดร้อนใจขึ้นมา รีบผลักประตูเข้าไปดู พร้อมกับตะโกนถาม “ชิงหมิง… เจ้าอยู่ไหม?”
ภายในตำหนักด้านในก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา
อ๋าวฮั่นจึงไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผลักเข้าไปในห้อง เห็นนางกำนัลคนนั้นที่ยกอาภรณ์ชุดใหม่ให้ต้วนชิงหมิงล้มลงอยู่
กับพื้นหลังจากกระแทกกับประตูที่ถูกผลักออก ภายในห้องไม่มีใครแม้แต่คนเดียว!
ต้วนชิงหมิงหายตัวไปแล้ว?
ทันใดนั้นอ๋าวฮั่นเหงื่อแตกพล่านออกมา พร้อมกับความคิดในหัวที่ว่า ถ้าเกิดเรื่องขึ้นกับนาง เขาจะทำยังไงดี?
อ๋าวฮั่นวิ่งหานางจนไปทั่วจนพบเข้ากับหน้าต่างบานใหญ่ ที่ถูกเปิดออกด้วยแรงลมที่พัดแรง แต่ว่าไม่มีร่องรอยว่า
มีใครใช้ทางนี้เข้าออกแม้แต่น้อย
ตอนนี้อ๋าวฮั่นหัวลุกเป็นไฟด้วยความโกรธเป็นที่สุด จนตะโกนออกมาเสียงดัง “โซ่วซาน”
หลังสิ้นเสียง ชายชุดดำได้ปรากฏตัวขึ้นมาเบื้องหน้าอ๋าวฮั่น “องค์ชายมีเรื่องอันใดพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋าวฮั่นโกรธจนดวงตาทั้งสองข้างแดงกํ่าขึ้นมา ชี้ไปทั่วตำหนัก “ค้น… ค้นตำหนักนี้ให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ต้องหา
นางให้เจอ!”
โซ่วซานรับคำสั่งและเริ่มค้นหาทันที
อ๋าวฮั่นเดินตึงตังออกไปข้างนอก เห็นว่านอกตำหนักมีทางมากมายที่เชื่อมไปได้หลากที่ จนมองไม่เห็นร่องรอยต้
วนชิงหมิงได้เลย
อ๋าวฮั่นไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาอยากพุ่งตัวกลับไปที่ตำหนักจัดงานด้านใน… พร้อมความคิดว่าต้วนชิงหมิงไม่ได้
หายตัวไปไหน นางคงนั่งอยู่ที่นั่งเดิมในงาน
จู่ๆ ซานโส่วได้พูดขึ้นว่า “องค์ชาย ตรงนี้ห้องทางลับพ่ะย่ะค่ะ!”
อ๋าวฮั่นรีบวิ่งเข้ามาดู พบว่าด้านหลังฉากกั้นลมมีทางลับซ่อนตัว เป็นทางมืดสนิทมองไม่เห็นทางด้านใน และไม่รู้
ว่ามันจะไปออกทางไหน!
เขามองเห็นว่าที่ทางเข้าทางลับ มีกลิ่นของเครื่องหอมโชยออกมา และที่พื้นมีปินตกอยู่ ซึ่งเช้าวันนี้เขาได้เห็นต้วน
ชิงหมิงใช้เสียบไว้ที่มวยผม
ดังนั้นอ๋าวฮั่นจึงวิ่งเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจสิ่งใดทั้งนั้น โซ่วซานที่เห็นก็ตามเข้าไปด้วย
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ด้านหลังของฉากกั้นลมมีร่างของบุรุษรูปสูงยืนอยู่
ที่ประตูทางลับมีคนยืนอยู่ตรงประตู โอบอุ้มต้วนชิงหมิงที่หลับใหลเดินออกจากประตูไป
อ๋าวฮั่นวิ่งเข้าไปในห้องลับอย่างรวดเร็ว จากนั้นไปเจอประตูลับที่ซ่อนอยู่ทางเดิน เขาจึงใช้แรงผลักให้มันเปิดออก
เมื่ออ๋าวฮั่นทะลุออกไปข้างนอก ทันใดนั้นได้มีเสียงร้องจนแสบแก้วหูดังขึ้น “เจ้าเป็นใคร?”
