การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 855 คำแก้ต่างของต้วนชิงหมิง
ต้วนชิงหมิงยอมรับกระดาษนั้นมาแต่โดยดี จากนั้นอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่คลี่ออกอ่าน จึงเห็นลายมือที่เขียน
ตวัดไปมา “ทำทุกอย่างตามที่ไทเฮาประสงค์!”
ต้วนชิงหมิงไม่รู้ว่าใครเป็นเขียนกระดาษแผ่นนั้น แต่ลายมือที่ตวัดไปมาดูคลับคล้ายคลับคลาเป็นลายมือของเหยี
ยนหลิ่งอวี๋
เหยียนหลิ่งอวี๋หายตัวไปหลายวัน รวมทั้งต้วนอวี้ก็ไม่มีข่าวคราวส่งกลับมา ต้วนชิงหมิงจึงเกิดความห่วงใยขึ้น
ตอนนี้เห็นลายมือของเหยียนหลิ่งอวี๋อีกครั้ง ทำให้รู้สึกว่าคนที่น่าชิงชังอย่างเขาอยู่ข้างกายนางไม่ได้ไปไหน
เดิมทีต้วนชิงหมิงคิดว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ออกไปนอกเมืองหลวง แต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าเขาคงอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนาง
จึงรู้สึกเหมือนมีคนคอบปลอบประโลมใจ
สถานการณ์ของราชสำนักในเวลานี้ ต้วนชิงหมิงไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่นางพอจะ
มองออก ปัจจุบันนี้ ฝั่าบาทเริ่มโปรดปรานเหยียนหลิ่งเจวี๋ย ไทเฮาเริ่มเข้าฟังราชการในท้องพระโรงบ่อยขึ้น สิ่งเหล่านี้
เป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง ตอนนี้สิ่งที่ต้วนชิงหมิงกังวลคือ ถ้าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ในวังวนนี้ด้วย เรื่องที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ทำลงไปนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแล้ว
หรือพูดได้ว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กำลังซุ่มสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยที่ขอหยิบยืมมือของอ๋าวฮั่นใน
การจัดการเหยียนหลิ่งเจวี๋ย?
ความคิดนี้ ต้วนชิงหมิงเห็นว่าไม่น่าจะเป็นไปได้
จากนิสัยของเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว เขาแอบดักซุ่มและซ่อนตัวเป็นเวลายาวนานแบบนี้ จะต้องมีสิ่งที่ปรารถนาอยู่
และสิ่งนั้นต้องใหญ่โต จนถ้าความจริงถูกเผิดเผย ทุกคนต่างตกตะลึงได้!
ถึงตอนนี้แม้ต้วนชิงหมิงจะยังไม่ทราบแผนการของเหยียนหลิ่งอวี๋ว่าคืออะไรกันแน่ แต่นางจะต้องระมัดระวังตัว
ให้มากขึ้น เพราะประเดี๋ยวจะต้องไปเข้าเฝั้าไทเฮาถึงตำหนัก และสิ่งที่ต้องเจอคงไม่ง่ายดาย
ตลอดทางเดินนั้น ต้วนชิงหมิงหัวใจเต้นตุ่มๆ ต่อมๆ จนแอบชำเลืองมองซ้ายมองขวา เพื่อดูว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่
รอบข้างหรือเปล่า แต่นางก็ต้องผิดหวัง เพราะตลอดทางไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
ในที่สุดเบื้องหน้าของนางก็มีปั้ายใหญ่ที่เขียนว่า “ตำหนักฉือหนิง” ตัวใหญ่ติดไว้ ต้วนชิงหมิงจึงทราบได้ฉับพลัน
ว่ามาถึงตำหนักของไทเฮาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ต้วนชิงหมิงเดินเข้าไปรอหน้าห้องโถงของตำหนัก รอประกาศเรียกของนางให้เข้าไปด้านใน
ตำหนักของไทเฮาไม่ใช่ว่าใครอยากเข้าจะเข้าได้ อย่างน้อยที่สุด แม่นมสองคนนี้หากไม่ได้รับคำสั่งจากไทเฮามา
ย่อมไม่กล้าเข้าออกตามใจชอบได้
อยู่ๆ มีนางกำนัลวัยรุ่นเปิดประตูเดินออกมาจากตำหนัก พูดกับต้วนชิงหมิงว่า “องค์หญิง ไทเฮาเชิญด้านใน
เพคะ!”
