การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 875 ความเห็นแก่ตัวขององค์หญิงจิ่นซิ่ว (3)
- Home
- การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง
- ตอนที่ 875 ความเห็นแก่ตัวขององค์หญิงจิ่นซิ่ว (3)
แต่ครั้งนี้ เรื่องที่ต้วนอวี้หรานเล่ากลับเป็นเรื่องใหญ่โต! ถ้ามองเป็นเรื่องใหญ่โตพูดได้ว่า ต้วนอวี้หรานต้องการ
ทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้น ให้ร้ายองคืชายใหญ่และฝั่าบาทที่แต่งตั้งองค์หญิงจิ่นซิ่ว
ถ้ามองเป็นเรื่องเล็กพูดได้ว่า ต้วนอวี้หรานต้องการสร้างข่าวลือ ให้ร้ายองค์หญิงจิ่นซิ่วว่าเป็นองค์หญิงที่ไม่ดี
หากเรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกับเหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนชิงหมิงก็เท่านั้น แต่นี่ลากอ๋าวฮั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยที่
เขาได้ฟันมือของเหยียนหลิ่งเจวี๋ย ลามไปถึงเรื่องที่ต้วนชิงหมิงถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิง ทุกอย่างส่งผลเป็นลูกโซ่
ดังนั้นองค์หญิงจิ่นซิ่วรู้เรื่องนี้เข้าแล้ว นางจึงไม่กล้าตัดสินใจวางแผนเล่นงาน หากรู้ว่าต้วนอวี้หรานจะพูดเรื่องนี้
องค์หญิงคงไม่ให้อวี้หลินรู้เรื่องด้วยหรอก
เรื่องนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น หากอวี้หลินนำเรื่องนี้ออกไปพูด
อาจสร้างผลเสียกับนางได้ ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าไหร่ก็ควรให้คนรู้น้อยมากเท่านั้น ถ้าวันข้างหน้าเกิดเรื่องขึ้น องค์
หญิงจิ่นซิ่วจะต้องสงสัยในตัวอวี้หลินเป็นอันดับแรก
แต่ในเมื่ออวี้หลินรู้เรื่องนี้เข้าแล้ว องค์หญิงจิ่นซิ่วก็ได้แต่เสียใจและคิดโทษต้วนอวี้หราน… ชิชะ! ทุกอย่างเป็น
ความผิดของเจ้าต้วนอวี้หราน ทำไมต้องมาขอพบข้าตอนที่อวี้หลินอยู่ด้วย และนำเรื่องลับสุดยอดนี้มาเล่าอย่างเปิด
เผย……
คิดมาถึงตรงนี้ องค์หญิงจิ่นซิ่วยกมือตบโต๊ะเสียงดังสนั่นก้วยความโมโห “ต้วนอวี้หราน เจ้าบังอาจมาพูดเพ้อเจ้
ออะไรที่นี่ อ๋าวฮั่นเป็นถึงองค์ชายใหญ่และผู้นำแห่งทุ่งหญ้ารุ่นต่อไป ชื่อขององค์ชายใหญ่มีหรือที่เจ้าจะเรียกโดยตรงได้?
อีกอย่างต้วนชิงหมิงในตอนนี้เป็นองค์หญิงเหอซั่วไปเรียบร้อยแล้ว เจ้ายังกล้ามาเรียกต้วนชิงหมิงนี่นั่นได้อย่างไร ไม่เห็น
กฏของต้าเซี่ยในอยู่สายตาเลยหรือยังไง?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วยิ่งโกรธก็ยิ่งเอ่ยด้วยเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ นางชี้ไปที่หน้าต้วนอวี้หราน ตามด้วยตวาดฉีเอ๋อร์ดังลั่น
“ลากออกไปโบยยี่สิบไม้ และโยนออกไปนอกวังเดี๋ยวนี้!”
ต้วนอวี้หรานได้ฟังรีบวิงวอนขอร้องด้วยชีวิต “องค์หญิง สิ่งที่หม่อมฉันพูดมาเป็นความจริงทั้งหมด! องค์ชายใหญ่
อ๋าวฮั่นกับต้วนชิงหมิงต้องมีปัญหาเพคะ”
องค์หญิงจิ่นซิ่วยิ่งโกรธเพิ่มเป็นทวีคูณ ตวาดเสียงดังกว่าเดิม “ลากไปโบยสิบสิบไม้!!!”
