การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 859 เปลือกจอมปลอม
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยยังคิดว่าเขาไม่มีความจำเป็นต้องพูดทั้งหมด
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อ๋าวฮั่นก็ยกโบกมือพลางหัวเราะชอบใจ “ในเมื่อองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดมาเสียขนาด
นี้แล้ว อ๋าวฮั่นก็ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบคิดเล็กคิดน้อย ดังนั้นก็ปล่อยเรื่องนี้ให้เลยตามเลยไปแล้วกัน นับจากนี้อ๋าวฮั่นและ
องค์ชายใหญ่ถือเป็นสหายที่ดีต่อกัน!”
คำว่า “สหาย” จากปากชาวทุ่งหญ้าถือว่าเป็นคำพูดที่ให้ความสำคัญและจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่คำว่า “สหาย” ที่
อ๋าวฮั่นเอ่ยออกมาในเวลานี้เป็นเพียงลมปากเท่านั้น เพราะในใจของเขานั้นไม่มีทางยอมเป็นสหายกลับเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
เด็ดขาด
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ยินที่อ๋าวฮั่นเอ่ยจึงตอบว่า “องค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นวางใจได้ ในใจของหลิ่งเจวี๋ยนับองค์ชายใหญ่
อ๋าวฮั่นเป็นสหายตลอดไป”
เพียงแต่ว่าเป็น “สหาย” ในประเภทไหนเท่านั้นเอง!
อ๋าวฮั่นและเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเข้ามาสวมกอดกันและกัน เพื่อแสดงมิตรภาพที่ดีต่อกัน
จากนั้นทั้งสองคนต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ยินดีกับความบาดหมางที่ทลายลงไป
ฮองเฮามองดูทุกอย่างด้วยสายตาเรียบนิ่ง ส่วนไทเฮากลับมองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
จากนั้นอ๋าวฮั่นได้เสริมขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ถ้าองค์ชายใหญ่พูดแบบนี้มาก่อน อ๋าวฮั่นคงไม่ฟันมือขององค์ชาย
ใหญ่เข้า… ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นความเข้าใจผิดเท่านั้นเอง!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหัวเราะด้วยความเก้อเขิน โดยไม่ได้พูดคำใดออกมา
เป็นแค่ความเข้าใจผิด?
ทุกคนในที่นี้ต่างเข้าใจผิดกันไปหมด ว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้หมายกระทำยํ่ายีความบริสุทธิ์ของต้วนชิงหมิง แต่อ๋าว
ฮั่นได้เข้าไปช่วยไว้ได้ทันจึงเกิดการฟันมือขึ้น คำพูดจากปากของอ๋าวฮั่นมีคำเดียว ไม่มีทางทำให้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยวางหนี้
แค้นได้อย่างที่ทูลไทเฮาหรอก!
แม้ภายนอกองค์ชายใหญ่ทั้งสองจะดูเหมือนปรับความเข้าใจได้แล้ว แต่คงมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น ที่รู้ว่า
เรื่องนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น!
ไทเฮาเห็นเหยียนหลิ่งเจวี๋ยและอ๋าวฮั่นวางความบาดหมางลงได้แล้วก็ดีอกดีใจไม่น้อย ชื่นชมและให้กำลังใจทั้งคู่
และด้วยความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าจึงให้ทุกคนต่างกลับกันไป
ฮองเฮาเดินออกไปเป็นคนสุดท้าย
ไทเฮารู้อยู่เต็มพระทัยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ฮองเฮาตั้งใจที่จะปิดบังความจริงบางส่วนเอาไว้ ซึ่งการกระทำของเหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยในวันนี้เกินความคาดหมายของฮองเฮา
เป็นที่รู้ว่าตั้งแต่เล็กจนโต เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้น หากเสียเปรียบให้ใครแล้วก็จะต้องเอาคืนมา
ให้จงได้ ตั้งแต่ครั้งก่อนที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่ฟังคำโน้มน้าวของนาง ดึงดันหาเรื่องต้วนชิงหมิง ก็รู้ได้ว่าเขาเป็นคนหัวรั้น
มากแค่ไหน
แต่ตอนนี้เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไม่เพียงยอมรับผิดอย่างเปิดเผย หนำซํ้ายังแสดงออกมาจากใจจริง ยิ่งทำให้ฮองเฮา
เคลือบแคลงสงสัยขึ้นมามากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามนางก็เป็นเสด็จแม่ของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย แค่นึกถึงนิสัยของเขาก็เข้าใจสาเหตุได้ไม่ยาก… ฮองเฮาได้
ล่วงเกินไทเฮาไปเรียบร้อยแล้ว เหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่แม้อยากทวงหนี้แค้นคืนมาก็ได้แต่หยุดไว้ก่อน… หนี้แค้นในครั้งนี้ยังมี
โอกาสที่จะชำระ แต่สิ่งที่ทำได้ต่อหน้าไทเฮาคือปล่อยสองคนนี้ไปก่อน แล้วจดหนี้แค้นเอาไว้
พอฮองเฮาคิดได้ว่าเหยียนหลิ่งเจวี๋ยต้องคิดแบบนี้จึงโล่งใจไม่น้อย ในฐานะเสด็จแม่การเสียหน้าตอ่ไทเฮาไม่ได้ถือ
เป็นเรื่องใหญ่โตมากนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ไทเฮาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหลานชายคนโตให้ได้ มีเพียงวิธีการนี้เท่านั้น
ถึงจะสามารถรักษาตำแหน่งว่าที่จักรพรรดิองค์ถัดไปได้!