อ๋าวฮั่นที่เห็นถึงกับตะลึง เพราะภาพเบื้องหน้าเป็นห้องอาบนํ้าชำระร่างกาย ที่มีอ่างใหญ่วางอยู่ตรงกลาง สตรีคน
นั้นพูดอย่างตระหนกระคนความโกรธ “เจ้าบังอาจมาแอบดูเปินกง[1]อาบนํ้า?”
แอบดู?
เปินกิง?
คราวนี้อ๋าวฮั่นทั้งอึ้งทั้งทึ่ง แต่เขามิได้มีเจตนาที่จะแอบดูนางอาบนํ้า
อ๋าวฮั่นหันหลังกลับพร้อมอธิบายว่า “ข้ากำลังไล่ตามว่าที่ภรรยา… เรื่องครั้งนี้ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่ได้มี
เจตนา……”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็วิ่งออกไปทันที!
แต่สตรีคนนั้นกลับร้องขึ้น “เจ้าบังอาจมาถึงตำหนักเปินกงแล้ว ยังมีหน้าจะหนีอีกเหรอ?”
อ๋าวฮั่นหยุดก้าวเท้าและอกมือขึ้นกอดอก พูดอย่างเย็นชา “ถ้าข้าไม่ไปแล้วจะเอายังไง? สตรีควรให้ความสำคัญ
กับชื่อเสียงมิใช่หรอกหรือ? แต่เจ้านี่กระไร ไม่เพียงจะยั่วเย้ารั้งข้าให้อยู่ในตำหนัก หนำซํ้ายังกล้าเอ่ยห้ามไม่ให้ข้าอยู่ที่นี่
ต่ออีก… สตรีเช่นเจ้าช่างไร้ยางอายเสียนี่กระไร ที่รั้งให้ข้าอยู่ในห้องอาบนํ้านี้อีก?”
ในสายตาของเขานั้นรู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดรั้งไว้เป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี ในใต้หล้าแห่งนี้ คนอย่างอ๋าวฮั่นอยากไปที่ไหนก็
ไปได้ทั้งนั้น!
เมื่อเขากล่าวจบก็วิ่งต่อ โดยปล่อยให้สตรีคนนั้นยืนโกรธจนตัวสั่นอยู่ที่เดิม
อ๋าวฮั่นวิ่งออกมาจากตำหนักมาแล้ว โซ่วซานก็ยืนรอรับแล้ว พร้อมกับส่ายหน้าเป็นการสื่อว่าหาต้วนชิงหมิงไม่พบ
ในใจของอ๋าวฮั่นพรั่งพรูไปด้วยความสิ้นหวัง ตอนนี้เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว
เปั้าหมายของคนคนนั้นไม่เพียงจะเล่นงานต้วนชิงหมิง แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รอด
ถ้าเขาฟังไม่ผิด สตรีคนนั้นเรียกแทนตนเองว่า “เปินกง” ซึ่งคำนี้ถ้าไม่ใช่สนมก็จะเป็นองค์หญิงที่ใช้คำนี้เรียกแทน
ตนเอง โดยที่อ๋าวฮั่นไม่รู้ด้วยซํ้าว่าล่วงเกินใครไป แต่นั่นต้องตามมาด้วยปัญหาอย่างแน่นอน!
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลมากที่สุด เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา คือการหาต้วนชิงหมิงให้พบ!
เมื่อลองคิดๆ ดู ต้วนชิงหมิงที่ถูกปั้ายยาสลบจนไม่รู้เรื่องแล้ว นางจะตกอยู่ในอันตรายขนาดไหนกัน
แต่ถ้าตามหาตรงทางลับไม่พบ แล้วนางจะไปอยู่ที่ไหนกันแน่?
ในตอนนี้เอง อ๋าวฮั่นถึงกับยกมือขึ้นตบหน้าผาก “รีบกลับกันเร็วเข้า!”
เขาและโซ่วซานรีบวิ่งด้วยความเร็วที่สุดในชีวิตกลับไปที่ตำหนักเดิม ก็ได้พบว่าประตูทางลับอีกบานถูกเปิดออก
ประตูทางลับนั้นไม่มีทางเดิน แต่เป็นห้องเล็กๆ ที่อยู่ด้านใน อย่างนั้นหมายความว่าต้วนชิงหมิงถูกพามาซ่อนตัว
อยู่ที่นี่ โดยที่คนร้ายตั้งใจแง้มประตูให้เข้าใจผิดเพื่อตบตาอ๋าวฮั่น จากนั้นรอให้อ๋าวฮั่นออกไปค่อยพาต้วนชิงหมิงออกมา
อ๋าวฮั่นคิดมาถึงตรงนี้ก็ตบหน้าผากตัวเขาด้วยความหงุดหงิดใจ “นี่มันคือแผนล่อเสือออกจากถํ้า!”