สิ้นเสียงคำสั่ง ต้วนอวี้หรานก็ตัวสั่นสะเทิ้มไม่กล้าปริปากอีกต่อไป
ทางด้านอวี้หลินเห็นท่าทางองค์หญิงจิ่นซิ่ว พลันทราบได้ทันทีว่าต้องการไล่นางให้ออกไปทางอ้อม
แต่พอเห็นหน้าตาที่น่าเกลียดชังของต้วนอวี้หราน อวี้หลินไม่ได้วางแผนคิดจะช่วยพูดขอร้องแทนต้วนอวี้หราน
เพียงแต่จะทำเช่นไรไม่ให้องค์หญิงจิ่นซิ่วสงสัยในตัวนาง สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ ทำอย่างไรก็ได้ให้องค์หญิงไม่
สงสัยในตัวนาง เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เอาแค่เรื่องของฮองเฮา อวี้หลินก็ปวดหัวเต็มทีแล้ว!
อวี้หลินยืนดูต้วนอวี้หรานถูกลากออกไป ได้เดินเข้าไปกระซิบข้างหูองค์หญิงจิ่นซิ่ว “องค์หญิง เรื่องนี้ต้วนอวี้หรา
นเป็นคนพูดเลอะเทอะ ครั้งนี้ต้องลงโทษให้นางหราบจำจะได้ไม่ไปพูดแบบนี้ที่ไหนอีก!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วเอ่ยด้วยความใจเย็นลง “เรื่องนี้จะพูดออกไปให้คนนอกฟังไม่ได้เด็ดขาด ส่วนข้าก็จะทำเป็น
เหมือนไม่เคยได้ยินมาก่อน… อวี้หลิน เมื่อครู่เจ้าได้ยินอะไรบ้างหรือเปล่า?”
“ข้าไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ทำเสื้อเจ้าเปียกปอนแค่นั้นเอง” อวี้หลินตอบ
องค์หญิงจิ่นซิ่วปรายตามองอวี้หลินและถามขึ้นต่อ “เมื่อครู่นี้เจ้าเห็นอะไรบ้าง?”
“ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แค่เห็นนางกำนัลที่ไม่เชื่อฟังถูกองค์หญิงทำโทษ” อวี้หลินกะพริบตาปริบๆ
องค์หญิงจึงพยักหน้าอย่างพอใจ “อืม เจ้าไม่ได้ยินอะไรก็แล้วไป ข้านึกว่าเจ้าได้ยินนางกำนัลพูดจาเลอะเทอะเสีย
อีก!”
“องค์หญิง ข้าไม่ได้ยินอะไรจริงๆ” อวี้หลินเน้นยํ้า
องค์หญิงจึงเผยยิ้มจางๆ ออกมา “ไม่ได้ยินอะไรก็ดีแล้ว เมื่อครู่เราคุยกันถึงไหนแล้ว คุยต่อกันเถอะ!”
“เมื่อครู่ พวกเราคุยกันว่าจะรอให้เจ้าเปลี่ยนชุดแล้วไปหาพี่ใหญ่… องค์หญิงยังจะไปอยู่ไหม?” อวี้หลินใช้ไหว
พริบที่มีแก้สถานการณ์
องค์หญิงตอบด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ข้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว พวกเราไปหาพี่ใหญ่กันเถอะ!”
เมื่อสิ้นเสียง ทั้งสองคนก็ลุกขึ้นยืนเดินออกไปหาเหยียนหลิ่งเจวี๋ยที่ตำหนัก
เมื่อเดินออกไปข้างนอกก็เห็นต้วนอวี้หรานกำลังถูกโบยอยู่ที่ลาน โดยมีเลือดไหลซิบๆ ชุ่มชุดของนาง
ทางด้านฉีเอ๋อร์ได้แต่หรี่ตามองดู… สมนํ้าหน้าต้วนอวี้หราน ที่เจ้าถูกโบยก็เพราะความโง่เขลาของเจ้าเอง ต่อหน้า
คุณหนูอวี้หลินยังกล้าเอาเรื่อง ที่ควรพูดส่วนตัวกับองค์หญิงพูดให้คนอื่นฟังด้วย โดนอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน!
