การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 899 พวกเราไปดื่มสุรากัน!
มือของต้วนอวี้ลูบไล้ไปที่เสื้อคลุมกันหนาวอย่างอ่อนโยน ทั้งลวดลายและความหนาของเสื้อคลุม เหมือนได้สัมผัส
ถึงความอบอุ่นจากมือต้วนชิงหมิง
ต้วนอวี้ได้ถามขึ้น “ชิวหนิง เสื้อคลุมกันหนาวทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของท่านพี่ที่ทำให้ข้าอย่างนั้นหรือ?”
ชิวหนิงยกมือขึ้นปาดนํ้าตา ตอบสะอึกสะอื้น “เรียนคุณชายใหญ่ เสื้อคลุมเหล่านี้ครึ่งหนึ่งเป็นฝีมือของคุณหนู ที่
เตรียมไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว… ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง คุณหนูใช้ให้บ่าวช่วยอีกแรงเจ้าค่ะ!”
นํ้าตาของชิวหนิงหยดร่วงลงมา จนนางกลัวกระเด็นไปโดนเสื้อคลุม จึงรีบหันหน้าไปซับนํ้าตาอีกทาง
จู่ๆ ชิวหนิงได้นึกถึงรอยยิ้มที่ต้วนชิงหมิงส่งให้นาง และกำชับกำชาแต่ละเรื่องให้นางช่วยทำ นางยังจำภาพที่ต้วน
ชิงหมิงก้มหน้าก้มตาเย็บเสื้อคลุมภายใต้แสงไฟ ไม่ว่านางจะโน้มน้าวให้ต้วนชิงหมิงพักผ่อน ต้วนชิงหมิงก็เอาส่ายหน้า
ปฏิเสธ “ยังไม่นอน ข้าต้องรีบเย็บเสื้อคลุมให้เร็วที่สุด รออีกสองสามเดือนอวี้เอ๋อร์กลับมาร่างกายคงสูงขึ้น ส่วนฮูหยินจะ
ท้องโตขึ้นจนไม่มีเวลามาเตรียม ข้าจึงเตรียมให้อวี้เอ๋อร์ล่วงหน้าดีกว่า……”
ในที่สุดชิวหนิงก็มิอาจอดกลั้นความคิดถึงไว้ได้อีกต่อไปแล้ว นางร้องไห้โฮเสียงดังออกมา “คุณชายใหญ่ คุณหนู
ไปใกล้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าคุณหนูจะกลับมาเมื่อไหร่เจ้าคะ?”
“น่าจะประมาณปีหน้า!” ต้วนอวี้ตอบเสียงเรียบ
เพียงแต่ปีหน้าที่บอกไปนั้นไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน เพราะไม่ได้ระบุวันชัดเจนนี่หน่า
ยิ่งไปกว่านั้นการเดินทางไปต้าม่อที่หนทางหนาวเหน็บยากลำบาก ต้องใช้เวลาการเดินทางหนึ่งเดือนกว่าน่าจะถึง
ต้วนชิงหมิงคงต้องอาศัยเตาไฟจุดให้ความอบอุ่นระหว่างเดินทาง
พอคิดมาถึงจุดนี้ในใจของต้วนอวี้รู้สึกเสียใจอย่างบอกไม่ถูก เขาพึมพำเสียงอ่อย “ใกล้แล้ว น่าจะใกล้แล้ว… ่ทาน
พี่น่าจะถึงต้าม่อในเร็ววัน!”
คำว่า “ใกล้แล้ว” ของต้วนอวี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่
พอชิวหนิงร้องไห้ออกมา บ่าวใช้ในห้องต่างก็ยกมือขึ้นปาดนํ้ากันตามกัน คุณหนูเป็นเหมือนเจ้าชีวิตที่พึ่งพิงของ
พวกนาง ตอนนี้คุณหนูไม่อยู่ที่นี่ พวกนางก็กลายเปั้นบ่าวไร้นาย ที่วันๆ เอาแต่นั่งเฝั้าเรือนไปเรื่อยๆ
ต้วนอวี้นั่งไม่ติดกับเก้าอี้แล้ว เขาหันไปพูดกับชิวหนิง “เอาล่ะ พวกเจ้าไม่ต้องร้องไห้กันแล้ว ถึงแม้ท่านพี่จะไม่อยู่
แต่ข้ายังอยู่นี่หน่า พวกเจ้ารีบกลับมาทำตัวให้มีชีวิตชีวาเหมือนเดิม ปัดกวาดทำความสะอาดเพื่อเตรียมฉลองปีใหม่ในอีก
ไม่ช้า!”
