การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง - ตอนที่ 96 ดีดลูกคิดทั้งสองมือ
ได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูดผู้ดูแลเกือบทุกคนก็หัวเราะอยู่ในใจคุณหนูใหญ่ผู้นี้ภายนอกดูเสแสร้งแกล้งทำก็เรื่องหนึ่ง
ทว่ายังไม่ถึงหนึ่งวันก็เผยธาตุแท้ให้เห็นเสียแล้ว……ช่างน่าขำ
คนที่ทำการค้าต่างรู้กันว่าการตรวจสอบบัญชีจะต้องใช้ความรู้ความสามารถมาก เล่มหนึ่งเป็นรายจ่าย อีกเล่ม
หนึ่งเป็นรายรับถ้าไม่อยากจะให้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยจะต้องใช้แรงและเวลาอย่างมากจึงจะเทียบสมุดบัญชีที่กองเต็ม
โต๊ะให้เสร็จได้สมุดบัญชีแต่ละรายการแต่ละหน้าต่างเป็น การทำงานอย่างหนักของผู้ดูแล! แต่มาถึงตรงนี้กลับถูกคุณหนู
ใหญ่ที่แสร้งทำทีเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่ยังไร้เดียงสาพูดจาโอ้อวดก็เท่านั้น
ผู้ดูแลแต่ละคนต่างสบตากันในแววตาของพวกเขานั้นแสดงความถอดใจและการดูถูกดูแคลน…ก็แค่เด็กสาวที่ไม่มี
ท่านแม่คอยอบรมสั่งสอน จะมีความรู้สักแค่ไหนเชียวอย่างดีก็แค่อยู่จวนหลังทำท่าทำทางสวยไปวันๆถ้าจะพูดถึงการ
ทำการค้าและตรวจสอบบัญชี ยังถือว่าห่างไกลตัวเป็นอย่างมาก
ทุกคนต่างพยักหน้าให้กันและไม่มีท่าทีสนใจและคาดหวังกับสิ่งที่ต้วนชิงหมิงจะทำแม้แต่น้อย…พวกเขาเป็นผู้ดูแล
ร้านและรับผิดชอบหน้าที่ในจ้วงจื่อให้ดีแต่ไม่มีเวลามากพอจะไม่อยู่เป็นเพื่อนคุณหนูใหญ่ที่ไร้เดียงสาที่เอาภาระหน้าที่ที่
ต้องทำมาล้อเล่น
ทางด้านต้วนชิงหมิงไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียวนางกวักมือเรียกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ให้เข้ามาใกล้
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ตอบรับจากนั้นหยิบของสองชิ้นที่อยู่โต๊ะด้านหลัง นำมาวางบนโต๊ะอย่างเบามือ
ทุกคนต่างรู้จักของสองชิ้นนี้ดีคือลูกคิด ที่เพิ่งซื้อมาใหม่สองอัน
ต่อให้คุณหนูใหญ่จะหยิบลูกคิดออกมาแต่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับบัญชีก็คงจะทำได้เพียงท่าทางดีดลูกคิดไปหรือคุณ
หนูใหญ่จะหยิบลูกคิดขึ้นมาเพื่อจะพูดหลักการอะไรบางอย่าง?
เมื่อเห็นต้วนชิงหมิงยังคงทำท่าทำทางผู้จัดการเหล่านี้ก็ยิ่งดูถูกเหยียดหยามนางขึ้นไปอีก
เฮอะ!คุณหนูใหญ่ที่ทะนงตัวผู้นี้ รออีกครู่พวกเขาจะดูว่านางจะรักษาอาการหน้าแตกอย่างไร!
เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์เดินขึ้นมาข้างหน้านำลูกคิดไปวางที่มือข้างซ้ายและขวาอย่างดี อีกทั้งยังช่วยเทนํ้าชาให้คุณหนูจาก
นั้นจึงถอยตัวออกมา
ต้วนชิงหมิงดื่มนํ้าชาจนหมดเงยหน้าขึ้นพูดกับผู้ดูแล “ตอนนี้ข้าจะเริ่มเทียบบัญชีแล้ว!”
ผู้ดูแลไม่มีใครขยับตัวแม้แต่น้อย
เทียบบัญชีจะเทียบยังไงกัน? ปกติคนหนึ่งจะอ่านตัวเลขส่วนอีกคนจะดีดลูกคิดไป จนสุดท้ายตัวเลขบนลูกคิดกับ
สมุดบัญชีที่คิดเรียบร้อยถ้าตรงกันไม่ผิดเพี้ยนถึงจะเรียกว่า การตรวจสอบบัญชี
แต่ว่าตอนนี้คุณหนูใหญ่แสร้งทำท่าจะใช้ลูกคิดตรวจสอบบัญชีดูแล้วน่าขันสิ้นดี!
