การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 900 บุรุษชั่วสองคน
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่มีทางคืนต้วนชิงหมิงให้กับต้วนอวี้ได้ และไม่มีทาง
เหยียนหลิ่งอวี๋นิ่งครุ่นคิดอยู่เงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยละลํ่าละลัก “ต้วนอวี้พูดอะไรนั่น ข้าทำให้ท่านพี่ของเจ้าไป
จากเมืองหลวงยังไง นิสัยท่านพี่ของเจ้า เจ้าไม่รู้เชียวหรือ ถ้านางไม่เต็มใจทำอะไร ไม่มีใครสามารถโน้มน้าวได้เป็นอัน
ขาด… ข้าบอกเจ้าแล้วนี่ เรื่องนี้เป็นความต้องการของแคว้น เข้าใจหรือยัง?”
ต้วนอวี้แอบสาปแช่งพึมพำ “ความต้องการของแคว้นห่าอะไรเล่า! ทุกอย่างก็เพื่อความต้องการของตระกูลเหยีย
นทั้งนั้น พูดแบบนี้ฟังไม่ขึ้นเลย!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับเม้มปากแน่นโดยไม่เถียงกลับสักคำเดียว
ต้วนอวี้พูดอย่างละเหี่ยใจ “เอาล่ะ ในเมื่อท่านพี่ไม่อยู่เมืองหลวงแล้ว จวนต้วนของข้าต้องมีคนจัดการดูแล ต่อให้
ข้าไปหาท่านพี่ก็คงไม่มีทางโน้มน้าวให้กลับมาได้แล้ว ดังนั้นเจ้ามาดื่มสุรากับข้าแทนแล้วกัน……”
หากเมามายขึ้นมา ความทุกข์ระทมในใจก็คงมลายหายไป!
ในที่สุดเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ตอบรับออกมา “ได้สิ!”
หลังจากนั้นทั้งสองคนเดินเข้าไปในเรือนต้วนอวี้……
สุราได้ถูกรินวางไว้บนโต๊ะเป็นที่เรียบร้อย!
ดูท่าแล้วองครักษ์ของเหยียนหลิ่งอวี๋ถนัดไปจัดแจงเรื่องของเรือนอื่น องครักษ์ไปบอกว่าคนในเรือนต้วนอวี้จัด
เตรียมอาหารสุราให้เพียบพร้อม
ตอนนี้ทั้งสองคนต่อว่าด่าทอกันยกใหญ่ ต้วนอวี้ได้เอ่ยกับเหยียนหลิ่งอวี๋ “ข้าขอบแกให้เจ้ารู้ไว้นะเหยียนหลิ่งอวี๋
ถ้ากล้าเอาเรื่องที่ข้าดื่มสุราไปบอกท่านพี่ ข้าจะตัดหัวเจ้าเอามาเตะเล่นไปมา!”
เหยียนหลิ่งอวี๋ที่ดื่มสุราลงท้องไปแล้ว หันมองต้วนอวี้ตาขวาง “เจ้ากับข้าก็พอๆ กัน!ถ้าท่านพี่ของเจ้ารู้ว่าข้าบุก
เข้ามาจวนต้วนในยามวิกาล เพื่อมานั่งดื่มดํ่าสุรา มีหวังคงโดนเล่นงานจนเละไม่เป็นท่า”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนที่รักความถูกต้อง หากทราบเรื่องที่เหยียนหลิ่งอวี๋และต้วนอวี้มานั่งดื่มสุราด้วยกันอย่างสบาย
อารมณ์ มีหวังทั้งคู่ต้องโดนนางเอ็ดแน่นอน
เพราะว่าเหยียนหลิ่งอวี๋รู้จักนิสัยของต้วนชิงหมิงเป็นดีกว่าใคร ในเวลานี้เขาจึงไม่อยากเปิดศึกกับต้วนอวี้ จึงไหล
ไปตามนํ้าว่าพวกเราเป็นคนที่ลงเรือลำเดียวกันไปแล้ว
ต้วนอวี้ดื่มสุราในมือจนหมดจอกและหัวเราะเยาะขึ้น “เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ย เมื่อก่อนข้าช่วยเจ้าสร้างโอกาสให้เจ้า
หลายต่อหลายครั้ง แต่เจ้ากลับไปไม่รักษามันเอาไว้ ตอนนี้ท่านพี่ไปที่ต้าม่อแล้ว ไม่แน่ว่าอาจเกิดความรู้สึกปฏิพัทธ์กับ
อ๋าวฮั่นขึ้นมาก็ได้ ถึงตอนนั้นข้าคงต้องมีพี่เขยใหม่แล้วกระมัง?”
