การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 874 ความเห็นแก่ตัวขององค์หญิงจิ่นซิ่ว (2)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 874 ความเห็นแก่ตัวขององค์หญิงจิ่นซิ่ว (2)
ถึงแม้ต้วนอวี้หรานจะแปลกใจ แต่นางกลับเอ่ยอย่างรวดเร็ว “องค์หญิงเพคะ……”
นางคิดดูแล้วเห็นว่าคงเอ่ยนามไม่ครบ จึงเพิ่มเข้าไปอีก “คารวะองค์หญิงจิ่นซิ่วเพคะ!”
สตรีคนนั้นก็ยังหัวเราะดังลั่นท้องแข็ง จนปินที่เสียบอยู่บนศีรษะกวัดแกว่งชนกันไปหมด
ด้วยความแปลกใจต้วนอวี้หรานจึงเงยหน้าขึ้นมองในที่สุด จึงได้พบใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย!
สตรีใบหน้ารูปไข่เรียวยาว ท่าทางอรชรย้วยยาด ช่างตรึงตาตรึงใจแก่ผู้พบเห็น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาที่เปล่งประกายคู่นั้น ช่างลุกโชติช่วงชัชวาล ส่วนอายุของนางน่าจะโตกว่าองค์หญิงจิ่น
ซิ่วสองสามปี อาภรณ์ที่นางสวมใส่ดูวิจิตรงดงาม ปักด้วยรูปมวลบุปผาที่กำลังเบ่งบานชูชัน
สตรีผู้นี้ใบหน้างดงาม แต่ดูจากทรงผมที่เกล้าแล้วจึงรู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางเป็นองค์หญิงจิ่น
ซิ่วไปได้
สตรีผู้นั้นยังคงจ้องมองและใช้นิ้วชี้ไปที่ตัวนาง “เจ้าคิดว่าข้าเป็นองค์หญิงจิ่นซิ่ว?”
ต้วนอวี้หรานรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันใด
สตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับนาง แต่การปรากฏตัวของนางในตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่ว และ
ใช้สรรพนาม “เจ้ากับข้า” นอกจากคนในราชวงศ์แล้วจะเป็นใครไปได้อีก
ถ้านางไม่ใช่องค์หญิง ก็คงเป็นบรรดาเหนียงเหนียง[1]คุณหนูนี่แหละ!
ฉะนั้นต้วนอวี้หรานจึงรีบก้มหน้า ทำความเคารพใหม่ทันที “หม่อมฉันต้วนอวี้หราน คารวะเหนียงเหนียงผู้งดงาม
เพคะ”
ต้วนอวี้หรานไม่รู้ว่าเหนียงเหนียงมาจากตำหนักไหน จึงเลือกที่จะเรียกโดยการเติมผู้งดงามไว้ข้างหลัง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เหนียงเหนียงอย่างนั้นเหรอ? เจ้าคิดว่าข้าเป็นเหนียงเหนียง ช่างน่าขันสิ้นดี!”
เดิมทีต้วนอวี้หรานคิดว่านางได้สรรหาคำเรียกได้เหมาะสมแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะมาเล่นตลบหลัง
นางเสียไม่เป็นท่า
การจำและเรียกชื่อคนผิดครั้งแรกคงไม่เป็นไร แต่นี่เรียกผิดถึงสองครั้งจนยากจะให้อภัย ด้วยเหตุนี้ต้วนอวี้หราน
ไม่รู้ว่าจะเอ่ยขอโทษอย่างไรต่อไปดี
สตรีคนนั้นเห็นต้วนอวี้หรานชะงักงันไป ถึงได้หยุดหัวเราะลง แล้วกล่าวว่า “เจ้าคือคุณหนูจวนต้วน?”
12พยักหน้ารับ “หม่อมฉันคุณหนูรองจวนต้วนเพคะ”
สตรีคนนั้นพยายามนึกอยู่นานสองนาน “คุณหนูรองจวนต้วน… นั่นก็คือน้องสาวขององค์หญิงเหอซั่ว?”
