การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 909 ต้วนชิงหมิงหายตัวไป
ถึงแม้ต้วนเจิ้งจะดีใจกับต้วนอวี้ที่สามารถหมั้นหมายแต่งว่าที่ภรรยาได้ กระนั้นก็ยังคิดถึงต้วนชิงหมิงที่ต้องระหก
ระเหินอยู่ข้างนอกอยู่
เขาพยักหน้าและเอ่ยขึ้นว่า “ในตอนนี้ทางที่ดีก็ทำได้แค่นี้แหละ ลูกดูท่านแม่ที่กำลังท้องทำให้ไม่มีคนคอยจัดการ
ดูแลจวน ถ้าพี่สาวของเจ้ากลับมาแล้วก็คงช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ในจวนได้ดีแทนลูกว่าไหม……”
ต้วนอวี้ได้แต่พยักหน้าถอนหายใจ ถ้าต้วนชิงหมิงอยู่ละก็ เรื่องที่เขาต้องการแต่งภรรยาสักคนคงสำเร็จไปแล้ว ไม่
ต้องมานั่งคุกเข่าวิงวอนขอร้องอยู่แบบนี้
อีกอย่างปัญหาทั้งหมดยังมีอยู่ ต่อให้ต้วนอวี้คุกเข่าขอร้อง ฮูหยินเชวียก็ไม่ได้ตบปากรับคำอยู่ดี ดังนั้นต้วนอวี้
ตัดสินใจแล้วว่าถ้าต้วนชิงหมิงยังอยู่ที่นี่ ต่อให้ไม่ได้จัดงานแต่งในทันที อย่างน้อยนางคงมองออกว่าฮูหยินเชวียคิดเรื่องใด
ถึงไม่ได้ให้เชวียหนิงหรานแต่งกับเขาในเวลานี้
เมื่อต้วนเจิ้งและต้วนอวี้นั่งครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆ จนรถม้าเดินทางกลับมาถึงจวนต้วน
ต้วนเจิ้งลงจากรถม้าได้เข้าไปรับตู้ชิงหรวนที่ออกมายืนรอต้อนรับกลับ ส่วนต้วนอวี้ไปเดินเล่นที่เรือนของต้วนชิงห
มิงคนเดียว ก่อนจะเดินกลับไปที่เรือนของตัวเอง
เฮ้อ! ต้วนชิงหมิงไม่อยู่ที่นี่ช่างน่าโดดเดี่ยวเหลือเกิน ราวกับทั้งจวนต้วนว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา
ในความเป็นจริง นอกจากต้วนชิงหมิงแล้ว ยังมีบ่าวใช้เยวี่ยเจียและเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์อีกสองคนที่ขาดหายไป
ที่แท้คนคนหนึ่งมีความสำคัญต่อใจของคนหนึ่งได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ถ้าต้วนชิงหมิงยังอยู่ที่จวนต้วน คงจะคึกคักมีสีสันมากกว่านี้ ต่อให้ถนนทุกเส้นมีผู้คนแน่นขนัด ต้วนอวี้ยังคงรู้สึก
โดดเดี่ยวหงอยเหงาอยู่ดี
ต้วนอวี้ได้แต่ถอนหายใจออกมา ดูท่าแล้วหลังฉลองปีใหม่ เขาต้องหาเวลาไปหาต้วนชิงหมิงแล้ว!
งานฉลองปีใหม่ในวังหลวงจะถูกจัดขึ้นปีละหนึ่งครั้ง ไทเฮาและฮองเฮาต่างมีเวลามาร่วมงานโดยมิต้องนัดหมาย
ไม่เห็นหน้าองค์ชายใหญ่เหยียนหลิ่งเจวี๋ยอยู่ในวังหลวง รวมไปถึงเสนาบดีกรมข้าราชการพลเรือนก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
ในงานฉลองปีใหม่ปีนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศอึดอัด จนทุกคนที่มาร่วมงานต่างรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเข้ามากดทับ
หน้าอกไว้ จนหายใจแทบไม่ออก
หลังจากฉลองปีใหม่ก็เป็นเทศกาลโคมไฟหรือหยวนเซียว ในวันนี้ได้ยึดตามหลักธรรมเนียมที่ปฏิบัติตามกันมาใน
ทุกปีคือ อภัยโทษให้กับคนที่อยู่ในคุก และผู้คนต่างประดับประดาบ้านเรือนด้วยโคมไฟหลากสีสัน
เมื่อวันปีใหม่ผ่านพ้นไป ดอกเหมยที่ขึ้นข้างกำแพงผลิดอกออกใบ ในที่สุดคนฮูหยินเชวียก็ยอมตอบรับ ให้ทั้งสอง
จวนได้จัดงานแต่งงานขึ้นในวันที่แปดเดือนห้า
วันที่เเปดเดือนหน้านับเป็นวันที่ดีที่สุด หากจัดงานแต่งในวันนี้ย่อมมีลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง!