สุราที่กำลังรินเข้าปากเหยียนหลิ่งอวี๋ถูกดึงลงมาวางบนโต๊ะ
จากนั้นเขาได้หัวเราะลั่นออกมา “ข้าเชื่อมั่นในตัวของท่านพี่เจ้า!”
“เหอะ เหอะ! เจ้ามั่นใจในตัวท่านพี่ของข้า แต่กล้ากลับตรงกันข้าม ในสายตาของสตรีนั้นมักคิดว่าสิ่งที่อยู่เบื้อง
หน้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว แต่ไม่แน่หรอก องค์ชายใหญ่อ๋าวฮั่นพอได้อยู่กับท่านพี่บ่อยๆ เข้า ก็สามารถครองใจท่านพี่ของ
ข้าไปได้!” ต้วนอวี้แสยะยิ้มด้วยความสาแก่ใจ
ต้วนอวี้ไม่ใช่คนเขลาแต่อย่างใด เขาแค่โมโหเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ทำให้ต้วนชิงหมิงต้องเดินทางระหกระเหินไปไกลถึง
เพียงนั้น ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องระบายความโมโหนี้ออกไปให้เหยียนหลิ่งอวี๋มิอาจข่มตาหลับในคํ่าคืนนี้ได้อย่างสบายใจ
นํ้าเสียงของเหยียนหลิ่งอวี๋อ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด เขานึกถึงสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเคยพูดก่อนจากไป “ข้าก็อยากไปส่ง
องค์ชายอ๋าวฮั่น เพราะเขาได้ช่วยข้าไว้ไม่น้อย!”
ต้วนชิงหมิงเป็นคนเคร่งที่จะต้องตอบแทนบุญคุณคน หากเป็นอย่างที่ต้วนอวี้บอกมา นางอาจมีใจให้อ๋าวฮั่นอย่าง
นั้นหรือ?
ต้วนชิงหมิงกับอ๋าวฮั่นเป็นว่าที่สามีภรรยาที่ปั่าวประกาศจนรู้กันโดยทั่ว หากทั้งสองอยู่ด้วยกันจริงคงไม่มีใครออก
มาคัดค้าน
เมื่อเห็นสีหน้าเหยียนหลิ่งอวี๋ถอดสีจนดูไม่ได้ ต้วนอวี้กลับรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด เขายกสุราขึ้นมาดื่มอีกจอก
จนหมด และโยนหินถามทางต่อไป “เหยียนหลิ่งอวี๋เอ๋ย อย่าหาว่าข้าจ้องเล่นงานเจ้าเลย… ตอนที่ท่านพี่กำลังจะออกเดิน
ทางไป เจ้าได้บอกไหมว่าจะรอนาง? ได้บอกไหมจะแต่งกับนางเพียงคนเดียวเท่านั้น?”
เหยียนหลิ่งอวี๋เม้มปากขมุบขมิบอีกครั้ง… คำพูดเหล่านี้ดูไม่เห็นมีความจำเป็นแม้แต่น้อย การชอบใครสักคนก็อยู่
ที่ทั้งสองฝั่ายยินยอมพร้อมใจ และรับรู้ได้ด้วยตนเอง ไม่เห็นจำเป็นต้องพูดแบบนี้กับนางนี่หน่า?