ผู้ดูแลต่างยืนนิ่งไม่ขยับตัวเด็กสาวจึงเลิกคิ้วขึ้นพลางหัวเราะออกมา “อ้อข้าลืมบอกไปว่าให้ผู้ดูแลหลี่และผู้ดูจาง
ผลัดกันอ่านเลขในบัญชีให้จบทีละเล่มไม่ต้องหยุดพักโดยที่ข้าจะดีดลูกคิดไปด้วย
เมื่อได้ฟังที่เด็กสาวพูดผู้ดูแลทุกคนต่างตกใจกันไปเป็นแถวๆ
ใช้ลูกคิดทั้งสองมือ? คุณหนูใหญ่ผู้นี้ทำเหมือนจะใช้มือทั้งสองข้างตรวจสอบบัญชีพร้อมกัน?
ตอนนี้ผู้ดูแลหลายคนต่างหัวเราะเยาะเย้ยออกมา!หนึ่งในผู้ดูแลเตือนนางด้วยความหวังดี “คุณหนูใหญ่การใช้
ลูกคิดเป็นศาสตร์ชั้นสูงอย่างหนึ่ง…และการใช้สองมือดีดลูกคิดก็ยากขึ้นไปอีก!”
ได้ยินที่ผู้ดูแลคนนั้นพูดผู้ดูแลคนอื่นต่างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันดังระงม
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว การใช้ลูกคิดทั้งสองมือไม่ใช่เรื่องง่าย… อีกทั้งสองมือกับหนึ่งสมองจะทำได้อย่างไร?”
ถ้าต้องการจะใช้ให้คล่องมือทั้งสองข้างเป็นเรื่องที่ยากแสนยากยิ่งไปกว่านั้นใช้สองมือดีดกับอีกหนึ่งสมอง? นางจะ
ทำได้จริงหรือ?หรือว่าอาจจะแค่ล้อเล่น? ในตอนท้ายคงจะดีดมั่วไปหมด ให้คนหัวเราะเยาะกระมัง?
ถึงตรงนี้ผู้ดูแลทุกคนต่างตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เล่นเป็นเพื่อนคุณหนูใหญ่ที่ไร้เดียงสาคนนี้ และจะไม่ทำตามที่นาง
บอก!
ทุกคนต่างพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า “ใช่แล้ว การใช้ลูกคิดไม่ใช่ของเล่นสนุกของผู้หญิงหรอกนะ!”
สรุปแล้วทุกคนต่างตัดสินใจจะไม่เล่นกับคุณหนูใหญ่ทุกคนจะไม่ให้ความร่วมมือแล้ว!
ได้ยินที่ทุกคนพูดนางก็เข้าใจขึ้นมาได้ทันที จึงหัวเราะเย็นชากลับไป “หรือว่าสมุดบัญชีเหล่านี้จะเขียนปลอม
ขึ้น?”
ผู้ดูแลได้ยินเหมือนถูกจี้ตรงจุดต่างก็สะดุ้งโหยงกันขึ้นมา “ใครพูดแบบนั้น?”
“แล้วเหตุใด การที่ข้าอยากจะตรวจเทียบสมุดบัญชี พวกเจ้าถึงไม่ให้ความร่วมมือ?” พูดด้วยเสียงเย็นชาพลางยื่น
มือไปจับลูกคิด
ตอนนี้ผู้ดูแลหน้าตาซีดจนไม่รับบุญแล้วพวกเขาจะพูดว่าไม่อยากอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับนางแล้วจึงไม่อยากจะอยู่ดู
การตรวจสอบบัญชี
เด็กสาวใช้นิ้วชี้กดไปที่ลูกคิดพูดเรียบนิ่งเย็นชา “ตอนนี้เริ่มตรวจสอบบัญชีถ้าใครกล้าถ่วงเวลาของคนอื่น ข้าจะ
ไม่ปล่อยเอาไว้!”
เหล่าผู้ดูแลต่างได้ยินก็ถึงกับทำหน้าเซ็งออกมาเดิมทีพวกเขาไม่อยากจะขยับตัว แต่เมื่อเห็นสายตาที่มีพลังและ
ความน่าเกรงขามผู้ดูแลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะทั้งสอง จึงเริ่มเปิดสมุดบัญชี… อ่านตัวเลขขึ้น
“วันที่ยี่สิบเจ็ด เดือนสาม เงินเข้า สามร้อยเจ็ดสิบตำลึง…”
“วันที่ยี่สิบเจ็ด เดือนสาม จ่ายเงิน สี่ร้อยห้าสิบตำลึง…”
ไม่ว่าผู้ดูแลทั้งสองจะอ่านเลขเท่าไหร่ต้วนชิงหมิงก็สามารถใช้ปลายนิ้วดีดลูกคิดด้วยความคล่องแคล่ว ยิ่งคนอ่าน
ขานเร็วขึ้น ก็จะเห็นชายแขนเสื้อปลิวไปมาเหนือแผงลูกคิดสีดำเร็วขึ้นเท่านั้นนอกจากนี้ก็ไม่เห็นนางทำอย่างอื่นที่ผิด
สังเกต!