ใช่แล้ว ตอนนี้ล่วงเลยมาถึงเดือนสุดท้ายของปี เผลอแวบเดียวก็จะถึงปีใหม่แล้ว หากพวกบ่าวใช้ยังอยู่ในความ
เศร้าเช่นนี้ มีหวังบรรยากาศฉลองปีใหม่คงไม่เป็นมงคล
พอชิวหนิงได้ยินก็รีบตอบกลับทันที “ขอบคุณคุณชายใหญ่ที่เตือนสติ พวกบ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ!”
ต้วนอวี้ได้หันไปกำชับชิวหนิงอีกสองสามประโยค ก่อนจะเดินออกจากเรือนไป
ชิวหนิงเดินออกมาส่งต้วนอวี้ถึงหน้าเรือน มองจนต้วนอวี้กลับเรือนไปโดยไม่หวั่นกับความหนาวเหน็บ ต้วนอวี้หัน
กลับไปโบกมือให้นางเดินกลับไป ชิวหนิงกลับสะอื้นเสียงสั่นเครือ “คุณชายใหญ่ ตอนนี้คุณหนูไม่อยู่ที่เรือน หากคุณชาย
ใหญ่มีเวลาก็มานั่งเล่นที่นี่บ่อยๆ นะเจ้าค่ะ”
บัดดลนั้น ในใจของต้วนอวี้รู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที
มีหรือที่เขาไม่อยากไปนั่งเล่นที่เรือนต้วนชิงหมิงบ่อยๆ
เมื่อก่อนตอนที่ต้วนชิงหมิงอยู่ที่เรือน เขามักจะเดินมานั่งกินข้าวด้วย รวมไปถึงช่วงที่รู้สึกเบื่อก็มาสร้างเรื่องให้
นางปวดหัวเล่น
เขาในตอนนั้นแค่คิดก็เดินมาที่เรือนต้วนชิงหมิงได้ตลอด บรรดาบ่าวใช้ต่างต้อนรับเขาด้วยเสียงอันมีความสุข แม้
บางครั้งต้วนชิงหมิงไม่อยู่ที่เรือน ทว่าการมาของต้วนอวี้ในทุกครั้งมักสร้างเสียงหัวเราะและนำความสุขมาด้วยทุกครั้ง ต่อ
ให้ต้วนอวี้ทำผิดและต้องถูกลงโทษ เขาก็เต็มใจมาอย่างไม่อิดออด!
ตอนนี้ในเรือนไร้เจ้านายอย่างต้วนชิงหมิงไป บรรยากาศในเรือนก็ดูจะเงียบเหงาขาดชีวิตชีวาไปหมด ส่วนความรู้
สึกของต้วนอวี้เวลาที่ก้าวเดิน รู้สึกเหมือนถูกดูดพลังชีวิตไปจนอ่อนแอปวกเปียก
สงสัยช่วงที่ต้วนชิงหมิงไม่อยู่ที่เรือน เขาต้องแวะมาหาบ่าวใช้ถามสารทุข์สุขดิบขาดเหลือสิ่งใด และคอยเป็นด่าน
หน้าที่จัดการเรื่องราวแทนต้วนชิงหมิง
เพราะการที่ต้วนชิงหมิงออกเดินทางไปที่ต้าม่อเท่ากับความมีชีวิตชีวาก็หายไปด้วยเช่นกัน เหลือไว้เพียงความ
เงียบเหงา ความอ้างว้างและสร้อยเศร้า
ไม่ว่าใครก็คงไม่อยากย่างกายเข้ามาในที่แบบนี้ แม้แต่ต้วของต้วนอวี้เองก็คิดเช่นนั้น
ทว่าเมื่อมองเห็นนํ้าตาที่คลอขึ้นมาของชิวหนิง ต้วนอวี้ก็มิอาจปฏิเสธลงได้ หากต้วนชิงหมิงไม่กลับมา พวกบ่าวใช้
ในเรือนที่ไร้เจ้านายคุ้มกะลาหัว คงไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนได้อีก
ในที่สุด ต้วนอวี้ก็ตอบตกลงและปลอบใจชิวหนิง “เจ้าวางใจได้ ข้าจะหาที่เรือนท่านพี่บ่อยๆ… ถ้าข้าไม่อยู่ที่เรือน
ให้ไปบอกฉวนจื่อแล้วเขาจะนำเรื่องมาบอกข้าเอง!”