คิดมาถึงตรงนี้ ฮองเฮาได้ถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย จากนั้นทำความเคารพและขอตัวลาไทเฮา
ไทเฮาดูเหมือนขี้เกียจจะสนใจฮองเฮา จึงโบกมือให้ทุกคนกลับไปได้
อ๋าวฮั่นเดินไปที่หน้าประตูทางเข้าตำหนักก็เห็นต้วนชิงหมิงพอดี
ต้วนชิงหมิงที่เดินชนของจนต้องพันแผลที่ศีรษะ ได้ใช้โอกาสนี้จะไปเปลี่ยนผ้าพันแผล… เพราะว่าบางเรื่องไม่
สะดวกที่จะพูดในสถานที่ที่มีเหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยู่ด้วย นางจึงเรียกให้อ๋าวฮั่นพานางออกไปพันแผลที่อื่น
พูดตามตรง ตำหนักของไทเฮาทำให้ต้วนชิงหมิงอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง นางกำนัลในตำหนักทำให้นางเกิด
ความหวาดหวั่น นางจึงอยากหนีจากที่นี่ไปให้รวดเร็วที่สุด จะได้ไม่ต้องพบหน้าคนในตำหนักนี้เอง
ฮองเฮาเห็นต้วนชิงหมิงต้องไปพันแผลจึงกำชับมาสองสามประโยค จากนั้นก็เดินจากไป ส่วนเหยียนหลิ่งเจวี๋ยก็
ยิ้มมุมปากโดยไม่เห็นไรฟันตามฮองเฮาไปข้างหลังติดๆ
ส่วนอ๋าวฮั่นได้สอบถามอาการต้วนชิงหมิง ก่อนจะพานางออกไปจากวังแห่งนี้
พอทุกคนต่างเดินออกจากตำหนักฉือหนิงไปแล้ว ไทเฮาก็นั่งฟังรายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจ
นางหลับตาลงอย่างช้าๆ ยกมือขึ้นมานวดขมับอยู่นานสองนานโดยไม่เอ่ยคำใด!
แม่นมกุ้ยยกนํ้าชาที่เพิ่งชงใหม่ๆ เข้ามาให้ ก่อนจะพูดอย่างระวัง “ไทเฮา เชิญจิบชาระหว่างที่ยังร้อนๆ เถอะ
เพคะ!”
ไทเฮาโบกมือปฏิเสธอย่างหงุดหงิดใจ แม่นมกุ้ยจึงวางถ้วยนํ้าชาไปบนโต๊ะแทน โดยไม่กล้าพูดจาออกมาแม้แต่คำ
เดียว
ทันใดนั้นไทเฮาได้ถอนหายใจออกมา “แม่นมกุ้ย เจ้าคิดว่าตระกูลสื่อจะจบสิ้นในมือของสื่อพานเอ๋อร์ไหม?”