“เรื่องนี้ข้ายังไม่เคยพูดกับท่านพี่เจ้ามาก่อนเลย” เหยียนหลิ่งอวี๋ยกมือเกาหัวด้วยความจนปัญญา
ทันทีที่ต้วนอวี้ได้ฟังก็หัวเราะเยาะลั่น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ข้ารู้อยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าไม่มีทางพูดแบบนี้หรอก… จงจำเอา
ไว้ให้ขึ้นใจ สิ่งสำคัญที่สุดกับใจของสตรีคือความรู้สึกปลอดภัยมีที่พึ่งพิง รวมถึงคำสัญญาที่มีไว้ต่อกัน เจ้าลองคิดๆ ดู คน
ที่ไม่เคยได้ให้สัญญาแม้แต่ครั้งเดียว มีหรือที่ท่านพี่จะรอ อีกอย่างอ๋าวฮั่นผู้นั้นหน้าตาหล่อเหลาเอาเรื่องและตำแหน่งก็สูง
ศักดิ์ ย่อมมีสตรีมากมายหมายปอง ดังนั้นเจ้าจบเห่แล้ว มันสายเกินไปแล้ว เจ้ารู้หรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋งงเป็นไก่ตาแตก พรวดถามขึ้นมาว่า “อย่างนั้นต้องทำยังไง? ข้าพูดไปตอนนี้จะสายไปไหม?”
ต้วนอวี้จ้องหน้ากลับตาใสด้วยความหยามเหยียด “เชอะ! เจ้าไปพูดตอนนี้คงสายไปแล้วกระมัง ไม่แน่ว่าตอนนี้
ท่านพี่ข้าอาจเปลี่ยนใจเป็นอื่นไปแล้ว ตอนนี้ถ้าเจ้าเขียนจดหมายส่งไปอาจทำให้นางสับสนขึ้นมาได้รู้ไหม!”
ต้วนอวี้ทั้งโกรธเกลียดและชิงชังเหยียนหลิ่งอวี๋เป็นที่สุด เขาโยนต้วนชิงหมิงไปทรมานกับความหนาวเหน็บในหิมะ
นํ้าแข็งที่ต้าม่อ ในเวลานี้ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองทำผิดพลาดไปตรงไหน
ทุกคนต่างทราบกันดี ต้วนชิงหมิงเปั้นคนที่กลัวความหนาวมากที่สุด ทุกปีเมื่อเมหันต์ฤดูเวียนมาบรรจบอีกรอบ
นางแทบไม่ย่างกายออกไปนอกจวนเลย วันๆ เอาแต่นั่งอยู่ในห้องที่จุดถ่านให้ความอบอุ่น ทุกครั้งที่ต้วนอวี้มาหานาง
และจับมือจะสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบเสมอ
ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋กลับส่งต้วนชิงหมิงที่กลัวความหนาวไปไกลถึงต้าม่อ ที่สำคัญไม่เคยบอกเรื่องนี้กับต้วนอวี้มา
ก่อนด้วยซํ้า ดังนั้นการจากลาในครั้งนี้ ต้วนอวี้ไม่มีโอกาสมาส่งต้วนชิงหมิงด้วยตนเอง มีหรือที่เขาจะไม่โกรธเกลียดเหยี
ยนหลิ่งอวี๋
อีกอย่างในสายตาของต้วนอวี้นั้น ต้วนชิงหมิงถือเป็นคนที่สนิทสนมมากที่สุด เมื่อนางจากไปความสุขและความ
สนุกสนานก็หายจากจวนต้วนไปด้วย
ยิ่งต้วนอวี้คิดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่อยากให้เหยียนหลิ่งอวี๋มีความสุขอีกต่อไป ฉะนั้นจึงพยายามหาเรื่องพูดให้เหยี
ยนหลิ่งอวี๋ไม่สบายใจให้จงได้!