ท่าทางของต้วนชิงหมิงทำให้ผู้ดูแลต่างอึ้งทึ่งไปตามๆ กัน
เดิมทีผู้ดูแลก็ไม่ได้หวังอะไรกับนางจึงอ่านอย่างเชื่องช้า ทว่าดูท่าทางของนาง ทุกคนจึงได้รู้ว่าพวกเขาประเมิน
นางตํ่ากว่าความสามารถไปแล้ว!
ผู้ดูแลทั้งสองคนมองหน้ากัน ตั้งใจเริ่มเร่งความเร็วในการอ่านขึ้น แต่ไม่ว่าจะอ่านเร็วเท่าไรก็ไม่อาจจะเร็วกว่ามือที่
ดีดลูกคิดของนาง
ภายในห้องสงบเงียบเป็นอย่างมากจ้องมองต้วนชิงหมิงใช้สองมือดีดลูกคิดด้วยความรวดเร็วจนทำให้ทุกคนต่างอ้า
ปากค้างกันไปด้วยความประหลาดใจ!
สมุดบัญชีรายรับรายจ่ายเทียบเสร็จภายในเวลาไม่นานและไม่มีข้อผิดพลาดใดเลย!
จากนั้นก็เริ่มชุดที่สองชุดที่สาม…
ผู้ดูแลที่เคยเยาะเย้ยดูถูกนางไว้ตั้งแต่ต้นต่างตกตะลึงกับภาพนิ้วที่ดีดลูกคิดอย่างคล่องมือ และไม่มีตัวเลขผิด
พลาดแม้แต่น้อย ในใจพวกเขาเหมือนถูกไม้ตีแสกกลางหน้า!
เพียงแค่เวลาในช่วงเช้าสมุดบัญชีก็ถูกตรวจสอบไปแล้วกว่าหนึ่งในสามแม่นมหนิงได้ถามต้วนชิงหมิงว่าจะรับ
อาหารเที่ยงเมื่อไร…ต้วนชิงหมิงก็ยืดมือบิดขี้เกียจ และบ่นออกมาว่า “เฮ้อ!ไม่ได้ดีดลูกคิดมาตั้งนาน เลยยังไม่ค่อยคล่อง
มือเท่าที่ควร เดี๋ยวตอนบ่ายน่าจะคิดได้เร็วกว่านี้!”
ในชาติที่แล้วต้วนชิงหมิงเคยถูกคนดูแคลนที่ใช้ลูกคิดไม่เป็น จากนั้นนางจึงเริ่มซ้อมอย่างหนัก จนเริ่มคุ้นไม้คุ้นมือ
กับการใช้ลูกคิดจนในที่สุดก็สามารถใช้มือหนึ่งคิดรายรับ อีกมือหนึ่งคิดรายจ่าย ได้อย่างไม่ผิดพลาดแม้แต่น้อย!
ผู้ดูแลต่างพาเงียบกันเป็นเปั่าสากพลางมองไปยังนายหญิงที่อายุยังน้อยเผยให้เห็นถึงสายตาที่ไม่เคารพแต่หวาด
กลัวต่อนางออกมา!
ถ้าจะใช้มือเดียวหรือสองมือในการดีดลูกคิดพวกเขาคงจะต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกซ้อมจนกว่าจะเป็น
เวลากลางคืนแม่นมหนิงกลับมาแล้ว รายงานต้วนชิงหมิงว่า มีบ่าวรับใช้ที่ชื่อ ติงเอ๋อร์ ตลอดทั้งวันนางเข้าหาไป
ตีสนิทกับคนที่อยู่จ้วงจื่อ เพื่อสอบถามว่าหลิวเตี่ยนจ้วง ไปทางไหนใกล้ที่สุด!
“หาคนคอยจับตานาง จำไว้ว่าอย่าให้นางรู้ตัว!” สาวน้อยพึมพำเบาๆ
ทางด้านติงเอ๋อร์เมื่อถามเส้นทางได้ชัดเจนแล้ว เรื่องที่เหลือก็แค่หาข้ออ้างลาสักครึ่งวันไปหลิวเตี่ยนจ้วงเพื่อไป
เอายาให้หลิวหรง
ถึงตอนนั้นต้วนชิงหมิงจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และแอบตามติงเอ๋อร์ไปเพื่อจะได้ฟังว่าหมอเทวดาคนนั้นพูดอะไรบ้าง
จากนั้นค่อยหาโอกาสเอาถุงยาสลับกัน ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ได้ฟังที่ต้วนชิงหมิงพูดแม่นมหนิงได้พยักหน้าตอบรับและโค้งทำความเคารพไปครั้งหนึ่งจากนั้นก็ขอตัวไปจัดการ
ตามแผน