ด้วยเหตุนี้ฮูหยินเชวียจึงเลือกวันนี้ให้หลานทั้งสองแต่งงานกัน อีกทั้งต้วนชิงหมิงเดินทางไปที่ต้าม่อได้ครึ่งปีแล้ว
ลองคิดๆ ดูก็น่าจะได้เวลากลับมาแล้ว!
ถึงตอนนั้นฮูหยินเชวียจะเป็นคนออกหน้าเพื่อจัดงานแต่งให้กับต้วนอวี้และเชวียหนิงหราน
ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเชวียยังมีเรื่องที่วางแผนอยู่ในใจอีก นั่นคือฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยที่ยังมีพระวรกายอ่อนแอและถูก
ลอบเล่นงานอยู่หลายครั้ง หากฝั่าบาทสวรรคตขึ้นมาจริง แคว้นต้องไว้อาลัยึงสามปีห้ามจัดงานรื่นเริงอันใดทั้งสิ้น ถึงตอน
นั้นจะสามารถรั้งเชวียหนิงหรานให้อยู่ที่จวนเชวียได้อีกสามปี หลังจากสามปีผ่านพ้นไป ต้วนอวี้ก็อายุสิบเอ็ดปีเพียงพอที่
จะดูแลปกปั้องภรรยาได้แล้ว!
สรุปแล้ว ถึงแม้ฮูหยินเชวียรู้สึกว่าต้วนอวี้เป็นคนใช้ได้ แต่ด้านอื่นนั้นยังต้องคอยพิจารณาอีกหน่อยให้รอบด้าน
เรื่องเหล่านี้ได้ยินไปถึงหูของเหยียนหลิ่งอวี๋ เขาเอาแต่หัวเราะชอบอกชอบใจโดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นแม้แต่คำ
เดียว
ความคิดของฮูหยินเชวียนั้น เหยียนหลิ่งอวี๋มองทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว เพียงแต่เขาเลือกไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง
ในความคิดของเหยียนหลิ่งอวี๋ ยิ่งต้วนอวี้แต่งงานช้าย่อมเป็นประโยชน์ต่อเขามากกว่า ประการแรก ยิ่งเขาอายุ
มากขึ้น ฮูหยินเชวียย่อมวางใจให้เชวียหนิงหรานแต่งงานด้วย ประการที่สอง จิตใจของต้วนอวี้ย่อมไม่เปลี่ยนแปลงไป
จากเชวียหนิงหรานอย่างแน่นอน
ความคิดทั้งสองประการนี้ของเหยียนหลิ่งอวี๋คงเป็นสิ่งที่ต้วนชิงหมิงคิดตรงกัน
หากต้วนชิงหมิงยังอยู่ในเมืองหลวง ย่อมมองความคิดความอ่านของฮูหยินเชวียได้ทะลุปรุโปร่งเหมือนเหยียนหลิ่ง
อวี๋ อีกทั้งนางต้องสนับสนุนความคิดเห็นของเขาเป็นแน่
อย่างไรเสีย การแต่งงานระหว่างสองจวนเป็นเรื่องการใช้ชีวิตของทั้งสองคน ไม่ว่าเป็นใครก็ต้องมีความอดทน
เพียงพอ ถึงจะได้รับการตอบรับที่ดีที่สุด
จนถึงปั่านนี้แล้ว ยังไม่มีข่าวคราวของต้วนชิงหมิงกลับมาที่เมืองหลวงเลย
การไปต้าม่อของนางเป็นเหมือนนํ้าซึมบ่อทราย ที่ไร้ข่าวคราวความเคลื่อนไหว
หลังจากที่ต้วนชิงหมิงหายตัวไป มีเพียงเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์กับเยวี่ยเจียที่เอาตัวรอดจากความเป็นความตายมาได้ นาง
ทั้งสองได้นำราชโองการลับในมือมามอบให้อ๋าวฮั่นได้สำเร็จ
อ๋าวฮั่นได้พลาดท่าเสียทีให้กับถ่าหลี่มู่จนมิอาจช่วยเหลือเสด็จพ่อถ่าถูกลับมาได้ สุดท้ายถ่าถูเลือกจบชีวิตลงภาย
ใต้การกดดันของถ่าหลี่มู่
การจากไปของถ่าถูเป็นชนวนสร้างความโกรธแค้นให้บรรดาทหารหาญและอ๋าวฮั่น จนสามารถเอาชนะถ่าหลี่มู่
และล้างแค้นให้เสด็จพ่อได้สำเร็จ
แต่กระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาต้วนชิงหมิงจนเจอ!
