กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 10 จูบขืนใจ
“ช้าก่อน!” บุรุษชุดฟ้ายื่นมือมาขวาง เอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ร่างกายสตรี
บอบบางอ่อนแอ เดินเหินเชื่องช้า อย่างไรให้เขาไปตามหาให้เจ้าแทนดีกว่า” เขาหัน
ไปยิ้มให้บุรุษชุดดำ พลางพยักพเยิด
บุรุษชุดดำมีสีหน้าหงุดหงิด ทว่ากลับไม่เอ่ยค้านแต่อย่างใด เพียงวางแส้เฆี่ยน
ม้าในมือลง ลงจากรถและสาวเท้ายาวๆ เดินย้อนกลับไปทางเดิม เดินไปพลาง ก้ม
หน้ามองหาสิ่งของไปพลาง
“พี่ชายช่างน้ำใจงาม” หลีซูถอดเครื่องประดับบนกายที่น้อยจนน่าเวทนาออก
สองสามชิ้น ยื่นให้บุรุษชุดฟ้า พลางเอ่ยอย่างซาบซึ้ง “ซูหลีไร้สิ่งตอบแทน ยามนี้มี
เพียงเท่านี้ หวังว่าพี่ชายจะไม่รังเกียจ ถือเสียว่าเป็นค่าสุราเล็กๆ น้อยๆ” ภายใต้
แสงอาทิตย์เจิดจ้า เครื่องประดับส่องประกายวิบวับอยู่กลางฝ่ามือของนาง
แววตาละโมบที่พาดผ่านใบหน้าบุรุษชุดฟ้า มิอาจรอดพ้นสายตาแหลมคมของ
หลีซูไปได้ เครื่องประดับที่บุตรีของจวนอัครเสนาบดีสวมใส่ แม้จะแย่อีกแค่ไหนก็ดี
กว่าของที่ชาวบ้านทั่วไปใช้กัน ดูท่าหมากตัวนี้ นางไม่ได้เดินพลาด
“พูดได้ดีๆ” บุรุษชุดฟ้ายืนอยู่ข้างรถม้า หัวเราะร่าก่อนยื่นมือไปรับ หลีซูมือ
อ่อน แสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจ เครื่องประดับในมือนางจึงร่วงกระจายลงพื้นทันที
บุรุษชุดฟ้าร้อง “ไอ้หยา” พลันรีบก้มกายลงไปเก็บ
นี่แหละจังหวะที่รอคอย! หลีซูรีบเอื้อมมือไปตบสะโพกม้าเต็มแรง ม้าพลัน
สะดุ้ง เปล่งเสียงร้อง วิ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับคลุ้มคลั่ง บุรุษชุดฟ้าตกใจ รีบ
กลิ้งตัวหลบไปด้านหนึ่ง เกือบถูกล้อรถที่หมุนเคลื่อนด้วยความเร็วทับตาย กว่าจะ
ลุกขึ้นยืน ก็มองเห็นเพียงฝุ่นตลบบนถนนกลางป่า
“มารดาเอ็ง! นางแพศยาแผนสูงนั่น!” บุรุษชุดฟ้าก่นด่าอย่างเจ็บแสบ บุรุษ
ชุดดำรีบวิ่งตามมาสมทบจากข้างหลัง ร้องโวยวายด้วยความลนลาน “เจ้าบอกว่า
ขายได้ราคาดี! กลับปล่อยให้หนีไปได้! ยังไม่รีบตามไปอีก!” ทั้งสองรีบออกตัววิ่ง
ตามรถม้าไป
หลีซูเฆี่ยนม้าสุดแรงเกิด หัวใจเต้นแรงอย่างบ้าระห่ำ หันมองข้างหลังเป็นระยะ
สองคนนั้นวิ่งตามมาอย่างไม่ยอมลดละ รถม้าหนักเกินไป มีเพียงม้ากำยำตัวหนึ่ง
เป็นตัวขับเคลื่อน จึงวิ่งได้ไม่คล่องตัวนัก ไม่ได้การ นางจำเป็นต้องเร่งความเร็ว
หากถูกพวกเขาไล่ตามทัน นางตายแน่!
