กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 9 พบเจิ้นหนิงอ๋องครั้งแรก
“ฮูหยิน คุณหนูใหญ่ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย อย่าตีข้าอีกเลย ข้าน้อยสำนึกแล้ว!
เป็น… คุณหนูสองหลอกล่อข้า บอกให้ข้าพานางออกจากจวน!” ชายผู้นั้นร้องโอด
ครวญสุดเสียง ผงกหัวอ้อนวอนไม่หยุด หากโบยอีกหลายที่ เขาคงไม่รอดแล้ว
จริงๆ คุณหนูรอง หลิวจงคงต้องขออภัยท่านแล้ว!
“ยอมรับแต่แรกก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ? รนหาที่โดยแท้!” หญิงชุดแดงดวง
หน้าฉายแววยินดี ปิดบังความย่ามใจไว้ไม่มิด
หลีซูหลุบแพขนตาต่ำลง ในใจอดรู้สึกรันทดกับตัวเอง และซูหลีเจ้าของร่างนี้
ไม่ได้ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ราวกับละครวุ่นวายฉากหนึ่ง ชายที่อยู่ต่อหน้าความตาย
ไม่อาจทนรับการถูกโบย จึงยอมรับความผิดที่ไม่มีอยู่จริงในที่สุด ไม่ว่าซูหลีจะ
วางแผนหนีไปกับเขาจริงหรือไม่ นางก็เป็นคนที่ถูกหักหลัง บุรุษ เชื่อใจไม่ได้จริงๆ
ผู้ใดมอบความเชื่อใจให้ก่อน ผู้นั้นก็เป็นฝ่ายแพ้
ยามนี้ ซูหลีตัวจริงได้ตายไปแล้ว คนที่ยังอยู่ ก็คือหลีซู ผู้ที่จะไม่ยอมให้พวก
เขารังแกอย่างนี้ได้อีกต่อไป! เพียงแต่ตอนนี้นางหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่อาจ
กระทำเรื่องบ้าบิ่นได้เด็ดขาด เรื่องเร่งด่วนที่ควรคิดในยามนี้คือหาวิธีหนีไปจากที่นี่
ให้เร็วที่สุด
ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ได้ยินเพียงฮูหยินอาภรณ์หรูหราขานเรียก “กุ้ย
เหนียง!”
นอกประตูปรากฏหญิงวัยกลางคนรูปร่างแข็งแรง ขานรับเสียงอ่อนน้อม
“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ”
“เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปจัดการวันก่อน เรียบร้อยดีหรือไม่?”
“เรียนนายหญิง บ่าวจัดการเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินอาภรณ์หรูหราพยักหน้าเบาๆ แล้วหันมาเชิดคางเอ่ยข่มขู่หลีซู “แม้เจ้า
จะเป็นบุตรอนุภรรยา แต่ก็มีศักดิ์เป็นถึงบุตรีของท่านอัครเสนาบดี กลับไร้
ยางอาย กระทำการต่ำช้าเช่นนี้ เห็นทีว่าเจ้าจะอยู่ในจวนนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว สามวันให้
หลังจงไปที่อารามฉือซินเสีย ข้าจะหาแม่สื่อ หารือเรื่องแต่งงานให้เจ้า ออกเรือนไป
เสีย จะได้ไม่ทำตัวเสื่อมเสียไปถึงท่านอัครเสนาบดี!”