ตั้งแต่นางเดินทางไปที่ต้าม่อในช่วงที่หิมะโหมกระหนํ่าก็ไม่มีข่าวคราวของนางกลับมาอีกเลย
ขบวนรถของต้วนชิงหมิงยังคงจอดอยู่ที่โรงเตี๊ยมโดยมีฝูโส่วและฝูลู่เฝั้าอยู่ นอกจากเยวี่ยเจียที่ร่างกายเต็มไปด้วย
เลือดได้ตามหาอ๋าวฮั่นจนพบ ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้วนชิงหมิงอยู่ที่ไหน
สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือ เยวี่ยเจียที่พบเข้ากับพายุหิมะได้สูญเสียความทรงจำไปกว่าครึ่ง โดยลืมสิ่งที่ต้วนชิงหมิ
งกำชับให้เยวี่ยเจียไปตามคนมาช่วย
อ๋าวฮั่นเริ่มส่งให้คนต่างกระจายตัวกันไปตามหาให้ทั่วโดยรอบ
สุดท้ายทราบเพียงว่ามีคนคนหนึ่งได้ช่วยเหลือต้วนชิงหมิงและบ่าวใช้ของนางไว้ นอกจากนั้นเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีใคร
ทราบแล้ว
ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหนํ่า ร่องรอยเท้าและเส้นทางการเดินทางขององค์หญิงเหอซั่วได้หายไปจนไม่รู้จะ
ไปตามตัวได้ที่ไหน
พระวรกายของฝั่าบาทประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวแย่ บางครั้งหมดสติ บางครั้งได้สติ
สถานการณ์เช่นนี้ของฝั่าบาทนับว่าจะไม่สู้ดีเข้าไปทุกที ดังนั้นเหยียนหลิ่งอวี๋จึงแนะนำฝั่าบาทให้แต่งตั้งโอรสคน
เล็กที่ถือกำเนิดจากสนมเหรินไฉ่ นามว่า “เหยียนฮ่าวอวี๋” ให้เข้ามาเรียนรู้สิ่งต่างๆ
การที่ใครสักคนจะมีคุณสมบัติขึ้นเป็นฝั่าบาทได้ นอกจากชาติกำเนิดแล้ว การศึกษาเล่าเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่
แพ้กัน ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องทราบว่าคนคนนั้นเติบโตมาในสภาพแวดล้อมอย่างไร คบหากับใครไว้บ้าง!
