การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 863 หนทางช่วยเหลือ?
ในราชสำนักในแคว้นใดไม่ควรมีขุนนางหรือสายลับของแคว้นอื่นเข้ามาปะปน แต่วิธีการนี้เป็นเรื่องปติที่แคว้น
ไหนๆ ก็ทำกัน เพื่อให้เป็นหูเป็นตา จับความเคลื่อนไหว รายงานความลับสุดยอดที่ได้รู้ได้ทราบ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างรู้อยู่กับใจ แต่ไม่เอ่ยออกมาตรงๆ ในการสนทนา
ดังนั้น ตอนนี้อ๋าวฮั่นรู้แล้วว่าในตำหนักของเสด็จพ่อเขา มีคนข้างกายเป็นคนของเหยียนหลิ่งอวี๋ แต่กระนั้นคงไม่
ได้คิดวางแผนทำเรื่องใด
เหยียนหลิ่งอวี๋เดิมทีเป็นคนฉลาดเฉลียว ตอนนี้เขาสามารถรู้เรื่องของอ๋าวฮั่นได้ชัดเจนทั้งหมด อย่างนั้นผลลัพธ์มี
เพียงสิ่งเดียวคือ เหยียนหลิ่งอวี๋มีคนแฝงตัวเข้าไปอยู่ในตำหนักที่ทุ่งหญ้า และคนคนนั้นต้องสามารถเข้านอกออกในได้
อย่างอิสระถึงสามารถส่งข่าวออกมาได้
แววตาที่อ๋าวฮั่นมองไปที่เหยียนหลิ่งอวี๋ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น เขาได้พูดขึ้นว่า “เหยียนหลิ่งอวี๋ อย่างนั้นเจ้า
ช่วยให้คนของเจ้าที่อยู่ข้างกายเสด็จพ่อของข้า บอกเสด็จพ่อทีว่าข้าจะต้องไปช่วยอย่างแน่นอน… อีกอย่างช่วยถามให้
หน่อยว่าเสด็จพ่อยังสบายดีไหม?”
เหยียนหลิ่งอวี๋พยักหน้ารับทราบ และพูดอย่างไม่ลังเลใจ “ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้เช้าข่าวคราวใหม่คงส่งมาถึงที่นี่
แล้ว!”
พอคำนวณเวลาดูข่าวคราวจะส่งมาถึงตอนเช้า คงต้องหามรุ่งหามคํ่าส่งจากเขตทุ่งหญ้ามาที่นี่อย่างเร็วที่สุด ก็ต้อง
ใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดถึงสิบวันโดยประมาณ
ระยะเวลาสิบวันเพียงพอที่เรื่องราวต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว!
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่ถอนหายใจ ไม่ว่าจะพยายามพูดให้อ๋าวฮั่นสบายใจอย่างไรก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ ตอนนี้สิ่ง
สำคัญเร่งด่วนที่สุด คือช่วยฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยให้ได้สติกลับมา จากนั้นร่วมมือกับอ๋าวฮั่นบุกกลับไปช่วยเสด็จพ่อของเขา
เหยียนหลิ่งอวี๋เข้าใจหลักการนี้ นั่นหมายความว่าอ๋าวฮั่นก็ย่อมเข้าใจด้วย
เดิมที เขามีตราโฮ่วฝูั่[1]อยู่ในมือซึ่งสามารถสั่งให้ทหารบุกกลับไปที่ทุ่งหญ้าช่วยเหลือเสด็จพ่อ แต่อ๋าวฮั่นกลับเชื่อ
หากเขาขยับกองทหารข่าวนี้ต้องไปถึงหูถ่าหลี่มู่ ซึ่งไอ้บ้านั่นอาจบ้าคลั่งจนทำร้ายเสด็จพ่อ และทำให้สิ่งที่เขาจะช่วยต้อง
พังทลายและเป็นผลร้ายต่อถ่าถู
หากถ่าถูสวรรคตต้องเกิดความวุ่นวายโกลาหลในทุ่งหญ้า ถึงตอนนั้นต้องเกิดเรื่องที่ต้องให้อ๋าวฮั่นกลับไปเก็บ
กวาด
อีกอย่าง อ๋าวฮั่นกับถ่าถูมีนิสัยที่เหมือนกันอยู่จุดหนึ่ง คือไม่ชอบใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
เขาจึงได้แต่ผินหน้ามองฟั้าที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และถอนหายใจออกมา… เสด็จพ่อ ท่านต้องรักษาตัวด้วย!
ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดี รอจนกว่าข้าจะกลับไปช่วย
เหยียนหลิ่งอวี๋จึงหันไปบอกกับอ๋าวฮั่น “ถ้าเจ้ายังเป็นกังวล จงวางความแค้นลงและมาร่วมมือกัน โดยไม่ให้ใคร
รับรู้”
อ๋าวฮั่นพยักหน้าแล้วกลับไปนั่งใหม่ เพื่อเริ่มปรึกษากับเหยียนหลิ่งอวี๋
***
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงและอ๋าวฮั่นแยกกันแล้ว นางก็กลับไปที่เรือนของนาง เพื่อพักผ่อนร่างกายที่แสน
เหน็ดเหนื่อย
พอต้วนชิงหมิงกลับมาถึงเรือนของตนเองก็ถอนหายใจออกมา จนเยวี่ยเจียที่อยู่ด้านหลังหัวเราะคิกคักออกมา
“คุณหนู ที่ไหนไม่สุขใจเท่าเรือนของเราเอง เห็นทีคำพูดนี้คงถูกต้อง แม้แต่ในวังหลวงที่หรูหราวิจิตรงดงามก็ไม่สบายเท่า
ที่จวนต้วนเจ้าค่ะ”
ชิวหนิงที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะตามไปด้วย “เยวี่ยเจีย เจ้าพูดอะไรไปเรื่อย ประเดี๋ยวแม่นมหลินได้ยินเข้า คงต้อง
ตำหนิเจ้ายกใหญ่!”
เยวี่ยเจียได้ยินสีหน้าก็บึ้งตึงในทันที
พูดได้ว่าแม่นมทั้งสองมาเพียงแค่วันเดียว เยวี่ยเจียก็รับไม่ได้แล้ว ถ้าต้องอยู่ด้วยกันอย่างนี้ไปอีกนาน มีหวังเยวี่ย
เจียคงต้องอึดอัดจนปั่วยไปเสียก่อน
ชิวหนิงมองไปที่ต้วนชิงหมิง ก่อนหันไปพูดยิ้มๆ กับเยวี่ยเจีย “เยวี่ยเจียเอ๋ยเยวี่ยเจีย เจ้าไม่กลัวใครมาแต่ไหนแต่
ไรไม่ใช่หรือ ตอนนี้กลับมีคนที่กลัวด้วยอย่างนั้นหรือ?”
เยวี่ยเจียหันมองต้วนชิงหมิง พูดอย่างน้อยใจ “กลัว กลัวเจ้าค่ะ จนถึงตอนนี้บ่าวกลัวพวกแม่นมหลิน จนมือไม้สั่น
ไปหมดเจ้าค่ะ”
ชิวหนิงที่ได้ยินก็หัวเราะชอบใจออกมา เห็นทีต้วนชิงหมิงจะปล่อยปะละเลยบ่าวใช้มากจนเกินไป ถึงได้มีนิสัยทำ
ตามอำเภอใจเหมือนเยวี่ยเจีย ตอนนี้พวกแม่นมหลินที่เค่งครัดในกฏระเบียบมาแล้ว เยวี่ยเจียย่อมต้องหวาดกลัวเป็น
ธรรมดา
ต้วนชิงหมิงจึงพูดเสียงเรียบ “เมื่อก่อนอยู่ที่เรือนจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ แต่ในวันนี้เข้าวัง พวกเจ้าก็เห็นแล้ว
นิว่าหากทำสิ่งใดพลาดพลั้งไปแม้แต่นิดเดียว อาจไม่มีโอกาสได้แก้ไขอีกเลย… พวกแม่นมหลินแม้จะเข้มงวดกวดขัน แต่
เพื่อกันไม่ให้เกิดภัยมาถึงตัว พวกนางจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ!”
ต้วนชิงหมิงอธิบายเสียยืดยาวกว่าเยวี่ยเจียจะเข้าใจขึ้นมาได้ นางรีบก้มหน้าพูดด้วยความละอายใจ “คุณหนู บ่าว
ผิดไปแล้วเจ้าค่ะ”
ด้านชิวหนิงจึงพูดเตือนสติ “เยวี่ยเจีย ต่อไปต้องเรียกว่า องค์หญิง!”
