การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 879 เชวียหนิงหรานได้รับบาดเจ็บ
เมื่อเห็นว่ารถม้าใกล้ถึงหน้าประตูจวนต้วนแล้ว ต้วนชิงหมิงจึงพูดเสียงแผ่วเบา “หนิงหราน เรื่อในวันนี้……”
เรื่องในวันนี้ไม่มีผู้ใดคาดคิดถึง แต่การที่ต้วนชิงหมิงปิดบังเรื่องสื่อเหวินจางกับเชวียหนิงหรานถือว่าไม่ถูกต้อง
นางแค่ไม่อยากให้เชวียหนิงหรานตกอกตกใจมากเกินไป ดังนั้นเลือกเก็บไว้ในใจ ถึงตอนนี้เห็นเชวียหนิงหรานมี
ท่าทางเสียใจ ต้วนชิงหมิงก็เสียใจไม่ต่างกัน
ดวงตาของเชวียหนิงหรานแดงกํ่าขึ้นมา “ข้าเข้าใจแล้ว… พวกเจ้าปิดบังข้า เพราะไม่อยากให้ข้ารู้เรื่องกลัวจะ
เสียใจใช่ไหม? ชิงหมิงแต่ว่ามันเป็นเรื่องของข้าไม่ใช่หรือ? เจ้าเห็นสีหน้าของคุณชายรองสื่อหรือไม่ เขามองข้าเหมือนเป็น
คนโง่คนหนึ่ง……”
เชวียหนิงหรานไม่มีทางลืมเรื่องที่สื่อเหวินจางมาขอหมั้นหมายกับนางถึงจวนเชวีย สายตาของเขาระคนอารมณ์
มากมายหลายความรู้สึกทั้งผิดหวัง โกรธเคือง ดูแคลน รวมไปถึงเสียใจจนเอ่ยไม่ออก! สายตานั้นทำให้เชวียหนิงหรานมิ
อาจทนรับได้ไหว!
ดวงตาของนางแดงกํ่าขึ้นมา แต่ไหนแต่ไรมานางรู้เสมอว่าถูกปกปั้องเป็นอย่างดี จากท่านแม่ พี่ชายทั้งสองรวมไป
ถึงต้วนชิงหมิง ต่างมองนางเป็นเด็กน้อยอมมือ กลัวว่าจะมีบาดแผล กลัวโดนทำไม่ดี กลัวนั่นกลัวนี่สารพัด โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งหลังจากทราบเรื่องการมาขอหมั้นหมายของสื่อเหวินจาง ทุกคนต่างปิดบังกันหมดกลัวนางจะคิดมาก
เดิมทีเชวียหนิงหรานชอบความรู้สึกถูกปกปั้องทะนุถนอม แต่วันนี้สายตาของสื่อเหวินจางที่มองมาทำให้นางเจ็บ
ปวดเหลือเกินที่ถูกมองเป็นคนโง่… เชวียหนิงหรานรู้สึกว่านางโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครปกปั้องในทุกๆ เรื่อง
อีกแล้ว!
ต้วนชิงหมิงกุมมือเชวียหนิงหรานไว้แนบแน่น พร้อมกับถอนหายใจออกมา “เรื่องทั้งหมดข้าก็เพิ่งทราบมาเมื่อ
สองสามวันก่อนนี้เอง พี่ชายคนโตของเจ้ามาที่จวนต้วน เพื่อบอกเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟัง อันที่จริง ข้าจะนัดเจ้าไปคุย
เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน แต่วันนี้กลับบังเอิญเจอสื่อเหวินจางโดยเหนือความคาดหมาย……”
ไม่รู้ว่าการพบหน้าในวันนี้ดีหรือไม่ดี แต่ต้วนชิงหมิงพยายามสุดกำลังที่จะหลบหน้าแล้วกลับไม่สำเร็จ
เชวียหนิงหรานเงยหน้าขึ้นพูดกับต้วนชิงหมิง “อย่างนั้นถ้าวันนี้ไม่พบหน้าสื่อเหวินจาง เจ้าคิดจะปิดบังเรื่องนี้ข้า
ตลอดไป?”
เรื่องนี้หากต้วนชิงหมิงไม่พูดออกมา ฮูฆยินเชวีย เชวียจื่อซวน เชวียหนิงซวนย่อมไม่มีทางปริปากก่อนแน่นอน
สรุปแล้วเชวียหนิงหรานก็จะไม่มีทางรู้เรื่องสื่อเหวินจางได้เลย!
