การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 92 บ่าวใช้ชุนถาว
ใบหน้าดุดันระคนโกรธเกรี้ยวของสตรีเบื้องหน้าที่กำลังจ้องมองไปที่เถี่ยเฟิง พูดขึ้นขึงขังอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไม่
ว่ารถม้าของเจ้าจะตั้งใจหรือไม่ แต่รถม้าของเจ้าทำให้รถม้าของนายหญิงข้าเลอะเปรอะเปือนไปหมดเช่นนั้น เจ้าควรจะ
มาขอโทษ มิใช่ถกเถียงว่าใครถูกใครผิด?”
นางหยุดเว้นจังหวะครู่เดียวก็กล่าวต่อไปด้วยความโกรธอีกครา “การที่ฝั่ายชายทั้งแท่งเถียงฝั่ายหญิงอย่างไม่ยอม
แพ้ช่างน่าขายหน้าไปถึงนายหญิงของเจ้าเสียจริง!”
เดิมทีเถี่ยเฟิงไม่อยากไปสนใจอะไรกับหญิงคนนี้แต่คิดไม่ถึงว่านางกลับได้คืบจะเอาศอก เขาเป็นผู้ชายจับดาบ
ต่อสู้มาทั้งชีวิตไม่ถนัดใช้คำพูดโต้เถียง ทว่าคำพูดของสตรีผู้นี้ช่างแหลมคมเชือดเฉือนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
“รถม้าของพวกเราวิ่งเร็ว จนดินกระเด็นไปโดนรถม้าของท่าน เรื่องนี้พวกเราเป็นคนผิดจึงควรกล่าวคำขอโทษ!”
เสียงนิ่งเรียบดังมาจากข้างหลัง
ในขณะที่พูดสาวน้อยอายุประมาณสิบปีก็เดินออกมา
สาวน้อยคนนั้นเมื่อสบตากับอีกฝั่ายทำให้อีกฝั่ายถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ ดวงหน้างามละไมดุจบุปผา สองตา
เป็นประกายระยับ คิ้วทั้งสองโก่งโค้งของนางค่อยๆขมวดเข้าหากัน ใบหน้ากระจ่างใสไร้ตำหนิ ปรากฏสีแดงระเรื่อริม
ฝีปากบางละม้ายกลีบดอกกุหลาบที่บอบบางชวนถวิลหา
สาวน้อยคนนี้แม้อายุยังน้อยทว่ากลับมีเค้าของสาวงามทรงเสน่ห์ตัวน้อยอยู่หลายส่วนเปล่งประกายออกมา
นางจะต้องเป็นต้วนชิงหมิงอย่างแน่นอนเห็นนางยืนประจันหน้าเผยยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวอายุยี่สิบเจ็ดยี่สิบ
แปดอยู่ตรงข้าม “ข้าขอเป็นตัวแทนเถี่ยเฟิง ขอโทษคุณหนูท่านนี้แทนด้วย!”
คำพูดของต้วนชิงหมิงทำให้อีกฝั่ายถึงกับชะงักไป
หญิงสาวที่อยู่ตรงข้ามกับต้วนชิงหมิงนั้นภายนอกสวยงามหยาดเยิ้ม นางใส่ชุดผ้าไหมสีฟั้าอ่อน ใบหน้ากลมได้รูป
รูปโฉมก็งามสะคราญทัดเทียมเทพธิดาที่เปล่งแสงลอยลงมา
เดิมทีนางยืนเท้าสะเอวและจ้องมองไปที่เถี่ยเฟิงเหมือนกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตแต่บัดนี้เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยอมลด
ตัวออกหน้ามาขอโทษ ใบหน้าที่งดงามกลับแดงขึ้นมาจึงต้องหันหน้าไปจ้องเขม็งเถี่ยเฟิงด้วยความโกรธไปที “เชอะ! เจ้า
ดูท่าทางของคุณหนูเจ้าที่มาขอโทษสิเจ้ายังไม่รู้จักทำตามอีกหรือ?”
