การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 908 ข้าต้องการแต่งกับเชวียหนิงหราน
เชวียจื่อซวนเห็นว่าเหลือเขาอยู่ในเรือนเชวียหนิงหรานอยู่เพียงคนเดียว จึงหันไปตะโกนขึ้น “อวี้หราน พี่ไปก่อน
นะ!”
ไห่ถางเลื่อนผ้าม่านเปิดออกเพื่อเดินออกไปส่งเชวียจื่อซวนที่หน้าเรือน จากนั้นเชวียจื่อซวนได้บอกให้ไห่ถางช่วย
โน้มน้าวให้คุณหนูอย่าคิดเยอะจนเกินไป
ไห่ถางเดินกลับเข้าเรือนไปแล้ว ทว่าเชวียจื่อซวนยังคงยืนมองอยู่เดิมมองดูแสงไฟในห้องนอนของเชวียหนิงหราน
ส่องสว่างอยู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมา… ตอนนี้ต้วนอวี้อยากแต่งกับเชวียหนิงหราน แต่ปัญหาคือเชวียหย่งเฉียงกับฮู
หยินเชวียยังไม่อยากให้เชวียหนิงหรานออกจากจวนเชวียไปไหน
ดูท่าแล้วต้วนอวี้ต้องออกแรงมากหน่อย กว่าจะให้เชวียหย่งเฉียงและฮูหยินเชวียผ่านด่านไปได้ ต้วนอวี้จึงวิ่งไปที่
ห้องโถงรับร้องเพื่อทำความเคารพเชวียหย่งเฉียงและฮูหยินเชวีย
ฮูหยินเชวียเห็นเช่นนั้นจ รีบเข้าไปประคองเขาขึ้นมา “อวี้เอ๋อร์ หลานทำอะไรเนี่ย?”
ต้วนอวี้ตัดสินใจคุกเข่าลงกับพื้น หันไปพูดกับเชวียหย่งเฉียงด้วยสีหน้าแดงระเรื่อ “ท่านลุงเชวีย ท่านปั้าเชวีย
ท่านทั้งสองเลี้ยงดูหนิงหรานมาด้วยความยากลำบาก จึงอยากให้นางอยู่ใกล้ๆ ตัวไปอีกหลายปี แต่ตอนนี้ต้วนอวี้มิอาจ
ห่างจากหนิงหรานได้เลย ยามใดที่ไม่ได้เห็นหน้าคาดตาจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ดังนั้นต้วนอวี้อยากจะขอร้องท่านลุงท่าน
ปั้า ยกหนิงหรานให้แต่งกับกับกระผมตอนนี้เลยได้ไหมขอรับ?”
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องต่างตกตะลึงพรึงเพริดกันไปทั้งหมด
เชวียหย่งเฉียงถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่คิดว่าต้วนอวี้จะเอ่ยคำนี้ออกมา
ทว่าฮูหยินเชวียกลับเอ่ยเสียงแผ่วเบาออกมา “แต่อายุของหลาน……”
ความกังวลของฮูหยินเชวียกับเชวียหนิงซวนต่างตรงกัน ต้วนอวี้อายุยังน้อยยังดูแลตัวเองไม่ได้ดีเลย เขาถือดีอะไร
จะมาขอดูแลหนิงหรานต่อ? หรือว่าอยากได้เชวียหนิงหรานไปเป็นแม่เลี้ยงให้ต้วนอวี้อีกคนกัน?
ต้วนอวี้ที่ได้ฟังถึงกับรีบชูคอยืนกราน “ถึงแม้ต้วนอวี้จะอายุยังน้อย แต่มันไม่ใช่อุปสรรคที่จะให้กระผมรักนาง
น้อยลง หากเชวียหนิงหรานได้แต่งกับกระผม กระผมจะดูแลนางไม่ให้มีเรื่องทุกข์ใจและจะปกปั้องนางไปตราบเท่าลม
สุดท้ายของชีวิต ทั้งจะมีนางไปคนเดียวไม่มีใครอื่นขอรับ!”