ทันใดนั้น ด้านนอกหน้าต่างมีเสียงโซ่วซานดังขึ้น “องค์ชาย!”
อ๋าวฮั่นรีบวิ่งออกไปดูนอกหน้าต่าง เห็นโซ่วซานกำลังก้มหน้าดมกลิ่นอยู่กับพื้น จากนั้นได้ชี้ไปทางข้างหน้า “องค์
ชาย ไปทางนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋าวฮั่นตาลุกวาวด้วยความหวังวิ่งตามโซ่วซานออกไป… ไม่ว่าต้วนชิงหมิงจะถูกใครพาตัวไป เขาจะต้องช่วยนาง
ให้รอดปลอดภัย!
เขารู้ว่าคนร้ายเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างมาก โดยเริ่มจากการใช้เครื่องหอมผสมยาสลบให้ต้วนชิงหมิงดม จากนั้นนำ
นางไปหลบในห้องลับ และช่วยโอกาสที่อ๋าวฮั่นออกไปแล้ว ค่อยพาต้วนชิงหมิงหนีไป
คนร้ายคำนวณเวลาทุกอย่างได้แม่นยำ เริ่มตั้งแต่ที่อ๋าวฮั่นเห็นปินตกอยู่ตรงประตูทางลับ และวิ่งไปเจอสตรีที่
กำลังอาบนํ้าอยู่ในอ่าง โดยที่นางมีฐานะสูงศักดิ์ เพราะฉะนั้นนางต้องหาวิธีรั้งอ๋าวฮั่นไว้ให้ได้ ซึ่งเพียงพอกับที่คนร้ายจะ
พาต้วนชิงหมิงออกไป… ไม่รู้ว่าแผนการชั่วร้ายนี้ต้องการจัดการต้วนชิงหมิงถึงชีวิต หรือเพียงแค่เหยียบยํ่าความบริสุทธิ์
ของนาง
คนร้ายนั้นคงไม่คิดว่าอ๋าวฮั่นจะดูถูกดูแคลนและไม่สนใจในการยั่วเย้าของสตรีสูงศักดิ์ จนวิ่งกลับมาเจอห้องลับ
เข้า!
แน่นอนว่า คนร้ายคงคิดไม่ถึง แม้เส้นทางจะเชื่อมกันไปหมด แต่ข้างกายของอ๋าวฮั่นกลับมีองครักษ์โซ่วซานอยู่
ทั้งคน!
ตั้งแต่เล็กจนโต อ๋าวฮั่นได้ช่วยชีวิตโซ่วซานมาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงจงรักภักดีกับอ๋าวฮั่นเป็นที่สุด นอกจากฝีมือ
ที่เก่งกาจในการต่อสู้แล้ว เขายังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างคือ “จมูกไวต่อการรับกลิ่น”
การรับกลิ่นผ่านทางจมูกของโซ่วซาน นับว่าไวกว่าสุนัขจิ้งจอกนักล่าแห่งทุ่งหญ้าเป็นไหนๆ
ในตอนนี้โซ่วซานได้นำทางไปข้างหน้า ส่วนอ๋าวฮั่นก็กำหมัดด้วยความโกรธแค้นคนร้ายที่ลักพาตัวต้วนชิงหมิงไป
หากเจอเข้าเขาจะอัดมันคนนั้นให้น่วมคามือไปเลย
ไม่นานนัก โซ่วซาน ได้พาอ๋าวฮั่นมาถึงตำหนักอีกแห่งอย่างรวดเร็ว
ตำหนักแห่งนั้นก่อสร้างและประดับประดาอย่างวิจิตร ทั้งยังมีองครักษ์มากมายยืนประจำการ เมื่อองครักษ์เห็น
เขาเข้าจึงสั่งว่า “หยุดอยู่ตรงนั้นซะ!”
ด้วยความโกรธที่ยังพลุ่งพล่านอยู่ภายใน เขาเดินตรงเข้าไปกลุ่มองครักษ์ พร้อมสั่งอย่างหนักแน่น “หลบไปซะ!”
[1] เปินกง เป็นสรรพนามที่องค์หญิง พระสนมใช้เรียกแทนตนเอง