ไม่ว่าเรื่องใดก็แล้วแต่ ขอให้เป็นเรื่องของท่านพี่ก็ถือเป็นเรื่องของข้าด้วยเช่นกัน ข้าจะเป็นคนออกหน้าช่วยเหลือ
เอง!
นํ้าตาของชิวหนิงไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง จนนางต้องยกแขนขึ้นปาดนํ้าตา พูดอย่างสะอึกสะอื้น “บ่าวทราบแล้ว
เจ้าค่ะ!”
ในช่วงเวลาที่ต้วนชิงหมิงไม่อยู่ดูเหมือนทุกคนจะไร้ชีวิตจิตใจกันไปหมด ชิวหนิงพยายามพูดให้ต้วนอวี้นั่งอยู่ใน
เรือนให้นานที่สุด แต่นางก็มองสีหน้าของต้วนอวี้ออกว่าอ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยอย่างหนัก นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายใหญ่
บ่าวได้นำเสื้อคลุมกันหนาวไปพึ่งแดดเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะนำไปส่งให้ที่เรือนเจ้าค่ะ!”
ต้วนอวี้พยักหน้ารับทราบ ส่วนชิวหนิงก็ขอตัวกลับเข้าไปทำงานในเรือนต่อ
เขาถอนหายใจอย่างช้าๆ แล้วกลับหลังเดินกลับไปที่เรือนของตน พอก้าวเดินได้เพียงสามก้าวเท่านั้น หางตาก็
เหลือบเห็นชายชุดดำแวบผ่านหน้าไป
ต้วนอวี้รู้สึกตกใจอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเห็นชายชุดดำเดินไปตามทางเหมือนคุ้นเคยกับจวนต้วนเป็นอย่างดี ทันใดนั้น
เขาก็เหมือนคาดเดาได้ว่าเป็นใคร
ต้วนอวี้รีบสาวเท้าวิ่งตะโกนเรียกชายชุดดำ “เหยียนหลิ่งเจวี๋ย ดึกดื่นปั่านนี้เจ้ายังกล้าบุกจวนคนอื่นอีก เจ้ามาทำ
อะไรที่นี่? เดี๋ยวข้าก็จับเจ้าส่งให้ทางการหรอก!”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยหันกลับมาอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเซียว เขามองไปที่ต้วนอวี้แล้วเม้มริมฝีปากโดยไม่
เอ่ยวาจา
ภายใต้แสงดาวที่ส่องสว่างกระทบหิมะขาว ได้สะท้อนไปตรงใบหน้าที่ฟกชํ้าดำเขียวของเขา
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยพูดกับต้วนอวี้ด้วยนํ้าเสียงโดดเดี่ยว “ข้าบุกมาที่จวนของเจ้าจริงนี่แหละ ต้วนอวี้ถ้าอยากจะฟั้อง
ก็รีบไปฟั้องทางการให้มาจับข้าได้เลย!”
ต้วนอวี้เบะปากอย่างชิงชัง เขาไม่ใช่คนบ้าที่จะเอาตัวเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจับส่งทางการ เพราะในเมืองหลวงมีคนคุม
ก็คือเหยียนหลิ่งเจวี๋ยนั่นแหละ!
เขามองไปที่ต้วนอวี้ด้วยความยียวนกวนประสาท พอเห็นต้วนอวี้เดือดดาลขึ้นมา เขาก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก
ต้วนอวี้พูดด้วยความเย็นชา “อากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ ทำไมเจ้าไม่หดหัวอยู่ในรูหมาที่ตำหนักในวังด้วยเล่า
มาที่นี่ทำอะไร?”