เถี่ยเฟิงเห็นต้วนชิงหมิงลงรถม้ามากล่าวขอโทษเองถึงกลับไปไม่ถูก ยืนหน้าแดงกํ่าพึมพำเสียงเบา “คุณหนูเป็น
ความผิดของเถี่ยเฟิงเองขอรับ!”
“เป็นครอบครัวเดียวกันไม่ต้องมากพิธี” ต้วนชิงหมิงยิ้มน้อยๆให้หนึ่งที
คำพูดนี้ทำให้เถี่ยเฟิงซึ้งใจเป็นอย่างมากจนพูดอะไรไม่ออกอีกเลย
ในจวนต้วนต่างรู้ว่าเถี่ยเฟิงอยู่ข้างกายต้วนเจิ้งมากว่าสิบปีแล้ว!
ตอนทำศึกสงครามเขาเป็นกองบุกทะลวงฟัน ทั้งยังช่วยคิดวางแผนกลศึกให้ต้วนเจิ้งเมื่อกลับจากศึกถึงจวนต้วน
ก็ยังเป็นองครักษ์ที่ซื่อสัตย์คอยติดตามรับใช้ผู้เป็นบิดาไม่ห่างกายดังนั้นจึงถือเอาจวนต้วนเป็นเหมือนบ้านของเขาเองทว่า
ความรู้สึกนี้กลับถูกเด็กสาวมองขาดจนสิ้น ทำให้เขาอดที่จะซาบซึ้งใจกับบุญคุณที่ยอมรับผิดแทนเขาไม่ได้!
หลังจากต้วนชิงหมิงเดินลงจากรถม้าก็มีรถม้ามาเพิ่มอีกสองคันมาขวางทางภูเขาเอาไว้ จนทำให้รถมาไม่สามารถ
สัญจรได้ ดูท่ามีบางคนรีบร้อนจนรอไม่ไหวแล้ว
เด็กสาวยังคงมองและยิ้มให้หญิงสาวคนนั้นดุจเดิมเอ่ยขึ้น “พี่สาวท่านนี้ ไม่ทราบว่าจะขยับรถม้าให้รถของพวก
เราผ่านไปได้หรือไม่และเพื่อให้รถม้าด้านหลังได้สัญจรด้วย?”
เสียงที่ไพเราะอ่อนหวานและท่าทางนุ่มนวลของเด็กสาวเบื้องหน้าทำให้หญิงสาวเบื้องหน้าใจอ่อนนางสังเกต
สัญลักษณ์บนรถม้าเห็นชัดว่าเป็นรถม้าของท่านแม่ทัพจวนต้วนอีกทั้งท่าทางของเถี่ยเฟิง แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ไม่ได้
ตํ่าต้อยเขาเชื่อฟังคำสั่งของนาง ดูท่าทางแล้วต้วนชิงหมิงผู้นี้จะต้องเป็นคนสำคัญในจวนต้วนเป็นแน่!
ทว่านางกลับไม่มีการวางมาดและท่าทางแม้แต่น้อยใบหน้าเปือนยิ้มของนางทำให้หญิงสาวผู้นั้นที่กำลังโกรธขึงขัง
เอามือเท้าสะเอวอยู่ได้ปล่อยมือนั้นลง พูดเสียงอ่อยว่า “เรียกข้าน้อยว่าชุนถาวแล้วกัน ข้าน้อยจะให้คนขยับรถม้าเปิด
ทางเดี๋ยวนี้!”
