การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 904 แผนการหนีของต้วนอวี้
ต้วนอวี้และอาจารย์ของเขาได้ช่วยถอนพิษออกจากวรกายของฝั่าบาทอย่างสุดกำลัง ทว่าพิษได้แพร่ไปตามส่วน
ต่างๆ ของพระวรกายไปแล้ว ในเวลานี้ฝั่าบาทที่เคยมีความน่าเกรงขามและความสูงส่ง มีรอยย่นขึ้นรอบพระพักตร์
สีหน้าพระพักตร์ซีดเหลืองดูไร้เรี่ยวแรงเข้าไปทุกที
เหยียนหลิ่งอวี๋กุมพระหัตถ์ของฝั่าบาท พูดเสียงแผ่วเบา “เสด็จพ่อไม่ต้องห่วงไป ยังไงก็ต้องดีขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นเขาก็เอาแต่นั่งกุมพระหัตถ์บีบไปมาเพื่อให้กำลังใจ
พระเนตรของฝั่าบาทค่อยๆ หลับลงอย่างเชื่องช้า ราวกับพลกำลังที่สะสมมานั้นหายไปกว่าครึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วย
เสียงอ่อนระทวย “หลิ่งอวี๋ คำขอของพ่อใคร่ครวญ” ปถึงไหนแล้ว?”
นี่นับเป็นครั้งที่สามที่ฝั่าบาทเอ่ยถามเหยียนหลิ่งอวี๋ด้วยคำถามเดิม ทว่าเหยียนหลิ่งอวี๋กลับยังกุมพระหัตถ์ฝั่าบาท
แน่นโดยไม่แสดงความรู้สึกใดออกทางสีหน้า “เสด็จพ่อพักผ่อนพระวรกายก่อนเถอะ… เสด็จพ่อต้องหายประชวรโดยเร็ว
ไวพ่ะย่ะค่ะ!”
ครั้งนี้คำตอบของเหยียนหลิ่งอวี๋ก็เหมือนครั้งก่อนไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว ยิ่งไปกว่านั้นสีหน้าท่าทางของเขาก็
เหมือนเดิมทุกประการ
ในที่สุด ฝั่าบาทที่สูงวัยพยายามฝืนแย้มสรวลออกมา… ดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ?
ดูท่าแล้วยากที่ฝั่าบาทจะมีสุขภาพวรกายกลับมาดั่งเดิมได้อีกแล้ว
ฝั่าบาทสูงวัยทรงทราบเป็นอย่างดีว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นไม่มากแล้ว!
แต่ถ้าไม่มีผู้ใดมารับช่วงต่อบัลลังก์มังกร ฝั่าบาทคงมิอาจวางพระทัยจากไปตาหลับ
เหยียนหลิ่งอวี๋ขยับเข้ามาใกล้ฝั่าบาท ยื่นหน้ามากระซิบเบาๆ “เสด็จพ่อจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน… ลูกยังไม่
อยากอยู่โดยไร้เสด็จพ่อ”
นับว่าเป็นคำเรียกที่อบอุ่นไปถึงขั้วหัวใจ จนฝั่าบาทที่ไร้เรี่ยวแรงมีนํ้าตาเอ่อขึ้นมา!
สำหรับเหยียนหลิ่งอวี๋แล้ว ฝั่าบาทรู้ตัวว่าไม่ได้ทำหน้าที่บิดาได้เป็นอย่างดี ทว่าช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต เหยียน
หลิ่งอวี๋กลับยินยอมมาเฝั้าอยู่ข้างกาย
สมัยวัยเด็ก เหยียนหลิ่งอวี๋ไร้มารดาที่คอยให้ความรักและการเอาใจใส่ ในตอนนั้นเสด็จพ่อนั่งว่าราชการและดูแล
ความสุขของราษฎร นอกจากวันสำคัญที่จะได้เห็นหน้าเสด็จพ่อแล้ว เหยียนหลิ่งอวี๋ก็แทบจะไม่ได้เจอเสด็จพ่อเลย!
อีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ผลฝั่าบาท อาจเพราะเขานั่งอยู่ห่างไกลจากฝั่าบาท จนแทบไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ชิด
ในที่สุดเหยียนหลิ่งอวี๋ก็ได้อยู่ใกล้ชิดเสด็จพ่อแล้ว แม้จะเป็นช่วงบั้นปลายชีวิตของเสด็จพ่อก็ตาม ไม่ว่าเหยียน
หลิ่งอวี๋จะเติบโตไปมากเพียงใด แต่ในสายตาของฝั่าบาท เขากลับเป็นเด็กหนุ่มที่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งต่อ!
เหยียนหลิ่งอวี๋หลับตาลงด้วยความรู้สึกสร้อยเศร้า
เมื่อถึงตอนที่ต้องสูญเสียสิ่งที่รักไปจากชีวิต คนเรามักจะเห็นค่าในของสิ่งนั้นแม้จะธรรมดาขึ้นมาทันที
ตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้สึกว่าเสด็จพ่อกลับเป็นคนที่ลํ้าค่าในชีวิตของเขาเหมือนกัน
แต่น่าเสียดาย ในช่วงที่เห็นคุณค่าขึ้นมา กลับใกล้สูญเสียสิ่งนั้นไปมากเต็มที!
ฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยจับจ้องไปที่โอรส และตรัสออกมาอย่างยืดยาวกว่าทุกวันที่เคยมีมา “หวงเอ๋อร์ พ่อทราบว่าเจ้า
คิดอะไรอยู่ในใจ… ลูกคงคิดว่าตำแหน่งฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยเป็นภาระและพรากคนสำคัญในชีวิตไปใช่หรือไม่? เพราะว่าเจ้า
เป็นโอรสพ่อ ทำให้ต้องสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เยาว์วัย และต้องสละความรักที่มีไป… ลูกกลัวว่าจะมีชีวิตแบบพ่อ กลัวว่า
จะต้องสละความรักที่มีต่อสตรีอันเป็นที่รัก และลูกแท้ๆ ในไส้ใช่หรือไม่เหมือนพ่อใช่หรือไม่?”
เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เสด็จพ่อตรัสออกมายืดยาว!
ในความจริงแล้ว ใจขิงเหยียนหลิ่งอวี๋เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาเคยคิดว่าหากท่านพ่อท่านแม่ของเขาเป็นคน
ธรรมดา ไม่ว่าจะยากดีมีจน เขาก็คงมีบรรยากาศในวัยเด็กที่อบอุ่นสมบูรณ์ต่างจากที่เคยมีมา
แต่ตอนนี้ด้วยฐานะองค์ชายของเขา ทำให้ทุกสิ่งต้องอยู่ห่างไกลออกไป จนกระทั่งตอนนี้เหยียนหลิ่งอวี๋ก็เคยคิดว่า
ทำไมต้องเกิดมาอยู่ในราชวงศ์ต้าเซี่ยด้วย?
เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ดีว่าฐานะของเขามิอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่เคยท้อถอยกับชีวิต เพื่อให้หลุดพ้นจากฐานะที่เป็น
อยู่ จะได้หลุดพ้นจากพันธนาการนี้ ไปมีคนรักและมีลูกมีครอบครัวที่สมบูรณ์ดั่งใจปรารถนา
หากต้องการใช้ชีวิตตามใจปรารถนา คงมีหนทางเดียวคือต้องหลุดออกจากวังหลวงไปแสวงหาชีวิตที่ต้องการ
มีหรือที่ฝั่าบาทผู้สูงวัยจะไม่ล่วงรู้ความคิดความอ่านของโอรสผู้นี้?
ฝั่าบาทจึงส่ายหน้าไปมา ก่อนเอ่ยเสียงแหบแห้ง “หวงเอ๋อร์คิดบ้างหรือไม่? แคว้นๆ หนึ่งควรมีผู้ปกครองไร้
คุณธรรมจะมีสภาพเป็นอย่างไร? ไม่ต้องเอ่ยถึงชีวิตที่สงบสุขอย่างที่เจ้าปรารถนาเลย เอาแค่ชาวบ้านตาดำๆ ก็ใช้ชีวิตได้
อย่างยากลำบากแล้ว……”
เหยียนหลิ่งอวี๋ขมวดคิ้วขึ้นโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
หลายวันมานี้ ฝั่าบาทเอาแต่นั่งมองเหยียนหลิ่งอวี๋ออกว่าราชการแทน โดยให้เขาเป็นคนตัดสินใจ ทว่าตอนนี้ฝั่า
บาทกลับตรัสกับเขายืดยาว ทำให้ตั้งตัวรับไว้ไม่ทัน!
หลังจากฝั่าบาทพักหายใจอยู่หนึ่ง ได้ตรัสต่อไป “หวงเอ๋อร์ก็รู้ตำแหน่งนี้ใครๆ ก็อยากได้ เดิมทีพ่อก็เหมือนกับลูก
ที่อยากสนใจปกปั้องดูแลคนที่รักและใช้ชีวิตสงบสุขไปตลอด แต่ต่อให้ไม่อยากขึ้นนั่งบัลลังก์มังกร สุดท้ายพ่อก็ถูกบังคับ
ให้ขึ้นครองบัลลังก์ จนบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมานานหลายสิบปีแล้ว!”
หลายสิบปีมานี้ ฝั่าบาทรู้สึกเสียดายชีวิตในช่วงวัยรุ่นที่กำลังเติบใหญ่และรักความอิสระ ทว่ากลับต้องถูกผูกโซ่
ตรวนแห่งความโดดเดี่ยวพันธนาการอยู่ในวังหลวงจนมิอาจไปไหนได้ตามอำเภอใจ จนกระทั่งชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลาง
คน โอรสธิดาต่างเติบใหญ่มีแผนการชั่วร้ายในใจ คิดร่วมมือกับไทเฮา ฮองเฮาและคนนอกมาเล่นงานพระองค์ ตอนนี้ฝั่า
บาทที่สูงวัยมีเพียงความสิ้นหวังและผิดหวังอย่างสุดซึ้ง
เหยียนหลิ่งอวี๋ฟังมาถึตรงนี้ได้แต่ถอดถอนใจ!