ในการจะแต่งตั้งให้เหยียนฮ่าวอวี๋ขึ้นเป็นว่าที่ฝั่าบาทองค์ถัดไปนั้น จำเป็นต้องจัดการสนมเหรินไฉ่อย่างเงียบเชียบ
ที่สุด เนื่องจากในกฏมณเฑียรบาลได้กำหนดให้มารดาของผู้ที่จะขึ้นตำแหน่งองค์รัชทายาท จะต้องจบชีวิตสถานเดียว
กฏข้อนี้ทำให้แม้แต่เหยียนหลิ่งอวี๋ถึงกับตกใจจนคาดคิดไม่ถึงเลยทีเดียว
ภายใต้เรื่องราวที่คาดคิดไม่ถึงย่อมมีความโหดเหี้ยมซ่อนแอบอยู่เบื้องหลัง อีกอย่างฝั่าบาททรงประชวรหนัก จึง
ตัดสินใจให้จบชีวิตสนมเหรินไฉ่โดยไม่ยาก
เหยียนหลิ่งอวี๋เริ่มตัดสินใจช่วยอบรมสิ่งต่างๆ ที่เหยียนฮ่าวอวี๋ต้องทราบให้อย่างตั้งอกตั้งใจ
ส่วนเวลาที่เหลือในตอนนี้ เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ใช้ไปกับการอยู่ข้างกายฝั่าบาทที่เสมือนแสงเทียนริบหรี่ อยู่ด้วยกัน
แบบนั้นไปหลายชั่วยาม
ยามที่ฝั่าบาทแห่งต้าเซี่ยได้สติดี พระองค์จะเล่าถึงเรื่องราวในสมัยยังหนุ่มแน่นให้ฟัง และสอนสิ่งต่างๆ ที่จำเป็น
ในการปกครองให้เหยียนหลิ่งอวี๋
แม้เหยียนหลิ่งอวี๋รู้ดีว่าแคว้นต้าเซี่ยไม่ใช่ของเขา แต่เขาก็ยังตั้งใจฟัง โดยใช้คนจดบันทึกอย่างละเอียดในทุกคำ
พอฝั่าบาทเห็นสิ่งภาพที่เหยียนหลิ่งอวี๋นั่งฟังอย่างตั้งใจ โดยมีคนจดบันทึกอยู่ด้านข้าง ฝั่าบาทก็เอาแต่ส่ายพระ
พักตร์ไม่ได้ตรัสคำใด
หลังจากที่เหยียนหลิ่งอวี๋ได้ปรึกษาราชกิจแทนฝั่าบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วในแต่ละวัน เขาก็มักจะมาหาใช้ชีวิตอยู่
ข้างกายฝั่าบาทอยู่ตลอด
ไม่มีใครเห็นว่าเหยียนหลิ่งอวี๋จะก้าวออกไปไหนนอกจากตำหนักใหญ่ของฝั่าบาท แต่พอดึกดื่มคํ่าคืนมักมีคนเล่า
กันว่าเห็นเหยียนหลิ่งอวี๋ไปอยู่ในจวนขององค์หญิงจิ่นซิ่วด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว
ต้วนอวีั้กจะเข้าวังหลวงเพื่อไปเยี่ยมเหยียนหลิ่งอวี๋ จากนั้นก็ดื่มสุราเป็นสหาย ในทุกครั้งที่ต้วนอวี้มักดื่มจน
เมามายไร้สติจะหลุดปากต่อว่าต่อขานเหยียนหลิ่งอวี๋อย่างหนัก โดยที่เหยียนหลิ่งอวี๋ไม่โต้ตอบแม้แต่คำเดียว จนมีอยู่ครั้ง
หนึ่ง ต้วนอวี้ถูกลั่วสุ่ยจับตัวไปอย่างไม่ยินยอม เข้าไปพบเหยียนหลิ่งอวี๋และบรรดาองครักษ์
ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อนว่าเหยียนหลิ่งอวี๋ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนฝั่าบาท ได้คิดหาลู่ทางต่างๆ ให้ต้วนอวี้
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทุกครั้งองครักษ์ที่ถูกส่งไปยังต้าม่อคนแล้วคนเล่าเดินทางกลับมา เหยียนหลิ่งอวี๋มักมีแสงแห่งความหวังส่อง
ประกายออกมาจากแววตา
ทว่ายังไม่มีใครสามารถที่จะต้วนชิงหมิงจนพบ
ในที่สุดหิมะที่ตกกระหนํ่าถึงสามเดือนได้หยุดลง ต้นหลิวได้เริ่มออกใบแล้วในเดือนสาม
ตู้ชิงหรวนได้ให้กำเนิดบุตรสาวที่น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส ในท่ามกลางเหมันต์ฤดูอันหนาวเหน็บที่ผ่านมา
ต้วนเจิ้งเข้าไปโอบอุ้มบุตรสาวที่ตู้ชิงหรวนตั้งชื่อว่า “อี๋หมิง” ขึ้นมาไว้ในอ้อมอกอย่างเบามือ
เนื่องจากเหยียนหลิ่งอวี๋ได้สั่งปิดข่าวของต้วนชิงหมิง จนถึงตอนนี้ต้วนเจิ้งก็ยังไม่ทราบเรื่องที่บุตรสาวของเขา
หายตัวไป เขารู้เพียงว่าอ๋าวฮั่นได้ขึ้นเป็นผู้นำของต้าม่อ และขอรั้งต้วนชิงหมิงอยู่ที่นั่นรอให้ถึงฤดูร้อน จึงค่อยให้นางเดิน
ทางกลับต้าเซี่ย!