เยวี่ยเจียเอ่ยด้วยใบหน้าที่แดงด้วยความเก้อเขิน “องค์หญิง บ่าวผิดไปแล้วเพคะ!”
ต้วนชิงหมิงค่อยๆ ถอนหายใจออกมา สิ่งที่อยากพูดออกมานั้น สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
เยวี่ยเจียผู้นี้จิตใจดีแต่เป็นคนอ่อนต่อโลกไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่อยู่กับคนที่คิดว่าสนิทสนม มักจะ
ปล่อยเนื้อปล่อยตัวทำอะไรตามใจจนดูไม่งาม
นิสัยเช่นนี้ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่เป็นไร เพราะมีเพียงแค่ต้วนชิงหมิงกับบ่าวใช้เพียงไม่กี่คน ต่อให้45มาหาที่เรือนก็
ไม่ได้เข้มงวดกฏระเบียบเกินไป จึงส่งผลให้เยวี่ยเจียทำอะไรเกินความพอดี
แต่ว่าต้วนชิงหมิงในตอนนี้ เป็นถึงองค์หญิงเหอซั่ว ทุกคำพูดและการกระทำล้วนเป็นหน้าเป็นตาให้กับต้าเซี่ย
เพราะฉะนั้นทุกคำพูดและการกระทำต้องผ่านการกลั่นกรองมาเป็นอย่างดี
สิ่งที่ต้วนชิงหมิงต้องการคือบ่าวใช้ที่รู้จักปรับตัว มีไหวพริบที่ดีอย่างชิวหนิงมาอยู่เคียงข้าง
ความคิดเช่นนี้ของต้วนชิงหมิง ไม่ได้กลัวว่าเยวี่ยเจียจะเอานางไปพูดในทางไม่ดี แต่กลัวว่าคำพูดของนาง อาจนำ
ภัยมาถึงตัว ถึงตอนนั้นต้วนชิงหมิงอยากช่วยมากแค่ไหน ก็คงได้แต่มองโดยทำอะไรไม่ได้
เยวี่ยเจียและชิวหนิงต่างรู้เต็มอกว่าต้วนชิงหมิงย่อมหวังดีกับพวกนางเสมอ ดังนั้นทั้งสองคนต่างมองตากัน และ
หันมากล่าวว่า “องค์หญิงวางใจได้ นับจากนี้ต่อไปพวกบ่าวจะคอยช่วยเตือนกันและกัน ทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง
ไม่ให้องค์หญิงต้องหนักใจกับพวกบ่าวเพคะ!”
ต้วนชิงหมิงอมยิ้มด้วยความสุข “พวกเจ้าเข้าใจในจุดนี้ก็ดีแล้ว!”
ทั้งสามคนเดินสนทนากันมาจนถึงเรือน เมื่อบ่าวใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นต้วนชิงหมิงก็รีบทำความเคารพ ภายใน
เรือนมีเสียงจุกจิกจอแจของเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ดังออกมา “คุณหนู… คุณหนูกลับมาแล้ว……”
ยังไม่ทันจะพูดจบได้มีเสียงดังขัดแทรกขึ้นมา “เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ เจ้าต้องเรียกว่าองค์หญิง!”
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตกใจกับเสียงดังนั้น จนพูดอย่างตะกุกตะกัก “แม่นมหนิง บ่าวผิดไปแล้ว!”
ภายในห้องมีเสียงชราดังขึ้นมา จากนั้นแม่นมและบ่าวใช้ต่างเดินออกมาหน้าประตูเข้าแถวต้อนรับต้วนชิงหมิง
เมื่อเห็นทุกคนต่างไปยืนเรียงรายด้านหน้า เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็ยังเดินออกมาเข้าแถวอย่างงงงวย จนต้วนชิงหมิงอด
หัวเราะเสียไม่ได้ สงสัยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์คงลืมไปสนิทว่าตอนนี้นางเปลี่ยนฐานะไปแล้ว ที่ไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
ดังนั้นเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ชอบพูดจาโดยไม่คิด ก็ต้องแก้ไขในจุดนี้เสียแล้ว!