เชิญเข้าไปในตำหนักด้านใน?
นางกำนัลคนนั้นใช้คำว่า “เชิญ” ไม่ใช่คำว่า “เรียก” นั่นหมายความว่าไทเฮาต้องการบอกเป็นนัยยะบางอย่าง
กระมัง
ต้วนชิงหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติให้มั่นคง จากนั้นก้าวเข้าไปในตำหนักด้านใน
พอก้าวเข้ามาได้เพียงสองก้าว นางรู้สึกได้ถึงพลังความโหดเหี้ยมเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านจนนางหายใจแทบไม่ออก นาง
ทำความเคารพไทเฮาพร้อมกับเอ่ยขึ้น “เหอซั่วคารวะไทเฮาเพคะ!”
ไทเฮาที่หน้านิ้วคิ้วขมวดค่อยๆ ผ่อนคลายตามสบายขึ้น และแสร้งทำเป็นพูดจาด้วยความเมตตา “เหอซั่วเมื่อครู่
เจ้าถูกยาสลบ ร่างกายอาจจะยังไม่กลับมาเต็มที่กระมัง เจ้าตามสบายเถอะไม่ต้องมากพิธีรีตองหรอก!”
ต้วนชิงหมิงก้มหน้ายกมือประสาน “ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงเป็นห่วงเพคะ”
เมื่อกล่าวจบ นางจึงต้องๆ ยืนตัวตรงเงยหน้าขึ้น
ไทเฮาผายมือพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ประทานที่นั่ง!”
นางกำนัลจึงยกเก้าอี้เข้ามาวางไว้ตรงกลางด้วยความระมัดระวัง
ต้วนชิงหมิงขอบพระทัยไทเฮาอีกครั้ง จากนั้นค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้
เมื่อไทเฮาเห็นนางนั่งอย่างสง่างามและเรียบร้อย สีหน้าของไทเฮาก็ผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากกิริยา
มารยาทที่แสดงออกมาทางวาจาและการกระทำ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการอบรมสั่งสอนที่ถูกฝึกฝนมาว่าดีเพียงใด ตั้งแต่
ที่ต้วนชิงหมิงก้าวเท้าเยื้องย่างเข้ามาในตำหนัก ไทเฮารู้ได้ทันทีว่านางต้องเป็นคนที่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ รู้ว่าสิ่งใด
ควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด!
เมื่อต้วนชิงหมิงนั่งลงเป็นที่เรียบร้อย อ๋าวฮั่นเดินเข้ามากุมมือนางด้วยความห่วงใย “องค์หญิงตอนนี้รู้สึกอย่างไร
บ้าง? มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า?”
นางตอบด้วยรอยยิ้มกลับไป “แม่นมเล่าให้เหอซั่วฟังว่า เหอซั่วล้มลงกับพื้นจนสลบไป แม้จะไม่เป็นอะไรแล้ว แต่
ดันทำให้องค์ชายใหญ่ต้องเป็นห่วง ทั้งหมดเป็นความผิดของเหอซั่วเองเพคะ!”
อ๋าวฮั่นได้ฟังรีบส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ “องค์หญิงพูดอะไรนั่น ในฐานะว่าที่ชายา อ๋าวฮั่นย่อมต้องห่วงใยอยู่
ตลอด!”