สื่อพานเอ๋อร์เป็นชื่อสมัยที่เด็กยังไม่ได้เป็นไทเฮา แต่ดูเหมือนทุกคนจะลืมชื่อนี้ไปสิ้นแล้ว คงมีไทเฮาเพียงคนเดียว
นั่นแหละที่ยังจำได้ชัดเจน
แม่นมกุ้ยก้มหน้า ตอบเสียงอ่อย “ไทเฮาต้องถนอมวรกายนะเพคะ!”
เรื่องของตระกูลสื่อ แม่นมกุ้ยมิอยากเอ่ยปากเข้าไปสอดให้มากความ อย่างไรเสียนี่เป็นเรื่องของเจ้านาย แม่นมกุ้ย
ทำหน้าที่เป็นผู้ฟัง และคอยดูแลวรกาย แบ่งเบาภาระไทเฮาก็เพียงพอแล้ว
ไทเฮาเห็นท่าทางของแม่นมกุ้ยก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ข้ารู้ บางเรื่องเจ้าไม่สะดวกพูด และไม่กล้าพูดด้วย
แต่หลายปีมานี้เหลือเพียงเจ้ากับข้าเพียงสองคน ความรู้สึกของพวกเราแนบแน่นกว่าใครเป็นไหนๆ”
เมื่อไทเฮากล่าวถึงขนาดนี้ แม่นมกุ้ยก็ทำได้แต่ก้มหน้าก้มตาตํ่าลงไปอีก!
ภาพในวันนั้นตอนที่ไทเฮาอายุได้สิบสามปี ได้เข้ามาในวังด้วยตำแหน่งไฉเหริน แม่นมกุ้ยได้ติดตาม รับใช้
ปรนนิบัติ ช่วยเหลือมาตั้งแต่นั้น จนเวลาล่วงเลยผันผ่านมาเนิ่นนาน ไทเฮาได้ขยับเขยื้อนตัวจากไฉเหรินไปมาถึงตำแหน่ง
ประมุขของวังหลัง กระนั้นจิตใจที่แม่นมกุ้ยมีให้ ไม่ได้ผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
แม่นมกุ้ยรำลึกถึงความหลัง พลางาเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ความเมตตาที่ไทเฮามีให้บ่าวนั้น บ่าวทราบดีเพคะ
เพียงแต่เรื่องในวันนี้ได้ผ่านไปแล้ว องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้ขอโทษองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่น จนเปลี่ยนมาเป็นสหาย
ต่อกันแล้วนิเพคะ……”
แม่นมกุ้ยรู้อยู่ในใจส่วนลึกว่าเรื่องนี้ไม่มีทางผ่านไปด้วยดี แต่นางเป็นเพียงคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีปากมีเสียงอะไร ต่อ
ให้เอาความจริงมาพูดก็คงเปลี่ยนแปลงสิ่งใดไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นไทเฮาที่สูงวัยก็รู้ว่า วันข้างหน้าฮองเฮาต้องเป็นกุมอำนาจสูงสุดในวังหลังต่อ ไทเฮาถึงได้ปล่อยให้เลย
ตามเลยไป
ดูอย่างนิสัยของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย มีหรือที่ไทเฮาจะไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร เพียงแต่ไทเฮาทำเป็นเอาหูไปนาเอาตา
ไปไล่ต่างหาก!
ไทเฮาไม่ได้สบายพระทัยจากคำพูดของแม่นมกุ้ย นางเผลอมองออกไปที่ห่างไกลและส่ายหน้าไปมา “อันที่จริงข้า
ก็เตือนตัวเองเสมอ อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาวุ่นวายเรื่องลูกหลานอีกเหรอ? คงถึงเวลาที่จะมอบอำนาจในวังหลังไปให้
ฮองเฮาก็จบแล้ว อย่างไรเสียนางก็เป็นคนตระกูลสื่อคนหนึ่ง และในฐานะเสด็ตแม่ของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย นางจะตัดสิน
เรื่องนี้ยังไงก็ควรปล่อยตามใจนางไป”
ไทเฮาพูดด้วยความอ่อนล้าทั้งหายและใจ ไม่เหมือนกับไทเฮาผู้สูงศักดิ์และสูงส่งคนนั้นเลย แต่เหมือนสหายคน
หนึ่งที่กำลังระบายอารมณ์ความรู้สึกให้กับสหายคนสนิทได้ฟัง!