“น้องสาวขององค์หญิงเหอซั่ว” ชื่อนี้ฟังแล้วช่างระคายหูเสียเหลือเกิน
ต้วนอวี้หรานยอมรับว่านางตั้งใจเลี่ยงจะเอ่ยชื่อต้วนชิงหมิง แต่ทุกที่กลับมีชื่อของนางปรากฏออกมา จึงทำได้แต่
ก้มหน้ายอมรับ “เป็นหม่อมฉันเพคะ”
สตรีคนนั้นหยุดหัวเราะลง และปรายตามองต้วนอวี้หรานขึ้นลง “เจ้าเป็นน้องสาวของเหอซั่ว แต่กลับมาหาองค์
หญิงจิ่นซิ่วถึงตำหนักเพื่อทำอะไร? หรือว่าพี่สาวของเจ้ามีเรื่องฝากบอกองค์หญิงจิ่นซิ่ว?”
ต้วนอวี้หรานไม่มีทางช่วยต้วนชิงหมิงฝากบอกอะไรทั้งนั้นแหละ!
คำพูดนี้กลับเก็บงำเอาไว้ในใจโดยไม่ได้เอ่ยออกมา แต่เลือกที่บอกแทนว่า “เรียนเหนียงเหนียง หม่อมฉันแค่
ต้องการมาพบองค์หญิงจิ่นซิ่วเท่านั้นเองเพคะ”
สตรีคนนั้นได้ฟังก็เอาแต่หัวเราะไม่หยุด “นึกไม่ถึงว่าเจ้าช่างพูดช่างเจรจาขนาดนี้!”
ต้วนอวี้หรานฝืนยิ้มออกมา “เรียนเหนียงเหนียง หม่อมฉันเห็นโลกมาน้อย โปรดให้อภัยด้วย นี่เป็นครั้งแรกที่
หม่อมฉันได้พบเหนียงเหนียง จึงมิทราบว่าจะเรียกนามอย่างไรจึงจะเหมาะสมเพคะ”
“ในเมื่อเจ้ามาหาองค์หญิงจิ่นซิ่วก็รอนางอยู่ที่นี่แล้วกัน ประเดี๋ยวข้าจะไปเปลี่ยนชุดแล้วค่อยออกมาทีอีก!” สตรี
คนนั้นบอก
เมื่อนางพูดจบก็หมายจะเดินจากไป ในตอนนั้นเอง หน้าตำหนักขององค์หญิงจิ่นซิ่วได้มีเสียงต่อว่าดังขึ้น “อวี้
หลินจะไปไหน? เจ้าทำชุดข้าเปียกปอนหมดแล้ว ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าเลย คิดจะหนีแล้วอย่างนั้นหรือ?”
ที่แท้สตรีคนนั้นนามว่า “อวี้หลิน” นางรีบตอบกลับทันควัน “การทำชุดขององค์หญิงเปียกเช่นนี้เป็นความผิดขอ
งอวี้หลินเอง อันที่จริงจะเข้าไปขอโทษ แต่เห็นว่ามีแขกมาขอพบองค์หญิงจึงไม่สะดวกที่อวี้หลินจะอยู่ด้วย!”
ไม่ว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วจะพูดอะไร ดูเหมือนอวี้หลินจะไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
หลังจากที่องค์หญิงจิ่นซิ่วได้ฟังก็ตวาดออกมา “นางเป็นที่ไหนล่ะ อย่างมากก็แค่คนชั่วที่เอาเรื่องพี่สาวมารายงาน
เอาความชอบเข้าตัว อวี้หลินจะกลัวไปใย?”
อวี้หลินชะงักงันลงไปเมื่อได้ยิน คิดไม่ถึงว่าน้องสาวของต้วนชิงหมิงจะเป็นคนเช่นนี้ นางจึงมองด้วยสายตา
ดูแคลน “มิน่าเล่าเจ้าถึงมาหาองค์หญิงจิ่นซิ่วที่นี่”
ที่แท้ก็มาเพื่อให้ร้ายพี่สาวนี่เอง?