เชวียหย่งเฉียงที่ได้ยินต้วนอวี้ยืนกรานหนักแน่นเช่นนั้น จึงได้สติเข้าไปประคองต้วนอวี้ขึ้นมา “หลานเอ๋ย บุรุษนั้น
มีภรรยาเอกและอนุภรรยาเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ คำพูดนี้อย่าเพิ่งพูดอย่างมั่นใจหนักแน่นนักเลย สรุปแล้วในเวลานี้การที่
หลานจะแต่งกับหนิงหรานดูจะเร็วไปเสียหน่อย อย่างนั้นรอให้หลานโตกว่านี้หน่อย พวกเราค่อยหารือเรื่องนี้ดีไหม?”
ต้วนเจิ้งถึงกับตกใจไม่น้อยที่ได้ยินบุตรชายเอ่ยออกมาเช่นนั้น มีที่ไหนกันที่เด็กอายุแปดขวบจะตบแต่งภรรยา? ต้
วนเจิ้งจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมา “อวี้เอ๋อร์ ลูกพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย? รีบลุกขึ้นเร็ว อย่าให้ท่านลุงเชวียท่านปั้าเชวียรู้สึก
ลำบากใจเลย”
ปีนี้เชวียหนิงหรานอายุสิบสี่ปีพอดิบพอดี ในขณะที่ต้วนอวี้เพิ่งจะอายุเเปดขวบเท่านั้นจะแต่งงานออกเรือนได้ยัง?
คนตระกูลเชวียจึงไม่หวังว่าบุตรสาวภรรยาเอกจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว ต้องทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงสามี
ทางด้านฮูหยินเชวียนั่งนิ่งโดยไม่พูดไม่จา เพราะรู้สึกประทับใจกับคำพูดของต้วนอวี้อยู่
นางเอ่ยถามขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์ ความหมายของหลานคือตลอดชีวิตจะมีหรานเอ๋อร์เป็นภรรยาเพียงคนเดียวใช่
ไหม?”
ต้วนอวี้พยักหน้างกๆ “กระผมต้วนอวี้จะมีหนิงหรานเพียงคนเดียวไปชั่วชีวิตขอรับ!”
แววตาของฮูหยินเชวียกลับมีนํ้าตาใสบริสุทธิ์เอ่อขึ้นมาคลอเบ้า
คำสาบานที่หนักแน่นเช่นนี้สำหรับสตรีคนหนึ่งแล้ว ย่อมทำให้ตกหลุมหลงใหลโดยไม่ยาก เนื่องจากในใต้หล้าการ
หาบุรุษที่คิดแบบนี้เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย
แต่ต้วนอวี้อายุเพียงแปดขวบเท่านั้น กลับพูดจาเช่นนี้ออกมาได้
ฮูหยินเชวียแอบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับนํ้าตาที่รินไหล นางฝืนยิ้มออกมา “อวี้เอ๋อร์ หลานอยากแต่งกับหนิง
หรานอันนี้ปั้าเข้าใจ แต่จะครองคู่กันเป็นสามีภรรยาเพียงคนเดียว ดูเหมือนจะมีนํ้าหนักน้อยไปหน่อย… หลานรู้ใช่ไหม
หนิงหรานอายุมากกว่าหลานถึงหกปีเชียวนะ”
ทุกคำสาบานที่ลั่นวาจาออกมาอาจเป็นจริงเป็นจังในชั่วขณะนั้น แต่จะมีสักกี่คนกันเชียวที่สามารถทำได้จริงอย่าง
ที่ปากว่าไว้?
ต้วนอวี้อายุยังน้อยจึงอาจถูกใจเชวียหนิงหรานเพียงชั่ววูบไหว ดังนั้นเขาจึงเอ่ยสาบานอย่างหนักแน่นออกมาเพื่อ
พิสูจน์ว่าเขารักเชวียหนิงหรานจากใจจริง แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้อีกสิบปี ยี่สิบปี สิ่งที่ต้วนอวี้ลั่นวาจาสาบานเอาไว้ จะเป็น
จริงหมือนดั่งวันนี้ไหม?
เชวียหย่งเฉียงแอบยืนยิ้มอยู่ด้านข้าง “ใช่แล้ว อวี้เอ๋อร์ คำสาบานจากปากบุรุษจะพูดพล่อยๆ ไปทีไม่ได้นะรู้
ไหม!”