ม้าวิ่งทะยานด้วยความเร็วเต็มพิกัด แทบจะเหวี่ยงร่างของนางออกไป หลีซู
กัดฟัน โน้มตัวไปด้านหน้า กอดคอม้าแน่น สองขารัดท้องม้าไม่ยอมคลาย ทั่วร่าง
อาบไปด้วยเหงื่อ ในที่สุดนางก็กุมบังเหียนม้าไว้ได้ เอี้ยวกายแกะเชือกสายป่านที่
เชื่อมรถม้าไว้ แรงถ่วงอันหนักหน่วง พลันคลายลงทันใด ราวกับได้สลัดภาะหนัก
อึ้งออกไปพันชั่ง ม้าพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างว่องไวปราดเปรียว หนึ่งคนหนึ่งม้า
ค่อยๆ ลับหายไปจากครรลองสายตาของสองบุรุษช้าๆ
ถนนที่มีต้นไม้ปกคลุมสองข้างทางในเมืองฝั่งตะวันตกทอดยาวไปจนถึงเฟิ่ง
หยาง ระหว่างทางผ่านภูเขาพระสุเมรุ นางพลันฉุกคิดได้ เส้นทางบนภูเขา
พระสุเมรุคับแคบ ไม่เหมาะแก่การเดินทางด้วยม้า คนส่วนมากมักเลือกเดินทาง
ด้วยถนนสายหลัก หากตนเองเลี่ยงไปใช้เส้นทางภูเขา บางทีอาจหนีพวกเขาพ้น
ไม่มีเวลาให้ใคร่ครวญมากนัก หลีซูรีบตะบึงม้าเปลี่ยนทิศ มุ่งหน้าเข้าไปในภูเขา
พระสุเมรุทันที
บนถนนภูเขาอันคับแคบ เสียงห้อม้าดังก้องไปทั่วภูเขาโล่งกว้าง ราวกับใต้ผืน
ฟ้า มีเพียงเสียงแห่งท่วงทำนองนี้เท่านั้น ทันใดนั้น ถนนภูเขาเบื้องหน้าพลันมี
เสียงฝีเท้าม้าหลายตัวดังมา กลบเสียงท่วงทำนองเดิมจนมิด หลีซูสะท้านวาบไป
ทั้งใจ สองคนนั้นอ้อมไปดักหน้านางได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?
รถม้าที่ขับเคลื่อนโดยม้าแปดตัวค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาไม่ช้าหรือเร็วเกินไป
ตัวรถสีดำสลักลายดอกไม้สีทองโบราณ ดูขึงขังทว่าไม่สูญเสียความงดงาม ตัวรถ
กว้างใหญ่ กินเนื้อที่ถนนไปเกือบหมด ด้านหน้าและด้านหลังมีทหารร่วมสิบนาย
คอยบังคับรถม้า เป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่มาก! ไม่นึกเลยว่าจะมีคนที่ไม่เลือกเดินเส้น
ทางปกติเหมือนนาง
เมื่อเห็นด้านหน้ามีคนขวางทาง ทหารที่อยู่หน้ารถม้าตะโกนเสียงดัง “ผู้ใด
กำลังขวางทาง ยังไม่รีบหลบไปอีก!”
หลีซูยิ้มเยาะในใจ โลกทุกวันนี้ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ยึดครองถนนอย่างถือดี แล้ว
ยังต้องปล่อยให้ผู้กระทำผิดต่อว่าอีก เพียงแต่คนผู้นี้ดูท่าตำแหน่งไม่ต่ำต้อย นาง
รีบร้อนหนีตาย ไม่มีเจตนาทะเลาะเบาะแว้งกับอีกฝ่าย หากเป็นเมื่อก่อน นางไม่
ปล่อยผ่านโดยง่ายแน่ เมื่อก้มหน้ามองถนน คิ้วงามอดขมวดเป็นปมไม่ได้ นาง
กลับอยากหลบ ทว่าถนนคับแคบเช่นนี้ จะให้หลบไปที่ใด?
ทหารเห็นนางไม่มีปฏิกิริยา จึงตะโกนเสียงดังอีกครา “เจ้าหูหนวกหรือ
อย่างไร? ข้าบอกให้ถอยไป! หากคิดขวางขบวนของท่านอ๋อง ก็จงระวังหัวของเจ้า
ไว้ให้ดี!”
หลีซูพลันสะท้าน ท่านอ๋อง! ท่านอ๋องในราชวงศ์นี้ นอกจากบิดาของนาง หลี
เฟิ่งเซียน ก็มีท่านอ๋องอีกสองคนเท่านั้น ทหารเหล่านี้ไม่คุ้นตานาง ผู้มาต้องไม่ใช่
เสด็จพ่อแน่นอน! แล้วใครเล่า? ภาพใบหน้าหล่อเหลาโกรธขึ้งของตงฟางจั๋วผุดขึ้น
มาในสมอง หัวใจนางพลันเจ็บปวด ไม่ นางจะปวดใจเพื่อคนเช่นนั้นได้อย่างไร? เขา
เข้าใจนางผิด ไม่เชื่อใจนาง ทอดทิ้งนาง นางจะทำให้เขาเสียใจอย่างสุดซึ้งแน่นอน!
หลีซูพลิกกายลงจากม้า เดินไปข้างหน้าหลายก้าว ทหารหลายนายชักดาบออก
จากฝักดัง ‘ชิ้ง’ ตั้งท่าพร้อมโจมตีพลางตะโกน “หญิงใจกล้านางนั้น หากยังกล้า
เดินเข้ามา หัวเจ้าหลุดจากบ่าแน่!”