ต้วนชิงหมิงส่ายหน้าปฏิเสธ จากนั้นพูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน “หนิงหราน เจ้าโตขึ้นมากแล้วจริงๆ ที่จะสามารถ
จัดการเรื่องราวได้ ครั้งนี้ยังไม่มีเวลาที่จะบอกเจ้าถือว่าเป็นความผิดของข้าเอง ทว่าช่วงที่ผ่านมาข้าก็ยุ่งตัวเป็นเกลียวใน
จากย้ายของไปจวนใหม่… ที่จริงแล้ว ข้าคิดจะรอให้เรื่องเนี่ยไฉ่เยวี่ยผ่านไปก่อน ค่อยบอกเรื่องสื่อเหวินจางกับเจ้า แต่วัน
นี้กลับเจอหน้าเข้าเสียก่อน!”
ในเมื่อเจอสื่อเหวินจางโดยคาดไม่ถึง ต้วนชิงหมิงก็จะใช้โอกาสนี้บอกทุกอย่างให้ชัดเจน มิอย่างนั้นเชวียหนิงหรา
นกลับจวนไปต้องไม่สบายใจ และต้วนชิงหมิงก็จะไม่สบายใจด้วยเช่นกัน!
เพราะฉะนั้นต้วนชิงหมิงตัดสินใจเล่าออกมาโดยไม่รีรอ “หนิงหราน อวี้เอ๋อร์ไปทีก็หายไปเนิ่นนานเหลือเกิน
ความรู้สึกของเจ้าก็คงเป็นห่วงหนักหนา รวมถึงครั้งก่อนที่เจ้าเจอบุรุษชั่วนั่นสร้างให้เกิดความกลัวการแต่งงาน ดังนั้นทุก
คนคิดตรงกันว่า ควรรอให้ถึงโอกาสที่เหมาะสมค่อยบอกเรื่องนี้กับเจ้าไป หรือไม่ก็รอให้เรื่องนี้ผ่านไปแล้วค่อยบอก โดย
ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องที่เกิดความคาดหมายแบบนี้!”
เชวียหนิงหรานฟังแล้วได้แต่กัดกรามแน่น “ชิงหมิง อย่างไรเสียเรื่องนี้เป็นเรื่องของข้า ต่อให้ต้วนอวี้กลับมาก็ไม่
สามารถรับความรู้สึกแทนข้าได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาคิดแทน การทำแบบนี้จะทำให้ข้าไม่
สบายใจ รู้สึกผิดและเป็นภาระของทุกคน……”
ต้วนชิงหมิงรีบขัดขึ้นมาทันที “หนิงหรานพูดอะไรเนี่ย? ไม่มีใครพูดเช่นนั้นเลย ทุกคนเป็นห่วงเจ้า หวังให้เจ้าใช้
ชีวิตอย่างมีความสุข อีกอย่างท่านลุงเชวียและท่านปั้าเชวียก็ไม่ได้ตบปากรับคำมิใช่หรือ? นั่นแสดงว่าเรื่องนี้ยังไม่สำเร็จ…
อย่างนั้น เจ้ายังกังวลในเรื่องอะไรอีก?”
ในที่สุด ดวงตาที่แดงกํ่าของเชวียหนิงหรานมีนํ้าตาใสๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง นางสะอึกสะอื้นยกใหญ่
“จริงเหรอ เจ้าแน่ใจนะว่าท่านพ่อไม่ได้ตอบตกลงไป?”
ต้วนชิงหมิงพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “แน่นอนอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้องค์ชายสามบอกจะออกหน้าพูดให้ฝั่าบาท
พระราชทานงานสมรสให้ ดังนั้นท่านลุงเชวียไม่กล้ายกเจ้าให้ใคร กลัวว่าองค์ชายสามจะลงโทษเอา ถึงแม้จวนสื่อบก
โขยงกันมาเพื่อแสดงความจริงใจ กลับถูกท่านลุงเชวียปฏิเสธกลับไปอย่างไร้เยื่อใย!”
พอเชวียหนิงหรานได้ยินพลันหัวเราะเสียงดังออกมา “ฟังจากที่ชิงหมิงเล่ามา ข้าก็สบายใจแล้ว!”