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงเดินเข้ามาในเรือน แม่นมหนิง แม่นมหลิน แม่นมจางเข้ามาคารวะอวยพรองค์หญิงตามลำดับ
ตามมาด้วยเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ ชิวจวี๋ ซิ่วจู อวี้จู เหลียนจูและหมิงจู
ภายใต้การนำของแม่นมหนิงและแม่นมหลิน บ่าวใช้ทุกคนได้ทำความเคารพต้วนชิงหมิง “น้อมรับองค์หญิง
เพคะ!”
ต้วนชิงหมิงยกมือขึ้นรับ “เอาล่ะ พวกเจ้าลุกขึ้นได้!”
ทุกคนลุกขึ้นมาใครมีหน้าที่ยกนํ้าก็ไปยกนํ้า ใครมีหน้าที่ไปหยิบผ้าเช็ดหน้าก็ไปหยิบ ใครมีหน้าที่ชงชาก็เตรียม
อุปกรณ์ แต่ละคนต่างยุ่งกับหน้าที่ของตนเอง มีเพียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังยุ่ง เดินเข้ามากระซิบต้วนชิงห
มิง “องค์หญิง คุณหนูรองเชวีย มารออยู่ในห้องตั้งนานแล้วเพคะ!”
ตอนนี้ฐานะของทั้งสองคนแตกต่างกันแล้ว การที่เชวียหนิงหรานมารอต้วนชิงหมิงถือเป็นเรื่องสมควร เดิมทีนาง
จะออกมารับต้วนชิงหมิง แต่พอเห็นบ่าวใช้ออกมากันหมดทุกคน จึงขอรออยู่ในห้องโถงรับรองตามเดิมเสียดีกว่า
เชวียหนิงหรานมาที่นี่อย่างนั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงมองเข้าไปในห้องที่มีแสงไฟถูกจุด รู้สึกดีใจขึ้นมาจึงรีบเดินเข้ามาในห้องโถงรับรองทันที
เชวียหนิงหรานที่นั่งจิบชาอยู่ภายในห้องโถง ได้ยินเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ตะโกนเสียงถูกตำหนิเข้า จึงอดหัวเราะออกมา
เสียมิได้ เพราะเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ช่างเหมือนตนเมื่อก่อนไม่มีผิด และได้ยินบ่าวใช้พูดต้อนรับกันอย่างพร้อมเพรียง แสดงว่าต้
วนชิงหมิงกลับมาแล้ว
เมื่อต้วนชิงหมิงก้าวเข้ามาในห้องโถงด้วยรอยยิ้ม ก็รีบเข้าไปจับมือเชวียหนิงหรานด้วยความดีใจ “หนิงหรานมานี่
ที่ตั้งนานแล้วใช่ไหม?”
บ่าวใช้ที่คอยปรนนิบัติเชวียหนิงหรานเห็นต้วนชิงหมิงกลับมาเรือนแล้ว รีบทำความเคารพและแสดงความยินดี
ส่วนไห่ถางที่ยืนอยู่ด้านหลังเชวียหนิงหรานแอบแลบลิ้นปลิ้นตา กระซิบเชวียหนิงหราน “คุณหนู ดูคุณหนูต้วนช่างมาก
พิธีรีตองอะไรเช่นนี้!”
เชวียหนิงหรานหันขวับไปค้อนเข้า ไห่ถางจึงรู้ว่าพลั้งปากไปแล้ว รีบก้มหน้าก้มตาไม่กล้าพูดอะไรอีก
พูดตามตรง การต้อนรับและพิธีรีตองพวกนี้ทำเอาเชวียหนิงหรานอ้าปากค้างไปเหมือนกัน จนกระทั่งต้วนชิงหมิง
ใช้มือที่เย็นเฉียบจับมาที่มือของนาง ต้วนหนิงหรานถึงได้สติกลับมา “ชิงหมิง พิธีรีตองมากมายขนาดนี้เชียว!”
ทางด้านแม่นมหลิน ที่ได้ยินก็รีบเอ่ยเตือนสติ “คุณหนูรองเชวีย ในวันนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว คุณหนูรองควร
เรียกว่า ‘องค์หญิง’ ถึงจะถูกเจ้าค่ะ”
เชวียหนิงหรานรีบขอโทษต้วนชิงหมิงโดยการย่อตัว!
[1] ตราโฮ่วฝูั่ คือ ตราที่ใช้ควบคุมกองทหาร