อีกฝั่ายยิ้มออกมาและพูดอย่างใจกว้าง “เช่นนั้น รบกวนพี่สาวชุนถาวด้วย”
ทางด้านเถี่ยเฟิงก็ขยับรถม้าออกทำให้รถม้าที่อยู่ด้านหลังสามารถเริ่มสัญจรต่อไปได้
ถึงตรงนี้คนในรถม้าที่ยังไม่ได้โผล่หน้าออกมา เปิดผ้าม่านออกเล็กน้อยยื่นมือที่ขาวใสราวกับหยกขาว กวักเรียก
ชุนถาว
นางรีบเดินไปซุบซิบตรงหน้าต่างอยู่หลายประโยคจากนั้นจึงหันหลังกลับมาพร้อมกับขอตัวลา
ต้วนชิงหมิงยิ้มให้พร้อมพูดด้วยความจริงใจ “เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดของพวกเราอันที่จริงไม่ควรขับรถม้าเร็ว
เช่นนี้ จนทำให้โคลนกระเด็นไปโดนรถม้าของท่านหลังจากนี้ถ้ายังมีสิ่งใดที่ติดใจสามารถไปหาข้าที่จวนต้วนในเมืองหลวง
ได้”
คำพูดของนางมีความต้องการผูกมิตรแต่อีกฝั่ายกลับไม่ได้ลงรถมา เมื่อฟังที่เด็กสาวพูดจบ เสียงหญิงสาวที่ใสได้
พูดออกมาจากในรถ “คุณหนูใหญ่ต้วนไม่ต้องเกรงใจ เรื่องนี้ชุนถาวก็มีส่วนผิดขอให้คุณหนูใหญ่โปรดอภัยด้วย ฉะนั้น
เรื่องนี้ก็จบแต่เพียงเท่านี้แล้วกัน!”
เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝั่ายรีบร้อนเหมือนมีธุระต้วนชิงหมิงก็ไม่ฝืนที่จะประดิษฐ์คำพูดอ้อมค้อมต่อ จึงขึ้นรถม้า
จากไป
เมื่อเห็นรถม้าของจวนต้วนไปไกลแล้ว ชุนถาวก็ขึ้นรถม้าพูดเสียงแผ่วเบา “คุณหนูเหตุใดถึงปล่อยอีกฝั่ายไปโดย
ง่ายเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีก คิดไม่ถึงว่ายังจะไปถือสากับสาวน้อยสิบปีคนหนึ่ง……ข้าว่าเจ้าต่างหากที่จะหาเรื่องพวก
เขา!” เสียงของหญิงสาวอีกคนตอบกลับอย่างนิ่งเรียบ
ชุนถาวเบะปากและพูดอย่างไม่สนใจ “เชอะ! ก็ข้าไม่อยากจะปล่อยให้รถม้าจวนต้วนไป… นึกถึงเมื่อก่อนถ้าไม่ใช่
คุณหนูใหญ่ติงโหรวเข้ามาแทรกจนได้แต่งงานเข้าจวนต้วนไปก่อนคนนั้นที่จะต้องได้แต่งต้องเป็นคุณหนู หาใช่ติงโหรวผู้
นั้น…” นี่คงเป็นเหตุผลที่คุณหนูของนางตัดสินใจเลิกยุ่งกับความรักทั้งหมดและตั้งใจอยู่ตัวคนเดียวไปจนตาย!
สิ้นคำที่ชุนถาวพูดกลับถูกเสียงที่เข้มงวดตำหนิให้หยุด “ชุนถาวข้าเคยพูดแล้วไม่ใช่หรือ เรื่องที่ผ่านไปแล้วไม่ต้อง
รื้อฟืนขึ้นมาอีกเจ้าลืมที่ข้าเคยพูดจนหมดสิ้นแล้วใช่หรือไม่?”
คำพูดที่เข้มงวดทำให้ชุนถาวหยุดชะงักลงได้แต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าเอื้อนเอ่ยวาจาต่อ!