ยามที่เหยียนหลิ่งอวี๋ต้องเผชิญหน้ากับคนอื่น มักแสดงสีหน้าที่เหี้ยมโหดเย็นชาออกมา มีเพียงเสด็จพ่อที่ไม่เคย
เจอแบบนั้น
เมื่อได้ยินเสียงฝั่าบาทที่อิดโรยและแหบแห้ง เหยียนหลิ่งอวี๋ได้เอ่ยเสียงเบาออกมา “เสด็จพ่อไม่ต้องตรัสแล้ว
เวลานี้พักผ่อนก่อนดีกว่า…”
ต่อให้ประชวรหนักหนาสาหัสเพียงใด โอรสอย่างเหยียนหลิ่งอวี๋หวังเพียงให้เสด็จพ่อมีชีวิตอยู่ต่อไป
ด้านฝั่าบาทค่อยๆ หลับตาลงอย่างเชื่องช้า จนในที่สุดได้เอ่ยขึ้นว่า “หวงเอ๋อร์หวังว่าลูกจะนำคำที่พ่อพูดไป
ใคร่ครวญอีกครั้ง!”
ดูเหมือนฝั่าบาทยังมีคำพูดอีกมากมายที่อยากพูดคุยกับโอรส ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงที่จะเอ่ยออกมา
บางครั้งการต้องตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญของชีวิต อาจส่งผลอย่างไรในวันข้างหน้านั้น ไม่มีใครที่จะรับรู้ได้ว่าดีหรือ
ร้าย ถูกหรือผิด!
เหยียนหลิ่งอวี๋ค่อยๆ บรรจบยกฝั่ามือของฝั่าบาทไปไว้ใต้ผ้าห่ม จากนั้นย่องออกไปด้านนอกอย่างเงียบเชียบ!
อากาศภายในตำหนักอบอุ่นเสียจนเหยียนหลิ่งอวี๋ร้อนวูบวาบเหงื่อไหลไปทั้งตัว แต่พอเปิดประตูออกมา ลม
หนาวได้ปะทะจนเหงื่อจับตัวแข็งในทันที
พายุหิมะอันเหน็บหนาวได้โหมพัดความร้อนวูบวาบในตัวเหยียนหลิ่งอวี๋หายจนหมดสิ้น
เหยียนหลิ่งอวี๋ถอนหายใจจนควันออกจากปาก จากนั้นค่อยย่างก้าวเดินออกจากตำหนักไป
เมื่อเดินกลับได้ครึ่งทาง เหยียนหลิ่งอวี๋คิดขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าต้วนอวี้เดินทางไปที่จวนเชวียหรือยัง? ลั่วสุ่ยพาตัวต้วน
อวี้ไปจวนเชวียราบรื่นไหม?
ไม่ว่าต้วนชิงหมิงหรือว่าต้วนอวี้ล้วนเสียสละชีวิตให้กับเขาไปไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงปรารถนาให้พี่น้องคู่นี้มีแต่ความ
สุขกายสบายใจไปตลอดชีวิต!
โดยต้วนชิงหมิงสามารถพึ่งพาความสุขจากเหยียนหลิ่งอวี๋ ส่วนต้วนอวี้ต้องอาศัยโอกาสในการกอบโกยจากการ
ช่วยเหลือ เพราะในฐานะบุรุษต้องเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของใครของมันเอง
เหยียนหลิ่งอวี๋เดินไปที่ท้องพระโรงถามเกี่ยวกับงานในราชสำนักที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเขาแม้แต่น้อย จากนั้นเขาก็
เดินทางออกจากประตูวังหลวง มุ่งหน้าไปที่จวนเชวีย!
ต้วนอวี้ยังถือโทษโกรธเคืองเหยียนหลิ่งอวี๋อยู่ที่ผลักไสต้วนชิงหมิงไปที่ต้าม่อ หากเหตุการณ์ที่สำคัญของต้วนอวี้
เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่ยอมมาปรากฏตัว ย่อมเท่ากับผิดคำสัญญาที่เคยให้กันไว้!
เหยียนหลิ่งอวี๋รีบกระโดดขึ้นรถม้าที่ประดับอย่างวิจิตร และตะโกนสั่งออกไป “ทหารมุ่งหน้าไปที่จวนเชวียเร็ว
เข้า!”
รถม้าที่ล้อหมุนบี้บดกับหิมะส่งเสียง “อี๊ดอ๊าด” และ “ยวบยาบ” ดังขึ้น จนเหยียนหลิ่งอวี๋อดคิดถึงเส้นทางที่ต้วน
ชิงหมิงต้องเผชิญระหว่างทาง
กลุ่มองครักษ์ทองคำชุดที่สิบสองถูกส่งให้เดินทางไปที่ต้าม่อ ด้านอ๋าวฮั่นได้ส่งข่าวกลับมา ไม่ว่าทั้งสองฝั่ายจะ
พยายามส่งคนออกตามหามากเท่าไหร่ หลายวันที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของต้วนชิงหมิงก
ลับมาเลย!