ต้วนอวี้ส่ายหน้าพูดอย่างแข็งขัน “ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนขอรับคุณลุงคุณปั้า ทั้งชีวิตของต้วนอวี้จะรักใคร่หนิงหรา
นเพียงคนเดียว ต่อให้แก่เฒ่าไปแล้ว ต้วนอวี้ก็จะไม่ทอดทิ้งนางไปไหนขอรับ!”
ต้วนอวี้ยังคงคุกเข่าไม่ยอมลุกขึ้นยืน ไม่ว่าใครจะประคองอย่างไร เขาก็เอาแต่ขอร้องวิงวอน “หวังว่าท่านลุงท่าน
ปั้าจะอนุญาตให้เราสองคนแต่งงานกันขอรับ!”
ต้วนเจิ้งรู้สึกโมโหขึ้นมา จึงเดินเข้าไปฉุดบุตรให้ลุกยืนขึ้น พร้อมกับเขกไปที่หัวหนึ่งที “เจ้าจะมาสร้างเรื่องอะไรที่
นี่?”
ถึงแม้ต้วนอวี้จะถูกเขกหัวแต่เขาก็ไม่เลือกหลบ ยังยืนกรานจะพูดคำเดิม “ลูกไม่ได้มาสร้างเรื่องขอรับท่านพ่อ ลูก
แค่อยากแต่งงานกับหนิงหรานในตอนนี้เลยก็เท่านั้นเองขอรับ”
ยังไม่ทันที่ต้วนเจิ้งจะเอ่ยปาก ด้านฮูหยินเชวียและเชวียหย่งเฉียงกลับเริ่มปรึกษาหารือกันเสียงเบา
ผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฮูหยินเชวียได้เอ่ยปากขึ้น “เอาอย่างนี้แล้วกัน ช่วงนี้ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว เรื่องนี้พวกเราค่อย
หารือกันหลังปีใหม่เป็นยังไง?”
สายตาของต้วนอวี้เผยความผิดหวังปรากฏออกมา เขาดูเหมือนใจเร็วรีบร้อนไปหน่อย อาจทำให้ตระกูลเชวียรู้สึก
รำคาญเขาก็เป็นได้!
คิดมาถึงตรงนี้ ต้วนอวี้ได้เอ่ยขึ้นว่า “อย่างนั้น เดี๋ยวพอต้วนอวี้กลับจวนต้วนไป จะขอร้องให้ท่านพ่อเอาดวงของ
กระผมและหนิงหรานผูกเข้าไว้ด้วยกันเพื่อหาฤกษ์ยามแต่งงาน ถึงตอนนั้นจะได้มาขอแต่งงานได้ทันที!”
เชวียหย่งเฉียงกำลังจะอ้าปาก ทว่าฮูหยินเชวียกลับตัดหน้าพูดด้วยเสียงราบเรียบขึ้นมาอีกครั้ง “เรื่องนี้ค่อย
ปรึกษาหารือกันวันหลังแล้วกัน!”
ต้วนอวี้เกิดความรู้สึกไม่ค่อยเบิกบานใจเสียเท่าไหร่
เหตุใดฮูหยินเชวียถึงชอบขัดขวางเขาไม่ให้แต่งกับหนิงหรานด้วย?
ไม่มีใครรู้หรอกว่า หลังปีใหม่จะเป็นเมื่อไหร่กันแน่? อย่างไรเสีย เขาแค่ไม่อยากจากเชวียหนิงหรานก็เท่านั้นเอง!
ทางด้านต้วนเจิ้งได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความเขินอาย “ขอโทษด้วย ลูกชายคนนี้ใจร้อนเกินไปหน่อย!”