คงมีเพียงแม่นมกุ้ยเท่านั้นที่ไทเฮาจะกล้าพูดคุยความใจ วางมาดที่สูงส่งลง วางคำเรียก “อัยเจีย” ที่ทุกคนต่าง
หวาดกลัวลง
ไม่ว่าไทเฮาจะเอื้อนเอ่ยคำใด แม่นมกุ้ยก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ตั้งใจฟังอย่างเงียบกริบ
ในฐานะสตรีในตระกูลสื่อ ไทเฮาก็รู้สึกเศร้าใจที่ต้องเสียสละชีวิตทั้งหมดอยู่ในวังหลังแห่งนี้
ไทเฮาถือเป็นสตรีที่มีความสามารถโดดเด่นมากที่สุดในตระกูลสื่อ แต่น่าเศร้าตรงที่นางใช้ทั้งชีวิตที่มีอยู่เพื่อ
สืบทอดคนตระกูลสื่อรุ่นต่อไปเพียงเท่านั้นเอง
ไทเฮาดูเหมือนจะบอกกับแม่นมกุ้ย ขณะเดียวกันก็เหมือนรำพึงรำพันถึงตัวนางเอง “เจ้าลองดูท่าทางฮองเฮาสิ
ไม่เคยมีสายตายาวไกล ยากที่จะทำสิ่งใดสำเร็จได้ หากยกวังหลังไว้ในมือของนาง ข้าไม่รู้ว่าวังหลังจะตกอยู่ในสภาพ
ไหน?”
สิ่งที่แม่นมกุ้ยอยากบอกไทเฮาคือ ฮองเฮาอาจไม่ได้แย่เกิดเหตุอย่างที่ไทเฮาคิดไว้ก็เป็นได้ เพียงแต่ว่าทุกอย่าง
อาจต้องมีการฝึกฝนและลองทำเสียก่อน หลายปีมานี้ไทเฮาวางตั้งบรรทัดฐานที่สูงกับฮองเฮา เพราะฉะนั้นอคติที่อยู่ใน
ใจของไทเฮาต่อฮองเฮาคงยากจะเปลี่ยนได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คลื่นลูกหลังย่อมต้องมาแทนที่คลื่นลูกก่อนเสมอ ไทเฮาเป็นห่วงจนมิอาจปล่อยตระกูลสื่อและ
อำนาจไว้ในมือของฮองเฮา แต่ในสายตาของคนอื่นต่างคิดว่าไทเฮาหลงใหลลุ่มหลงในอำนาจจนวางไม่ลง
หลายวันก่อน แม้แต่ท่านพ่อของฮองเฮา ซึ่งก็คือน้องชายของไทเฮาได้แอบเปรยอยู่หลายครั้ง ให้แบ่งอำนาจบาง
ส่วนไปให้บุตรสาวของเขาบ้าง
เมื่อแม่นมกุ้ยคิดเรื่อยเปือยมาถึงตรงนี้ก็แอบชำเลืองไปที่ไทเฮา… แท้จริงแล้ว บ่าวรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพลียใจแทน
ไทเฮาเหลือเกิน!
ไทเฮาหลับตาลงพักสายตาอย่างช้าๆ แม่นมกุ้ยจึงหยิบชุดคลุมเข้ามาห่มตัวไทเฮา จากนั้นค่อยเดินออกไปข้าง
นอกทำงานต่อ
ไทเฮาเหนื่อยเกินไปแล้ว ควรได้พักผ่อนให้สบายเสียหน่อย
**
ทางด้านฮองเฮาและเหยียนหลิ่งเจวี๋ยเดินไปด้วยกัน โดยที่นางกำนัลต่างเดินเว้นระยะห่างไกลพอสมควร มิกล้า
แอบฟังบทสนทนาของฮองเฮาและเหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ฮองเฮาได้หันไปถามเหยียนหลิ่งเจวี๋ย “เจวี๋ยเอ๋อร์ เรื่องนี้ลูกจะจัดการยังไง?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหรี่ตาเล็กลง ยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา “เสด็จแม่วางใจได้ ลูกไม่มีทางยอมเลิกราวีอย่างง่ายดาย
เป็นแน่!”
ฮองเฮาพยักหน้าเห็นด้วย นี่แหละถึงสมกับเป็นโอรสของนาง เพราะฮองเฮาไม่ใช่คนที่จะยอมประนีประนอมกับ
ใคร… ความแค้นที่ฟันมือขององค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยย่อมเอาคืนให้สาสาม!