เป็นที่รู้ว่าสหายก็คือสหาย ญาติก็คือญาติจะนำมาปะปนกันมิได้ หากมีเรื่องที่ไม่ดีงามก็ควรเอ่ยแค่ผิวเผิน และ
รู้จักแยกแยะความเหมาะสมตามสถานการณ์
ต้วนอวี้หรานเหงื่อแตกเต็มใบหน้า เลือดไหลซิบเต็มกระโปรง แต่แม่นมที่ทำหน้าที่โบยจนชินมือไปหมดแล้ว ก็
ลงมือหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังรู้จุดว่าตรงไหนโบยแล้วเจ็บ จุดไหนโบยแล้วไม่สลบ แม่นมก็ยิ่งเน้นยํ้าในจุดนั้น
ต้วนอวี้หรานที่ไม่เคยถูกลงโทษหนักเพียงนี้ย่อมร้องไห้ตะโกนให้ท่านแม่มาช่วย!
แต่ที่ปากมีผ้าอุดอยู่ ไม่ว่าจะตะโกนเสียงเจียนขาดใจเพียงใด ก็ไม่มีเสียงร้องแอะดังเล็ดรอดออกมา
นางได้แต่มององค์หญิงจิ่นซิ่วเดินผ่านไป พร้อมกับมองด้วยสายตาวิงวอน ทว่าองค์หญิงจิ่นซิ่วกลับมองไม่เห็นนาง
ประหนึ่งเป็นอากาศธาตุ
เจ้านายทั้งสองคนเดินพ้นประตูไปแล้วก็พอดีกับที่ต้วนอวี้หรานถูกโบยครบสี่สิบไม้ ในตอนแรกนางมีสตินับอย่าง
ตั้งใจหวังให้ผ่านเร็วที่สุด ทว่าไม่นานความเจ็บปวดราดร้าวเข้ามาแทนที่จนสติที่มีกระเจิงไปหมด ก่อนจะลุกขึ้นเดินเพียง
ไม่กี่ก้าวแล้วล้มพับลงกับพื้น
หลังจากนั้นเยี่ยมเยือนเป็นที่เรียบร้อย องค์หญิงก็ออกมาส่งอวี้หลินหน้าวังหลวง จากนั้นรีบไปหาฮองเฮาถึง
ตำหนัก
เมื่อองค์หญิงจิ่นซิ่วเล่าเรื่องทุกอย่างที่ได้ฟังจากต้วนอวี้หรานอย่างละเอียดให้ฮองเฮาได้ฟัง ฮองเฮารีบคว้ามือนาง
มากุมไว้ “จิ่นซิ่วรู้หรือไม่ว่า เจ้ากำลังพูดอะไรอยู่?”
องค์หญิงจิ่นซิ่วถอนหายใจอย่างช้าๆ “ทูลฮองเฮา ลูกรู้อยู่เต็มอกว่ากำลังพูดอะไรอยู่!”