เชวียหย่งเฉียงรู้สึกพอใจกับต้วนอวี้เป็นอย่างมาก รวมกับการที่เหยียนหลิ่งอวี๋เดินทางมาเป็นคนกลางด้วยตัวเอง
ทำให้เชวียหย่งเฉียงหน้าชื่นตาบาน อีกทั้งต้วนอวี้มีความจริงใจต่อบุตรสาวอย่างจริงใจ เขาจึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจกับ
เรื่องการแต่งงานของต้วนอวี้และเชวียหนิงหราน
แต่ทางด้านฮูหยินเชวียสีหน้านิ่งเรียบไม่รู้ว่ากำลังเรื่องใดอยู่
พอฮูหยินเชวียได้เห็นสีหน้าที่ผิดหวังของต้วนอวี้จึงเอ่ยเสียงเรียบขึ้น “อวี้เอ๋อร์ ถ้ามีเวลาก็มาเที่ยวเล่นที่จวนเชวีย
บ่อยๆ แล้วกัน พวกเราจะได้พบหน้าเจอตาคุ้นเคยกันมากขึ้น!”
“ขอบคุณท่านปั้าเชวีย” ต้วนอวี้พยักหน้าด้วยความเบิกบานใจ
เมื่อกล่าวจบแล้ว ต้วนอวี้ก็พาต้วนเจิ้งขอตัวกลับ
เชวียหย่งเฉียงและฮูหยินเชวียเดินออกไปส่งคนทั้งสองที่หน้าจวน พอรถม้าผ่านไปไกลแล้ว เชวียหย่งเฉียงถึงได้
เอ่ยถามขึ้น “ฮูหยิน ทำไมไม่ยอมให้หนิงหรานแต่งไปที่จวนต้วนในตอนนี้ด้วยละ?”
ในสายตาของเชวียหย่งเฉียง แม้ต้วนอวี้อายุจะน้อยแต่ก็ถือว่าใช้ได้ สำหรับเขาแล้วไม่เชื่อหรอกว่าบุรุษจะไม่มีเล็ก
มีน้อย แต่เมื่อต้วนอวี้ลั่นวาจาสาบานก็ทำให้เชวียหย่งเฉียงเชื่อขึ้นมาอย่างสนิทใจ หากให้หนิงหรานแต่งงานไปที่จวนต้
วนเร็วก็นับว่าเป็นเรื่องดีนี่หน่า!
ฮูหยินเชวียมิอยากเอ่ยปากพูดออกไปมาก นางจึงพูดเพียงว่า “ท่านพี่ลองคิดดู ตอนนี้ฮูหยินต้วนกำลังท้องกำลัง
ไส้ องค์หญิงเหอซั่วก็เดินทางไปต้าม่อ หากให้สองคนนี้แต่งงานกันก็จะขาดคนสำคัญ ดังนั้นเชี่ยเซินจึงคิดว่ารอให้ผ่านปี
ใหม่ไปก่อน อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ฮูหยินต้วนให้กำเนิดบุตรเป็นที่เรียบร้อย และองค์หญิงเหอซั่วก็น่าจะกลับมาแล้ว ถึงตอน
นั้นค่อยปรึกษาหารือเรื่องงานแต่งใหม่ก็มิสาย!”
เชวียหย่งเฉียงจิตใจเอนอ่อนผ่อนปรนง่ายดาย พอได้ยินที่ฮูหยินเชวียพูดก็พยักหน้าเห็นด้วยแต่โดยดี “เอาตามที่ฮู
หยินว่ามาแล้วกัน!”
ฮูหยินเชวียขอบคุณที่เชวียหย่งเฉียงเข้าใจในความคิดของนาง จากนั้นพากันเดินกลับเข้าจวนมา
พอต้วนเจิ้งขึ้นไปบนรถม้าก็ดึงหูต้วนอวี้อย่างแรง “เจ้าตัวดีอยากจะแต่งเมียจนบ้าไปแล้วเหรอ? อายุแค่แปดขวบ
ริอาจจะมีเมีย? ถ้าเกิดในครอบครัวยากจนถือว่าเลี้ยงเสียข้าวสุก!”
สิ่งที่ต้วนเจิ้งใส่ใจไม่ใช่ข้าวสุกหรอก ทว่าเขารู้สึกว่าต้วนอวี้อายุยังน้อย อ่อนต่อโลก ตอนนี้อยากแต่งงานจนตัวสั่น
ทว่าอีกฝั่ายกลับปฏิเสธบ่ายเบี่ยง!