“หม่อมฉันซูหลี บุตรีของท่านอัครเสนาบดีซูเซียงหรู วันนี้ออกนอกจวนโชคไม่
ดีถูกโจรไล่สังหาร ขอท่านอ๋องโปรดช่วยชีวิตหม่อมฉันสักครา!” หลีซูยืนอยู่ที่เดิม
ไม่กล้าขยับเขยื้อน ไอสังหารแผ่รอบดาบคม แม้อยู่ห่างออกไป ทว่ากลับรับรู้ได้
ชัดเจน
ไร้เสียงตอบรับจากด้านในรถม้า ราวกับว่าไม่มีผู้ใดอยู่ข้างใน ทว่าความกดดัน
มหาศาลในตัวรถ กลับแผ่กำจายออกมาอย่างไม่ปิดบัง กระทั่งหลีซูที่อยู่ห่างๆ ยัง
รับรู้ได้
ในภูเขาอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะท้อนคำว่า ‘สักครา สักครา…’ ของนาง
ดังก้องซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น หลีซูลอบหนักใจ อ๋องผู้นี้ไม่มีปฏิกิริยา หรือกำลังนอน
หลับ? แต่ข้างนอกเสียงดังถึงเพียงนี้ เขาน่าจะตื่นแล้ว จะไม่ได้ยินเสียงได้อย่างไร
กัน?
หลีซูเห็นว่าคนในรถไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง เริ่มมีโทสะขึ้นมาเล็กๆ เห็นชัดว่า
อ๋องน่าตายผู้นี้กำลังแสร้งทำไม่สนใจ ลักษณะนิสัยเช่นนี้ไม่เหมือนตงฟางจั๋ว หรือ
ว่าจะเป็นตงฟางเจ๋อ? นางกล้ำกลืนฝืนทน เอ่ยปากอีกหน “ในเมื่อท่านอ๋องไม่ยินดี
ช่วยเหลือ หม่อมฉันก็ไม่ขอฝืนใจ เบื้องหลังมีโจรไล่ล่า ขอท่านอ๋องโปรดช่วยเปิด
ทางรอดให้หม่อมฉันจะเป็นพระคุณอย่างสูง” ความนัยแฝงในประโยค คือให้อ๋อง
ผู้นั้นคิดหาวิธีหลีกทางให้นางผ่านไป
“บังอาจ! กล้าดีอย่างไรบอกให้ท่านอ๋องหลีกทางให้เจ้า?” ทหารตวาดเสียงดัง
อีกครั้ง
เบื้องหลังมีเสียงฝีเท้าดังมารางๆ หลีซูไม่อาจชักช้าอีก รีบกระโดดคร่อมม้า
ตัดสินใจยั่วโทสะเขา ตะโกนเสียงดังไปทางรถม้า “เป็นถึงท่านอ๋อง เห็นโจรรังแก
สตรีอ่อนแอ ไม่ยื่นมือเข้าช่วยก็แล้วไป กลับยังโยนหินใส่คนที่ตกลงไปในบ่อ! ช่าง
เสียแรงที่เป็นบุรุษอกสามศอก! ข้าซูหลีวันนี้หนีตายสุดชีวิต หากรอดไปได้ จะไม่มี
วันลืมบุญคุณครานี้ของท่านอ๋องชั่วชีวิต!” น้ำเสียงของนางทั้งรีบเร่งและรัวเร็ว
ทว่ากลับชัดถ้อยชัดคำ แสดงให้เห็นแววเหยียดหยามดูถูก
‘เหอะ’ เสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังลอดมาจากใต้ม่านหน้าประตูรถม้า เสียงทุ้ม
เข้มของบุรุษเพศ แม้เย็นชาจับใจทว่ากลับไพเราะชวนฟัง “เจ้าช่างใจกล้าจริงๆ ถึง
ขั้นข่มขู่ข้า” ยังไม่ทันสิ้นประโยค ม่านรถถูกแหวกขึ้น บุรุษผู้หนึ่งก้าวออกมา
เขาสวมชุดฉางผาวสีหมึก ใบหน้าล้ำค่าดั่งมงกุฎหยก คิ้วกระบี่ชี้ยาวจรดจอน
ผม นัยน์ตาเฉียบแหลมดั่งดาบคม ผมสีดำกลุ่มหนึ่งถูกรวบไว้ใต้รัดเกล้าสีทอง
อร่าม พลิ้วไหวไปตามสายลมเบาๆ แม้ริมฝีปากของเขาเคลือบรอยยิ้มบางไว้ ทว่า
ดวงตากลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม รัศมีของราชาที่ไม่อาจมองข้ามแผ่กระจายรอบกายเขา
ไม่ใช่ตงฟางจั๋วตามคาด! ส่วนลึกในใจหลีซูผิดหวังอย่างที่นางเองก็ไม่แน่ใจ
นางอยากพบเขา หรือไม่อยากพบกันแน่?
สายตาคมปลาบของบุรุษชุดสีหมึกกลอกหมุนเบาๆ และหยุดอยู่ที่ร่างหลีซู สิ่ง
ที่คมยิ่งกว่าสายตาคู่นั้น คือคำพูดที่เขาเอ่ยออกมา “เจ้ารู้หรือไม่หากยั่วโทสะข้า จะ
มีจุดจบเช่นใด?” เสียงนั้นทั้งเบาและแช่มช้า ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเย็นยะเยือก
จับจิต