อันที่จริง ในใจลึกๆ ของเชวียหนิงหรานกลัวเชวียหย่งเฉียงบีบบังคับให้นางต้องแต่งงานตามคำสั่ง กลับนึกไม่ถึงว่า
จะปฏิเสธ อย่างนั้นนางก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไปแล้ว?
เมื่อเห็นท่าทางโล่งอกของเชวียหนิงหราน ต้วนชิงหมิงพลอยโล่งใจตามไปด้วย นางช่วยเชวียหนิงหรานซับนํ้าตา
บนใบหน้าและผลัดแปั้งให้ใหม่ สุดท้ายพูดเสียงเบาๆ ว่า “จำไว้นะ ต่อไปอย่าร้องไห้อีก รวมทั้งไม่ต้องกลับไปถามเรื่อง
สื่อเหวินจางกับท่านปั้าเชวียอีก ในเมื่อวันนี้เจ้ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว แต่ยังต้องทำราวกับไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน
เข้าใจไหม?”
เชวียหนิงหรานพยักหน้ารับและนั่งนิ่งให้ต้วนชิงหมิงช่วยผลัดแปั้งอย่างสบายใจ “ข้ารู้แล้ว หลังจากกลับไป ข้าจะ
ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เพื่อไมให้ท่านแม่ต้องลำบากใจ!”
ต้วนชิงหมิงได้ลูบไปที่มือของเชวียหนิงหรานอย่างแผ่วเบา “วันพรุ่งนี้ข้าต้องย้ายของจึงไม่มีเวลาว่าง แต่อีกสาม
วันให้หลัง พวกเราค่อยช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ยก็แล้วกัน”
ทันใดนั้นเชวียหนิงหรานถามอย่างสงสัย “ที่ชิงหมิงยอมช่วยเนี่ยไฉ่เยวี่ยเป็นเพราะว่าข้าช่วยออกหน้าให้ไฉ่เยวี่ย
ใช่ไหม?”
ต้วนชิงหมิงสารภาพด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ข้าต้องคิดหาทางช่วยเหลือไฉ่เยวี่ยเพราะเจ้าแท้ๆ ถ้านางมาหาข้าเอง
ข้าคงแนะวิธีการให้นางไปทำเอง โดยไม่ช่วยลงแรงกายก็เท่านั้น”
เชวียหนิงหรานได้ฟังพูดด้วยความเกรงใจ “ชิงหมิงมีงานยุ่งอยู่ตลอด ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นองค์หญิงแล้ว แต่ก็ยัง
หาเวลาเพื่อมาช่วยอีก……”
ต้วนชิงหมิงรีบพูดแทรกขึ้นมา “ไม่ใช่หรอก ไม่เกี่ยวกับเรื่องเล็กหรือใหญ่ แต่อยู่ที่เต็มใจหรือไม่เต็มใจช่วยต่าง
หาก เรื่องของหนิงหรานก็คือเรื่องของข้าเช่นกัน ในเมื่อเจ้าเห็นไฉ่เยวี่ยเป็นสหาย ข้าช่วยเจ้าจะเป็นไรไปเชียว!”
ทันใดนั้น ต้วนชิงหมิงได้ถอนหายใจออกมา “หนิงหรานอีกหน่อยต้องระวังให้มากกว่าเดิมเข้าใจไหม? แม้เจ้าจะ
ไหวพริบดี แต่การเป็นคนใจอ่อนง่ายเกินไปจะถูกเอาเปรียบได้ง่าย!”
เชวียหนิงหรานพยักหน้าแล้วพูดอย่างเป็นกังวล “ชิงหมิง อันที่จริงข้ารู้ว่าตำแหน่งองค์หญิงของเจ้าที่ได้รับเหมือน
เป็นการมัดมือชก ตำแหน่งองค์หญิงนั่นดูไม่เห็นมีอะไรดีสักนิดเดียว ในตอนนี้ เจ้าไปไหนมาไหนต้องเพิ่มความระมัดระวัง
ให้มากหน่อย… ท่านแม่ของข้าเคยบอกว่า สตรีในวังหลวงล้วนจิตใจเลือดเย็น เหี้ยมโหดอำมหิต เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านแม่
ของข้ามักเป็นห่วงเจ้าอยู่บ่อยครั้ง!”