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่เคยเถียงกลับต้วนอวี้ได้ทันแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเจาเป็นคนทำผิดกับต้วนอวี้ก่อน
บอกตามตรงก่อนที่ต้วนชิงหมิงจะไปนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดของต้วนอวี้ให้นางฟังจนหมดสิ้น
อันที่จริง เขาก็อยากให้ต้วนอวี้ออกมาส่งนาง ไม่มีใครนึกถึงเลยว่าต้วนชิงหมิงจะพูดคำนี้ออกมา “อวี้เอ๋อร์ทำเรื่องที่ยิ่ง
ใหญ่อยู่ อย่าไปทำให้เขาเสียสมาธิ ถ้าเขารู้ว่าข้าจะไปต้องร้องเรียกตามไปด้วยแน่นอน ถ้าไม่ให้ไปคงงอนนานหลายตลบ
ดังนั้นข้าจึงไม่อยากบอกเรื่องนี้กับเขา ถึงตอนที่เขาทำได้สำเร็จ ฝากองค์ชายช่วยปลอบเขาก็พอ!”
ต้วนชิงหมิงรู้ว่าการปลอบต้วนอวี้ได้สงบไม่ใช่เรื่องง่ายที่เหยียนหลิ่งอวี๋อาจทำได้ แต่ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้
ไม่มีผู้ใดเหมาะยิ่งกว่าเหยียนหลิ่งอวี๋อีกแล้ว นางได้บอกหากต้วนอวี้พูดจาล่วงเกินรุนแรง ขอให้เหยียนหลิ่งอวี๋อย่าได้ถือ
โทษโกรธเคือง
ไม่ต้องรอให้ต้วนชิงหมิงบอก เขาก็กลัวต้วนอวี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ว่าที่น้องเขยคนนี้ไม่รู้ว่ามีความคิดพิลึกพิลั่นใด
อยู่ในใจบ้าง เหยียนหลิ่งอวี๋มั่นใจว่าหากเขาทำให้ต้วนอวี้เกิดไม่พอใจ วันข้างหน้าก็อย่าได้คิดสงบสุขอีกเลย
เหยียนหลิ่งอวี๋ได้แต่ถอนหายใจไปพลาง ยกสุราในจอกขึ้นรํ่า ส่วนต้วนอวี้ยกไหสุราขึ้นเขย่าไปมา “ห๊ะ ทำไมไม่มี
สุราแล้ว?”
เหยียนหลิ่งอวี๋แอบกวักมือใส่งสัญญาณให้องครักษ์ไปหยิบสุราไหใหม่มาเพิ่ม ว่าที่น้องเขยดื่มได้ดื่มดี เช่นนั้นก็ต้อง
ให้ดื่มเต็มที่ อย่าได้ขัดจังหวะ!
องครักษ์ยกไหสุราใหม่มายิ่นให้ ต้วนอวี้รับไว้ ผินหน้ามองนภา พูดจาประสาคนเมา “หิมะตกแล้ว ช่างเหงาเหลือ
เกิน!”
จากนั้นเขาฟุบหน้าลงบนโต๊ะ!
องครักษ์ไปหยิบสุราไหใหม่มาให้เหยียนหลิ่งอวี๋ พอเปิดออกมากลิ่นหอมของมันโชยไปทั่ว จนเข้าจมูกคนที่สลบไส
ลอย่างต้วนอวี้ให้ตื่นขึ้นมาจากความเมามาย “ไอ้คนสารเลวเหยียนหลิ่งอวี๋ กล้ามาแย่งสุราข้าดื่มเชียวหรือ……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ทำได้เพียงส่ายหน้าและยิ้มเย้ย “สุราไหนี้เป็นของข้า ไหด้านข้างต่างหากเป็นของเจ้า!”