บทสนทนาระหว่างองค์หญิงจิ่นซิ่วและอวี้หลินทำให้ต้วนอวี้หรานทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว
นางหันมององค์หญิงจิ่นซิ่วเอ่ยขึ้น “องค์หญิง……”
องค์หญิงจิ่นซิ่วชายตามองต้วนอวี้หรานอย่างเอือมระอา “ในเมื่อเจ้ากล้าทำ ทำไมไม่กล้ารับ… เจ้าวางใจได้ อวี้
หลินเป็นคนกันเองไม่มีทางเอาเรื่องไปโพนทะนา เจ้ามีอะไรก็จงพูดมาตามตรงได้เลย”
จากนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วก็เงียบลงชั่วขณะ จากนั้นเสริมขึ้นมาว่า “อย่างน้อยอวี้หลินก็ไม่เหมือนเจ้าที่เห็นแก่ผล
ประโยชน์ของตัวเองหรอก!”
บัดนี้ต้วนอวี้หรานมิอาจทำหน้าเฉยเหมือนไม่สะทกสะท้านได้แล้ว นางรู้แล้วว่าคำพูดของฉีเอ๋อร์เมื่อครู่ บอกเป็น
นัยว่าองค์หญิงอารมณ์ไม่ดี!
ในเมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วอยากระบายอารมณ์ก็ให้ระบายออกมาให้เต็มที่แล้วกัน ต้วนอวี้หรานจึงคุกเข่าลงกับพื้นไม่
ขยับเขยื้อนรอองค์หญิง!
แต่สตรีที่ชื่ออวี้หลินกลับหัวเราะเยาะ “องค์หญิง ในเมื่อนางมาถึงที่นี่แล้ว ก็ลองฟังสิ่งที่นางจะพูดเสียหน่อยแล้ว
กัน เดี๋ยวอวี้หลินขอตัวไปหลบก่อน จะได้ไม่ต้องฟังเรื่องที่ไม่ควรได้ยินได้ฟัง”
องค์หญิงจิ่นซิ่วแสยะยิ้ม “เจ้าฟังก็ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อเรื่องนี้มาบอกข้าถึงตำหนักได้ ไม่รู้ว่าก่อนมานี้ไปบอกมา
แล้วกี่คน?”
ต้วนอวี้หรานรีบแก้ต่างให้ตัวนางเองทันที “เรียนองค์หญิง หม่อมฉัน……”
จากนั้นคำพูดก็หยุดลงในฉับพลัน ทันใดนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วโกรธขึ้นมา “องค์หญิงอย่างข้ากำลังพูดอยู่ เจ้าถือดี
อะไรพูดแทรกขึ้นมา ไสหัวออกไปซะ!”
คราวนี้ต้วนอวี้หรานนิ่งสนิทไม่ขยับเขยื้อนร่างกายและหุบปากแน่นสนิท
หลังจากนั้นไม่นาน องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงค่อยคลายความโกรธลงและหันไปพูดกับอวี้หลิน “เห้อ!อวี้หลินอย่าถือสา
ข้าเลย ช่วงนี้ข้าอารมณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่!”
“เพราะเรื่องของพี่ใหญ่ใช่ไหม?” อวี้หลินถามเสียงเรียบ
ในที่สุด ต้วนอวี้หรานก็เดาได้แล้วว่าองค์หญิงอวี้หลินเป็นใคร ที่แท้ก็คือลูกพี่ลูกน้องขององค์หญิงจิ่นซิ่วนี่เอง!
ลูกพี่ลูกน้องผู้นี้สนิทสนมจนถึงใช้สรรพนาม “ข้า” กับ “เจ้า” แต่เหตุใดต้วนอวี้หรานถึงใช้บ้างไม่ได้?
ยิ่งนางคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดีมากขึ้นไปเท่านั้น ทว่านางอยู่ในฐานะตํ่ากว่าทำได้เพียงก้มหน้าก้มตารับคุกเข่ารับ
ฟังอยู่เงียบเชียบ
องค์หญิงจิ่นซิ่วและอวี้หลินพูดคุยกันอีกพักหนึ่ง จากนั้นอวี้หลินได้เอ่ยขึ้นว่า “องค์หญิงควรถามว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ก่อน ประเดี๋ยวพวกเราจะได้ไปหาพี่ใหญ่ที่ตำหนักกันต่อ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วพูดอย่างถอดใจ “เจ้าจะไปเยี่ยมด้วยก็ย่อมได้ ช่วงนี้พี่ใหญ่อารมณ์ไม่คงเส้นคงวา แม้แต่ข้ายัง
โดนgเมินเฉยเลย!”
เมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้รับ องค์หญิงจิ่นซิ่วหันขวับมาถามต้วนอวี้หราน “สรุปแล้วเจ้ามีเรื่อง
อะไรจะพูดก็รีบพูดออกมาเลย”
ต้วนอวี้หรานเห็นว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วสนใจนางแล้ว จึงรีบเล่าบทสนทนาระหว่างต้วนชิงหมิงกับอ๋าวฮั่นให้ฟัง รวม
ถึงข้อสังเกตของนางออกมา
องค์หญิงจิ่นซิ่วฟังแล้วก็ถามอย่างสงสัย “เจ้าว่าอะไรนะ? ข้าเข้าใจว่าสองคนนั้นกำลังเล่นละครตบตา? เรื่องน่า
ขันเช่นนี้ เจ้าพูดเล่นในจวนก็พอแล้ว ยังมีหน้ามาเล่าถึงในวังอีก?”
เมื่อสังเกตเห็นท่าทีที่ใกล้ระเบิดอารมณ์ขององค์หญิงจิ่นซิ่ว ทางด้านอวี้หลินรีบพูดห้ามทันที “องค์หญิงใจเย็น
ก่อน อย่างน้อยก็รอฟังให้จบก่อนจะเป็นไรไป”
ต้วนอวี้รีบเล่าต่อไป “ทูลองค์หญิง พี่สาวของหม่อมฉันเป็นคนเสแสร้งแกล้งทำเก่ง จนไม่ต้องพูดถึงเวลาอยู่ต่อ
หน้าว่าที่สามีเลย… เดิมทีนางกับองค์ชายใหญ่มีความสนิทสนมไปมาหาสู่กัน ที่สำคัญไม่เคยได้ยินว่านางเอ่ยถึงองค์ชาย
ใหญ่อ๋าวฮั่นมาก่อน ทำไมจู่ๆ องค์ชายใหญ่ถึงได้มาสู่ขอนาง โดยได้รับพระราชทานงานสมรสจากฝั่าบาทอีก ดังนั้นหม่อม
ฉันสงสัยว่าองค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่น อาจเป็นคนที่องค์ชายสามเชิญมา เพื่อช่วยกันภัยให้ต้วนชิงหมิง มีเพียงวิธีการนี้เท่านั้น
ถึงทำให้องค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย ไม่สามารถรับนางมาเป็นสนมได้เพคะ”
พอเอ่ยถึงชื่ออ๋าวฮั่นขึ้นมา ต้วนอวี้หรานก็เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่านใจ… เชอะ! ต้วนชิงหมิงนั่นมีอะไรดี
กัน ถึงได้ประคบประหงมปกปั้องนางกันไปหมด จนนางมิอาจทนดูต่อไปได้!
เมื่อต้วนอวี้หรานกล่าวจบลง ก็ยังคุกเข่านิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับตัว
องค์หญิงจิ่นซิ่วฟังแล้วเห็นว่าไม่มีอะไรเลย แต่ด้านอวี้หลินกลับมีสีหน้าตระหนก
สรุปแล้ว ต้วนอวี้หรานสงสัยว่าต้วนชิงหมิงกับเหยียนหลิ่งอวี๋มีความสัมพันธ์กัน โดยใช้ให้อ๋าวฮั่นมาช่วยเหลือ?
ถ้าเรื่องนี้เป็นอย่างที่ต้วนอวี้หรานเล่ามาจริง เห็นทีเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่แล้ว!
อวี้หลินหันไปถามองค์หญิงจิ่นซิ่วด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย “องค์หญิงคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วไม่ได้คิดปิดบังแผนการของนางต่ออวี้หลิน
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ต้วนอวี้หรานเล่ามาเมื่อก่อน ล้วนเป็นเรื่องหยุมหยิมไปหมดที่บรรดานางกำนัลได้ฟังมาหมด
แล้ว
[1] เหนียงเหนียง สรรพนามใช้มักเรียกไทเฮาหรือบรรดาพระสนม