นางฟังแล้วพลันเกิดความรู้สึกน้อยๆ ขึ้นมาให้ใจชุ่มขื้น ก่อนจะพูดว่า “เอาล่ะหนิงหราน เจ้าไม่ต้องห่วงข้า ต้อง
ห่วงตัวเจ้าเองให้เยอะกว่าข้ามากหน่อย ด้านอวี้เอ๋อร์ไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาช่วงระยะหนึ่งแล้ว ข้ารู้ว่าใจของเจ้าอดเป็น
ห่วงเป็นใยขึ้นมาไม่ได้ แต่การที่ไม่มีเรื่องใดที่ไม่ดีส่งผลถึงเจ้าก็นับว่าโชคดีเหลือเกิน!”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังสนทนาอยู่บนรถม้า เสียงของคนขับรถม้าได้ดังขึ้น “คุณหนู ถึงจวนต้วนขององค์หญิงแล้ว
ขอรับ!”
ต้วนชิงหมิงมีเรื่องกำชับเชวียหนิงหรานอีกสองสามประโยคก่อนลงจากรถม้า หลังจากนั้นเชวียหนิงหรานได้ให้คน
ขับรถม้ากลับไปที่จวนเชวีย
เมื่อต้วนชิงหมิงกลับถึงจวนต้วน ชิวหนิงก็ออกมาต้อนรับ รวมทั้งรายงานเรื่องของต้วนอวี้หรานที่ได้ไปสืบให้ต้วน
ชิงหมิงฟัง
นางยังไม่ได้กลับเรือน เเต่เลือกที่จะนั่งในศาลาเล็กๆ ตั้งใจฟังสิ่งที่ชิวหนิงรายงาน
อากาศได้เริ่มเข้าสู่เหมันต์ฤดูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลมหนาวได้พัดผ่านมาระลอกแล้วระลอกเล่า กระทั่งต้วนชิงหมิง
เริ่มขนลุกขึ้นมา เยวี่ยเจียที่เห็นจึงคว้าชุดคลุมมาห่มให้อย่างระวัง พร้อมเอ่ยว่า “คุณหนู อากาศข้างนอกหนาวเย็นแล้ว
พวกเราเข้าไปคุยกันในห้องแล้วกันเจ้าค่ะ”
นางส่ายหน้าไม่เห็นด้วย “เยวี่ยเจียช่วยไปต้มนํ้าชามาที ข้ากระหายเหลือเกิน!”
เยวี่ยเจียรีบกลับตัวเข้าไปตระเตรียม โดยเหลือต้วนชิงหมิงและชิวหนิงอยู่ตามลำพัง
ชิวหนิงเล่ารายงานว่า “องค์หญิง วันนี้บ่าวออกไปเดินหลังคนติดตามท่านหมอหญิง จึงทราบว่าคุณหนูรองถูกไม้
โบยจริงๆ มิใช่แผลในที่ลับ!”
ชิวหนิงได้เล่าทุกอย่างที่สืบมาได้เล่าให้ต้วนชิงหมิงฟังอย่างละเอียดทุกถ้อยคำ รวมถึงวิธีการหาคนติดตามของ
ท่านหมอหญิง ยังประกอบไปด้วยวิธีในการให้คนติดตามบอกความจริงออกมา จนสุดท้ายนางได้เล่ามาตลอดทางจนรู้
เกี่ยวกับต้วนอวี้หรานทั้งหมดแล้ว
ต้วนชิงหมิงนั่งฟังด้วยท่าทางสงบนิ่ง และพยักหน้าเผ้นระยะแสดงว่ารับทราบเรื่องที่เล่าแล้ว
ภายในเรือนของต้วนชิงหมิงเงียบสงบ จนกระทั่งสามารถได้ยินเสียงใบไม้ตกลงมากระทบพื้นได้ ส่วนแม่นมหนิงที่
อายุมากแล้ว ร่างกายจึงทนความหนาวเย็นไม่ไหว จึงเลือกที่จะรออยู่ห้องด้านใน
ส่วนแม่นมจางและแม่นมหลินที่ช่วยขนย้ายสิ่งของไปจวนองค์หญิง ต้วนชิงหมิงจึงถือโอกาสให้พวกนางพักที่จวน
นั้นได้ ทำเอาเรือนต้วนชิงหมิงกลับมาสงัดเงียบเช่นเดิม