ทันใดนั้น ต้วนอวี้ลืมตาขึ้นมองก็เห็นไหสุราที่ยังไม่ได้เปิดวางอยู่ต่อหน้า เขารีบหัวเราะกลบเกลื่อนจากนั้นเริ่มเปิด
และรินใส่จอก
ต้วนอวี้นี่ช่างดื่มได้ดื่มดีเสียเหลือเกิน!
หึ หึ หึ! ไม่รู้ว่านางเป็นคนคอแข็ง หรือว่าต้องการมอมให้ตัวเองขาดสติกัน สุดท้ายเขาดื่มจนเมามาย กระทั่งใช้
ตะเกียบยกขึ้นเคาะไหสุรา ขับขานบลกลอนเสียงดังไปทั่ว
“ยกสุราขึ้นรํ่า[1] ท่านจงอย่าหยุดยั้ง
ข้าจะขอขับขานบทเพลง ขอให้ท่านตั้งใจสดับฟัง
เสียงดนตรีอันไพเราะบรรเลง คลอเคล้าอาหารอันเลิศลํ้าก็ไร้ค่าไร้ราคา
ข้าปรารถนาเพียงรํ่าสุราให้เมามายไปเสีย อย่าได้สติฟืนกลับขึ้นมาอีก
นับแต่อดีตโบราณกาล เหล่านักปราชญ์ผู้เลืองนามล้วนมีความโดดเดี่ยวกันทั้งนั้น
มีเพียงผู้ดื่มดํ่าสุราจนเมามาย ถึงสามารถทิ้งนามจารึกไว้ในใต้หล้า
ในอดีตอันยาวไกล องค์ชายเฉินบุตรชายโจโฉ ดื่มดํ่ารํ่าสุราชั้นเลิศจนหนำใจ โดยไม่เกี่ยงค่าราคาหมาย
ท่านเจ้าบ้าน เหตุใดจึงเอ่ยว่าข้าเงินทองน้อย ขอท่านนำเงินทองไปหาซื้อสุรามาดื่มดํ่าให้หนำใจ
หรือไม่นำยอดอาชา เสื้อคลุมหนังสัตว์อันลํ้าค่า บอกบุตรชายของท่าน ให้แลกสุรามารํ่าด้วยกัน เพื่อปลดเปลื้อง
ทุกข์ระทมในฤทัยให้มลายไปเถิด”
นํ้าเสียงของต้วนอวี้เต็มไปด้วยความเศร้าใจ เหงาหงอยและโดดเดี่ยว การที่เขายังเป็นเด็กทำให้นํ้าเสียงที่ขับขาน
ออกมานั้น เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ฟังถึงกับอดถอนหายใจตามไปไม่ได้เลย
ส่วนต้วนอวี้ยังคงขับขานต่อไป ระคนเสียงร้องห่มร้องไห้ “ฮือ ฮือ ฮือ เหยียนหลิ่งอวี๋เจ้าคนสารเลว เจ้าเอาท่านพี่
ของข้าคืนมา เขาต้องชดใช้ท่านพี่ให้ข้า!”
พอเห็นต้วนอวี้ร้องไห้ด้วยความเมามาย เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่รู้ว่าจะรับมือยังไงดี ได้แต่ปล่อยให้ผ่านระยะหนึ่ง จนเห
ยียนหลิ่งอวี๋พูดเสียงเบาเสียงขึ้น “ต้วนอวี้ เจ้าได้สติแล้ว ข้าจะกลับไปส่งเจ้ากลับพักผ่อนเอง!”
[1] บทกลอน 将进酒 (เจียงจิ้นจิ่ว) ยกสุราขึ้นรํ่า เป็นบทกวีของยอดนักกวีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ถังผู้เลื่องชื่อ
นามว่า 李白 (หลี่ไปั๋)มีชีวิตในช่วง ค.ศ.701-762 ตลอดชีวิตของเขาได้ร่ายกวีไปทั้งหมดมากกว่า 1000 บท