เหยียนหลิ่งเจวี๋ยนิ่งเงียบไม่โต้ตอบคำใด แต่องครักษ์ที่ติดตามมาด้านหลังถึงกับปาดเหงื่อ ในใต้หล้าแห่งนี้คงไม่มีผู้
ใดใจกล้าเหมือนกับต้วนอวี้อีกแล้ว ที่ด่าทอเปรียบเปรยว่าตำหนักในวังหลวงเป็นเหมือนรูที่หมาอาศัย
ดูเหมือนว่าพี่น้องสองตระกูลต้วนสองคนนี้ ไม่ได้หวาดหวั่นกับการยืนอยู่เบื้องหน้าของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยแม้แต่
น้อย
ดูอย่างพี่สาวของต้วนอวี้สามารถทำให้องค์ชายใหญ่แคว้นต้าม่อหลงหัวปักหัวปา จนกล้าที่จะใช้มีดฟันมือของเหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ยที่มีโทษมหันต์ถึงชีวิต มาตอนนี้ต้วนชิงหมิงเป็นตัวแทนต้าเซี่ยเดินทางไปต้าม่อ ไม่รู้ว่าหนทางอันยาวไกลนี้
จะต้องระหกระเหินด้วยความยากลำบากเพียงใด
ส่วนน้องชายอย่างต้วนอวี้ได้ติดตามเหยียนหลิ่งเจวี๋ยได้รักษาอาการประชวรจากการถูกวางยาของฝั่าบาทให้หาย
เป็นปกติ รอดความความเป็นความตายได้อย่างเชียดฉิว
เดิมทีความสามารถในครั้งนี้ของต้วนอวี้ สามารถได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นขุนนางใหญ่ได้ทันที ทว่าเรื่องที่
เกิดขึ้นนี้เป็นความน่าอับอายของราชวงศ์ที่มิอาจสาวไส้ให้กากิน ด้วยเหตุนี้ฝั่าบาทและเหยียนหลิ่งเจวี๋ยจึงไม่อาจปั่าว
ประกาศคุณงามความดีของเขาต่อใต้หล้าได้
องครักษ์ที่ติดตามจึงคาดเดาไปว่า สาเหตุที่ต้วนอวี้เดือดดาลถึงปานนี้ คงมาจากการที่ไม่ประกาศคุณงามความดี
และแต่งตั้งเป็นขุนนางใหญ่?
เมื่อความโกรธขึ้นหน้าแล้ว ต้วนอวี้ไม่สนใจทั้งนั้นว่าเยื้องหน้าจะเป็นองค์ชายหรือเป็นใครทั้งนั้น เขาต่อว่าด่าทอ
ถึงความชั่วร้ายที่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยกระทำไป จนเหมือนลากโคตรเหง้าบรรพบุรุษเจ็ดชั่วโคตรของเหยียนหลิ่งเจวี๋ยออกมา
ด้วยเรียงคน!
ไม่ว่าเขาจะต่อว่าด่าทอด้วยคำใด เหยียนหลิ่งเจวี๋ยเอาแต่นิ่งเงียบไม่เถียงกลับสักคำเดียว ราวกับว่าถ้าเขาเหนื่อ
เมื่อไหร่ก็จะหุบปากลงเอง!
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ต้วนอวี้ต่อว่าจนไม่รู้จะขุดคำใดออกมาด่าทออีกแล้ว เขาจึงก้มหน้าและถอนหายใจ “เหยี
ยนหลิ่งเจวี๋ย เจ้าเป็นคนทำให้ท่านพี่ของข้าไม่อยู่เมืองหลวง ตอนนี้เจ้าไปนำตัวท่านพี่ของข้ากลับมาเดี๋ยวนี้!”
คำพูดของต้วนอวี้เป็นเหมือนเด็กงอแงเอาแต่ใจไปเรื่อย ในเมื่อเขาต้องเสียอกเสียใจ ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เหยียน
หลิ่งเจวี๋ยเสวยสุขอยู่ได้อีกต่อไป!