คำพูดนี้ทำเอาต้วนชิงหมิงหน้าแดงระเรื่อจนต้องรีบก้มหน้าก้มตาด้วยความเขินอาย
บทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคจองทั้งคู่ ต่างแฝงนัยยะที่ตนปรารถนาให้อีกฝั่ายเข้าใจแล้ว
ความหมายที่ต้วนชิงหมิงต้องการสื่อคือ นางได้สติขึ้นมา แม่นมทั้งสองของไทเฮาได้เตือนสตินาง ให้รู้ว่าเรื่องใด
ควรพูด เรื่องใดไม่ควรพูด
ส่วนความหมายที่อ๋าวฮั่นต้องการสื่อคือ เขาได้แสดงจุดยืนที่มีต่อหน้าไทเฮาแล้ว ให้ต้วนชิงหมิงรับมือได้ตาม
สบาย ไม่ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เขาจะอยู่เคียงข้างต้วนชิงหมิงเสมอ
พออ๋าวฮั่นเห็นใบหน้าต้วนชิงหมิงที่แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย เขาจึงไอออกมา และถอยกลับไปนั่งเก้าอี้ของตน
ไทเฮาที่นั่งอยู่สูงกว่าได้จ้องมองท่าทีของทั้งสองคนไม่กะพริบตา และเมื่ออ๋าวฮั่นลุกกลับมานั่งที่เดิม ไทเฮาได้ถาม
ว่า “อ๋าวฮั่นเป็นยังไงบ้าง? อัยเจียบอกแล้วว่าเหอซั่วไม่ได้เป็นอะไรมาก”
อ๋าวฮั่นพยักหน้ารับด้วบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ “ใช่แล้ว องค์หญิงบอกว่าร่างกายไม่ได้เป็นอะไรมาก
แสดงว่าแม่นมของไทเฮาต้องดูแลองค์หญิงเป็นอย่างดี อ๋าวฮั่นขอขอบพระทัยไทเฮาอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อกล่าวจบ อ๋าวฮั่นก็แสดงความเคารพไทเฮาอีกครั้ง
เมื่อไทเฮาเห็นก็หัวเราะชอบใจออกมา “การเคารพนี้อัยเจียมิกล้ารับไว้หรอก… อัยเจียแค่ให้เหอซั่วพักที่ตำหนัก
เปลี่ยนชุดใหม่ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากนัก”
ทุกคนในตำหนักนี้ต่างเป็นคนฉลาดกันทั้งนั้น พูดไม่เกินสามประโยคก็เข้าใจได้ทันที ดังนั้นอ๋าวฮั่นกล่าวขอบคุณ
ไทเฮากล่าวตอบรับทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายลงไปมากอย่างไม่น่าเชื่อ!
คราวนี้ไทเฮาแสร้งทำเป็นหันไปถามต้วนชิงหมิงอย่างเปั้นห่วงเป็นใย “เหอซั่ว อัยเจียได้ยินว่าเจ้าสลบไป และถูก
คนลักพาตัวไปอีก คงตกใจอยู่มิน้อยกระมัง อีกทั้งอ๋าวฮั่นวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่าเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า อัยเจียได้ฟังเท่านั้นก็
เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก……”
ระหว่างนั้นไทเฮาพูดไปยิ้มไป ด้วยท่าทางน่าเกรงขาม “เหอซั่วเห็นแก่ที่อัยเจียเป็นห่วงเจ้า ไหนลองบอกอัยเจียมำสิ เมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าบ้าง?”
ประโยคคำถามของไทเฮาดูจะพูดคล่องปากเสียเหลือเกิน!
ไทเฮาเริ่มบอกต้วนชิงหมิงจากเรื่องที่อ๋าวฮั่นเล่าให้นางฟัง แต่เลือกที่จะไม่พูดเรื่องเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของต้วน
ชิงหมิง ด้วยคำนึงถึงชื่อเสียงหน้าตาของนางเป็นสำคัญ
ในฐานะไทเฮา นางได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่มีแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าต้วนชิงหมิงจะพูดแบบไหน!
ต้วนชิงหมิงได้ยินคำถามที่ไทเฮาไถ่ถามจึงรีบลุกขึ้นยืน หันไปทำความเคารพแล้วทูลว่า “เพราะเรื่องของเหอซั่ว
ทำให้ไทเฮาต้องเป็นห่วง นับว่าเป็นความผิดของเหอซั่ว หวังว่าไทเฮาจะยกโทษไม่เอาผิดในสิ่งที่เหอซั่วพลาดพลั้งไป
เพคะ!”