เสียงนั้นค่อยๆผ่อนลมหายใจยาวออกมา ผ่านไปสักพักจึงพูดด้วยเสียงขบขันขึ้น “ชุนถาว ข้าจะบอกให้ฟังอีกครั้ง
หนึ่ง เรื่องนี้จะโทษติงโหรวไม่ได้เพราะข้าไม่เคยแสดงความรู้สึกแบบนั้นให้ต้วนเจิ้งรู้ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ความรู้สึกของข้า……
แต่คุณหนูใหญ่โหรวนั้นข้าก็เคยได้พบเจออยู่บ้าง ข้าจึงคิดว่านางเหมาะสมจะเป็นฮูหยินจวนต้วนมากกว่าข้า!ยิ่งไปกว่านั้น
คือ นั่นเป็นการแต่งงานที่ฮ่องเต้พระราชทานใครเล่าจะกล้าขัดขืนได้?”
ชุนถาวแอบยู่ปากของนางไปอีกทางเพราะคิดไว้แล้วว่านายหญิงจะต้องพูดเช่นนี้… ในตอนนั้นติงโหรวและนาย
หญิงรู้จักกันแล้วเหตุใดจะไม่รู้ความปรารถนาของนายหญิงเล่า? ทว่าในตอนสุดท้ายติงโหรวกลับเลือกที่จะแต่งงานเข้า
จวนต้วนโดยทิ้งให้คุณหนูโดดเดี่ยวเดียวดายไปทั้งชีวิต
คุณหนูตู้ไม่ได้สนใจชุนถาวอีกแสงสลัวภายในรถม้าค่อยๆ สว่างขึ้น เมื่อนางเปิดม่านออกพลางมองออกไปชม
บรรยากาศด้านนอกอย่างนิ่งสงบ! แสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามาในรถม้าสะท้อนใบหน้าคุณหนูตู้อย่างชัดเจน
นางมีอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีทว่าเมื่อดูตัวนางกับอายุอาจจะขัดแย้งกัน… ใบหน้าของนางสวยงามหยาด
เยิ้มละม้ายลูกท้อสามฤดู แม้จะสวมชุดที่เรียบง่ายทว่าแววตาทั้งสองยังคงเปล่งประกายวาววับ คิ้วโค้งโก่ง จมูกโด่งเป็น
สัน พวงแก้มอวบอิ่ม ดูรวมกันแล้ว งดงามเกินใคร
นางผินหน้าไปช้าๆมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างผ่านไปผ่านมา ภายใต้นภาสีครามหยอกเย้าก้อนเมฆสีขาวและใบไม้สี
เขียวขจีกลับยิ่งช่วยขับให้ผิวของนางดูสดใสและขาวบริสุทธิ์ แววตาคู่นั้นใสเหมือนนํ้าทะเลกลอกไปมาดูคล้ายคุณหนูผู้สูง
ศักดิ์
ดวงตาของนางที่ทอดมองไปนอกหน้าต่างค่อยๆปิดลง
แต่ละภาพแต่ละเหตุการณ์ผุดขึ้นในสมองของหญิงสาว เห็นภาพเมื่อก่อนที่ต้วนเจิ้งหลงรักติงโหรวตั้งแต่แรกพบ
เรื่องนี้จึงทำให้นางยอมถอยออกมา ให้ทั้งสองได้ครองคู่กัน…ดูท่าทางคุณหนูต้วนอายุสิบปีแล้ว นางจึงไม่กล้าจะสืบถาม
ว่าทั้งคู่ใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง?
ได้แต่ถอนหายใจพลางเอ่ยปากพูดอีกครั้ง “ชุนถาว จำให้ขึ้นใจว่าต่อไปอย่าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก!”
อีกฝั่ายตอบรับอย่างไม่เต็มใจ!
แต่ว่านางมีแผนในใจไม่ว่าอย่างไรจะต้องทวงความยุติธรรมจากต้วนเจิ้งให้กับนายหญิงให้จงได้…ฉะนั้นจะต้อง
แอบนายหญิงไปจวนต้วนสักครั้ง เพื่อดูว่าติงโหรวมีความสุขเพียงใด!