ต้วนอวี้รีบหลบมือของต้วนเจิ้งที่ยื่นมาหมายจะหยิกหูเขา และพูดอย่างไม่จำนน “หึ! ใครบอกกันเล่าว่าเด็กแปด
ขวบจะแต่งงานไม่ได้? หรือว่าทุกคนจะรอให้ถึงเจ็ดสิบแปดสิบก่อนแล้วค่อยแต่ง? อย่างไรเสีย ลูกชอบหนิงหรานและ
อยากแต่งกับนางตั้งแต่แรกเห็นแล้ว อีกทั้งมั่นใจว่าสามารถเลี้ยงนางให้สุขสบายได้ตามที่นางปรารถนา!”
ต้วนเจิ้งดูถูกต้วนอวี้มากเกินไปแล้ว ดูจากความสามารถของเขา ไม่ต้องพูดถึงเลี้ยงเชวียหนิงหรานเพียงคนเดียว
หรอก ต่อให้เลี้ยงคนจำนวนครึ่งจวนเชวียก็ไม่มีปัญหา น่าขันตรงที่ต้วนเจิ้งไม่คาดคิดว่าสิ่งที่พูดออกไปจะกลับมาเล่นงาน
เขาเอง!
ต้วนเจิ้งได้ฟังที่ต้วนอวี้พูด ทันใดนั้นเเววตาพลันลุกวาวขึ้นมาทันที “อวี้เอ๋อร์ เจ้ารู้จักเถียงพ่อแล้วใช่ไหม? คนมัก
พูดกันว่า แต่งเมียแล้วมักลืมแม่ พ่อว่าเจ้ายังไม่ทันได้แต่งเมีย ก็ลืมพ่อคนนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว?”
ต้วนอวี้หน้าแดงระเรื่อขึ้นมา “ท่านพ่อเป็นคนพูดออกมาเองนะขอรับ”
หากต้วนเจิ้งไม่พูดออกมา ต้วนอวี้ก็ไม่กล้าสวนด้วยคำพูดของท่านพ่อหรอก
ใครจะไปนึกเล่าว่า การปล่อยให้เชวียหนิงหรานอยู่ที่จวนเชวียนั้น ทำให้ต้วนอวี้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
จนอยากรับนางมาอยู่ด้วยกันที่จวนต้วนถึงวางใจได้ลง
ต้วนเจิ้งเอาแต่ส่ายหน้า “เฮ้อ อวี้เอ๋อร์โตมากขึ้นจริงๆ”
ถึงแม้ต้วนอวี้อายุไม่มาก แต่ทุกคำพูดและการกระทำของเขา ช่างเหมือนกับผู้ใหญ่ไม่ผิดเพี้ยน
ต้วนอวี้หันไปยู่ปาก ส่วนต้วนเจิ้งได้พูดเสริมขึ้นว่า “อวี้เอ๋อร์คิดบ้างหรือไม่? ท่านพี่ของเจ้ากำลังเดินทางไปต้าม่อ
ลูกจะรอนางกลับมาก่อนไม่ได้เชียวหรือ?”
ต้วนอวี้เกือบพลั้งปากพูดออกไป ว่าเขาอยากแต่งงานกับหนิงหราน จากนั้นจะได้เดินทางไปหาท่านพี่ทันที!
เพียงแต่คำพูดนี้ต้วนอวี้ไม่ได้เอ่ยออกมาเท่านั้นเอง เพราะถ้าต้วนอวี้พูดออกไปเกรงว่าจะออกไปตามชิงหมิงไม่ได้
มิหนำซํ้าอาจแต่งกับหนิงหรานไม่ได้อีก
บัดนี้ ต้วนอวี้ทำได้เพียงปลอบใจต้วนเจิ้ง “ท่านพ่อวางใจได้ ท่านพี่มีฐานะเป็นถึงองค์หญิง ในใต้หล้าแห่งนี้มีใคร
กล้าไม่เคารพองค์หญิงบ้าง อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้วยังไงก็แต่งงานไม่ทนแล้ว รอให้หลังปีใหม่ค่อยหาวันฤกษ์มงคล
ในการแต่งงาน ถึงตอนนั้นท่านพี่ก็คงกลับมาทันงานแต่ง… เรียกได้ว่าเรื่องมงคลสองเรื่องมาพร้อมกัน!”