ไทเฮาได้ฟังต้วนชิงหมิงกล่าวออกมาก็ยิ้มหน้าบานออกมา ก่อนจะหันไปหาพูดกับอ๋าวฮั่น “อัยเจียไม่ผิดหวังที่
เหอซั่วเป็นเด็กรู้ความ และเข้าใจความยากลำบากใจของอัยเจีย……”
อ๋าวฮั่นก้มหน้าแสยะยิ้ม ในขณะที่ต้วนชิงหมิงรีบเอ่ยว่า “เหอซั่วผิดไปแล้วเพคะ”
เมื่อบรรยากาศที่ตึงเครียดผ่อนคลายลงไปมากแล้ว ไทเฮาจึงถามต่อไปว่า “เหอซั่วอย่าหาว่าอัยเจียตำหนิหน่อย
เลย งานเลี้ยงในวันนี้ ทำไมเจ้าออกมาแล้วไม่กลับเข้าไปล่ะ… ดูสิทำเอาองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นร้อนรนถึงเพียงนี้ แม้กระทั่ง
ฮองเฮายังจะมาถามเจ้าจากอัยเจีย……”
ฮองเฮาที่นั่งเงียบเป็นเปั่าสาก รีบแสร้งยิ้มและไหลตามนํ้าอย่างจำใจ “ใช่แล้วเหอซั่ว เจ้าออกไปแล้วไม่ยอมกลับ
มา แม้แต่อัยเจียก็เป็นห่วงเจ้า จนต้องถ่อมาตามหาเจ้าถึงตำหนักฉือหนิงของไทเฮา เพื่อมาดูให้แน่ชัดว่าเจ้าแอบมาสนท
นากับไทเฮาหรือเปล่า!”
ต้วนชิงหมิงรีบตอบกลับทันควัน “เหอซั่วทำให้ทุกท่านต้องเป็นห่วง ต้องขออภัยด้วยเพคะ”
พอเห็นต้วนชิงหมิงรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ไทเฮาจึงส่งสายตาให้แม่นมกุ้ย
แม่นมกุ้ยจึงยกนํ้าชาไปให้อ๋าวฮั่นและต้วนชิงหมิง ระหว่างที่ยื่นนํ้าชาให้ต้วนชิงหมิง แม่นมได้พูดขึ้นว่า “ไทเฮา
เป็นห่วงองค์หญิงเหอซั่วอย่างมาก ทันทีที่ได้ยินว่าเกิดเรื่องกับองค์หญิงก็ร้อนรนใจดั่งไฟแผดเผา โชคดีที่องค์หญิงกลับมา
อย่างปลอดภัย ไทเฮาถึงวางใจได้เพคะ”
คำพูดของแม่นมกุ้ยเหมือนเป็นการพูดกลายๆ ให้ฮองเฮารู้ตัว ฮองเฮาที่ไม่ได้เบาปัญญาจึงต้องรับช่วงถามต่อไป
“ใช่แล้ว เหอซั่วยังไม่ได้บอกไทเฮากับอัยเจียเลย งานเลี้ยงในวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
ต้วนชิงหมิงวางถ้วยนํ้าชาลงอย่างเชื่องช้า ตอบเสียงเรียบว่า “ทูลไทเฮา ทูลฮองเฮา เรื่องในวันนี้ต้องโทษเหอซั่ว
เอง ที่ได้รับประทานสุราจากไทเฮาแล้ว แอบดื่มไปหลายจอก นึกไม่ถึงว่าจะเมามายหนักเพียงนี้ ระหว่างที่รินสุราใส่จอก
ได้ทำหกใส่กระโปรง จึงให้นางกำนัลพาไปเปลี่ยนชุดใหม่และยังไม่ทันเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อย เหอซั่วก็วิ่งออกไปข้างนอก
ด้วยความเมาเพคะ”
อ๋าวฮั่นเห็นนางเล่าด้วยดวงตาที่เบิกโตก็อดขำไม่ได้… องค์หญิงผู้นี้ช่างปันนํ้าเป็นตัวได้เก่งกาจถึงเพียงนี้ แม้จะมี
หลายจุดที่จับผิดได้ แต่นางก็ยังเล่าต่อจนทุกคนต่างฟังอย่างใจจดใจจ่อ!
ฮองเฮาที่นั่งฟังถึงกับเบิกตากว้าง “หลังจากนั้นละ?”
แท้จริงแล้ว นางต้องการทราบว่าต้วนชิงหมิงวิ่งไปหาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่ตำหนักได้อย่างไรกัน!