องค์หญิงจิ่นซิ่วจึงเงยหน้ามองฮองเฮาเล่าต่อไปว่า “ลูกรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงหน้าตาของราชวงศ์ และความ
สัมพันธ์ของทั้งสองแคว้น รวมไปถึงชื่อเสียงและอนาคตในวันข้างหน้าของเสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย… เสด็จแม่ลองคิดดู
อ๋าวฮั่นไม่เคยมาเมืองหลวงมาก่อนเลย ทำไมถึงจะต้องมาสู่ขอกับต้วนชิงหมิงด้วย? อีกอย่างเสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย
ประกาศว่าจะรับนางเป็นสนมเช่อเฟย องค์ชายสามก็ที่ไปมาหาสู่กับนางก็หายตัวไป เพราะฉะนั้นต้วนชิงหมิงจึงปฏิเสธ
เสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเอนเอียงไปซบอกอ๋าวฮั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้… หากนางสามารถยั่วเย้าอ๋าวฮั่นไว้ได้ก็ไม่มีเหตุจำเป็น
ต้องแต่งกับเสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ย เรื่องแค่นี้ไม่ว่าใครมองปราดเดียวก็ออกแล้ว เสด็จแม่ลองร้อยเรียงเรื่องราวก่อนหลัง
ดูคงเข้าใจได้ไม่ยาก”
ฮองเฮากุมมือองค์หญิงจิ่นซิ่วแล้วพาเดินวนไปวนมาในตำหนัก เพราะเรื่องที่อ๋าวฮั่นสร้างไว้ทำให้ไทเฮารู้สึกไม่
พอใจฮองเฮาและเหยียนหลิ่งเจวี๋ย การที่ไทเฮาไม่ชอบฮองเฮานั้นไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้น แต่นางไม่ยอมให้ไทเฮาพาลไม่ชอบ
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยไปด้วย มิอย่างนั้นทุกอย่างที่ทำมาก็จบเห่ ซึ่งเรื่องนี้ฮองเฮาจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด
แต่ไทเฮาเลือกที่จะไม่สนใจและยอมอดทนกับสิ่งที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยทำกับอ๋าวฮั่นและต้วนชิงหมิง ตอนนี้ถ้า
ฮองเฮาต้องการเล่นงานอ๋าวฮั่นอีก มีหวังไทเฮารู้เข้าต้องพิโรธโกรธาเป็นแน่
ด้านฮองเฮาไม่ได้กลัวไทเฮาพิโรธโกรธา นางกลัวแค่ไทเฮาจะถือโอกาสนี้แย่งอำนาจจากเหยียนหลิ่งเจวี๋ยไปต่าง
หาก
แต่ถ้าจะปล่อยต้วนชิงหมิงและอ๋าวฮั่นไปอย่างง่ายดาย ความแค้นของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจะชำระเมื่อไหร่? และ
ความแค้นของนางจะสะสางเมื่อใด?
อีกอย่างต้วนชิงหมิงเป็นแค่องค์หญิงในนาม แต่กลับวางอำนาจบาตรใหญ่ ขืนปล่อยให้นางกลายเป็นชายาขอ
งอ๋าวฮั่น วันข้างหน้านางคงไม่สนใครอยู่ในสายตา
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือต้องให้ต้วนอวี้หรานเข้ามาเติมเชื้อไฟให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่อาจใช้เล่นงานต้
วนชิงหมิงและชิงตั๋วได้ เพราะเป็นเพียงแค่ข้อสงสัยเพียงเท่านั้น
ฮองเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจออกมา “แม่ก็ชิงชังต้วนชิงหมิงไม่น้อย ทว่าเรื่องนี้พวกเราต้องมีหลัก
ฐานด้วย……”
หากถือแค่คำพูดปากเปล่า ไร้หลักฐานที่จับต้องได้ ย่อมไม่มีผู้ใดเชื่อพวกเราได้อย่างสนิทใจ
เมื่อได้ยินที่ฮองเฮาเอ่ยขึ้นมา ดวงตาองค์หญิงจิ่นซิ่วก็เปล่งประกายแห่งความหวัง “เสด็จแม่ ถ้าไม่มีหลักฐานพวก
เราก็สามารถหาหลักฐานได้นี่หน่า แต่ไทเฮามีอคติกับเสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยซึ่งใครๆ ก็รู้ ดังนั้นพวกเราต้องไปเล่นงานต้
วนชิงหมิง เพื่อให้พวกนางอยู่อย่างไม่สงบสุข เพราะมีเพียงสิ่งนี้ ไทเฮาถึงจะไม่คิดเรื่องของเสด็จพี่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยแล้ว!”
หลายวันมานี้ เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหงุดหงิดงุ่นง่านใจเป็นที่สุด ในวังหลวงต่างมีความคิดเห็นต่างๆ นานากับเขาไม่
น้อย หากไม่หาเรื่องอื่นเข้ามาเบี่ยงเบนความสนใจ มีหวังไทเฮาและบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ต้องหาเรื่องปลดเขาแน่นอน
หลังจากที่ฮองเฮาได้ฟังก็เข้าใจในบัดดล สิ่งที่องค์หญิงจิ่นซิ่วแนะนำนั้นถูกต้องที่สุด
ถ้าหาเรื่องเล่นงานต้วนชิงหมิงให้ไม่สงบสุขได้ ความผิดหวังที่เจวี๋ยเอ๋อร์มีต่อไทเฮาก็จะทุเลาเบาลง!