อัครเสนาบดี! หลีซูสะดุดใจ พลันกระจ่างขึ้นมาทันใด ที่นี่กลับเป็นจวนของ
อัครเสนาบดีซูเซียงหรูในราชวงศ์ปัจจุบัน! มิน่าเล่าชื่อซูหลีจึงคุ้นหูนัก ข่าวลือว่าซู
เซียงหรูมีบุตรชายหนึ่งคนบุตรสาวสองคน คนโตนามว่าซูฉุน รับราชการ บุตรีคน
โตซูชิ่น ถือกำเนิดโดยภรรยาหลวง นิสัยดื้อรันเอาแต่ใจตนเองแต่เล็ก ไม่เห็นผู้ใด
อยู่ในสายตา บุตรีคนที่สองนามว่าซูหลี เป็นลูกอนุภรรยา หน้าตาอัปลักษณ์ นิสัย
อ่อนแอไม่สู้คน ไม่เคยก้าวออกนอกประตูเรือนสักก้าวเดียว
ซูฮูหยินเห็นนางก้มหน้าไม่พูดจา นึกรำคาญใจ ขมวดคิ้วเอ่ย “ทำไม เจ้าไม่
เต็มใจหรือ?”
อารามฉือซินอยู่เฉิงเป่ย อย่างนั้นก็มีโอกาสออกจากจวนแล้ว? หลีซูสะท้านใจ
ก้มหน้ากล่าวเสียงเบา “ซูหลีมิกล้า เพียงให้ฮูหยินเป็นผู้ตัดสินเจ้าค่ะ” ภายใต้
ท่าทางอ่อนแอไร้ทางสู้ นางลอบแสยะยิ้มในใจ แม่ลูกแซ่ซูลงทุนลงแรงขนาดนี้
เพียงเพราะต้องการขับไล่ซูหลีออกจากจวน กลับยังต้องหาเหตุผลให้ตัวเองดู
สูงส่งเช่นนี้อีก ช่างเสแสร้งเป็นที่สุด
ซูฮูหยิน “อือ” หนึ่งเสียง เด็กนี่ยังถือว่ารู้จักดูสถานการณ์อยู่บ้าง นางหันไป
กำชับ “กุ้ยเหนียง อีกสามวันส่งตัวคุณหนูสองไปที่อารามฉือซินก่อน หาฤกษ์
มงคล แล้วให้นางตบแต่งออกเรือนเสีย” กล่าวจบ นางก็ยืนขึ้นและเยื้องย่างออก
ไปอย่างแช่มช้า
นี่มันช่าง… ดีเหลือเกิน…
หลีซูลุกขึ้น มองแผ่นหลังของซูฮูหยินค่อยๆ ห่างออกไป สายตาเย็นเยียบไม่
ได้เอ่ยอะไร หญิงชุดแดง หรือก็คือซูชิ่นมิได้เดินตามมารดาออกไป นางก้าวเข้ามา
ใกล้หลีซู หัวเราะเยาะเบาๆ ก่อนเอ่ย “น้องสาวมีงานมงคลแล้ว พี่สาวขออวยพร
ล่วงหน้าให้เจ้าก่อนแล้วกัน” พูดไป นางก็ลอบส่งสายตาไปทางกุ้ยเหนียง ก่อนจะ
เดินออกไป กุ้ยเหนียงแววตาวิบวับ พยักหน้าเล็กน้อย ไม่พูดอะไร
หลีซูมองเห็นการกระทำเล็กๆ ของทั้งสองด้วยความตาไว ทว่าไม่ได้มีปฏิกิริยา
อันใด กุ้ยเหนียงเอ่ยเสียงเย็นชา “สามวันให้หลัง บ่าวจะมารับคุณหนูสองไปอาราม
ฉือซิน คุณหนูพักผ่อนอยู่ที่นี่ต่อไปเถิดเจ้าค่ะ!” เอ่ยจบ ก็ให้คนเฝ้าประตูมาลาก
หลิวจงออกไป จากนั้นก็ลงกลอนประตูดัง ‘แคร่ก’
สามวันนี้ มีคนส่งอาหารมาให้ตรงเวลาทุกวัน นอกเหนือจากนี้ กลับไม่มีผู้ใดมา
ก่อกวนอีก
วันที่สี่ กุ้ยเหนียงมาหานางตามคาด กลอกตามาทางหลีซู เอ่ยด้วยสีหน้าไร้
ความรู้สึก “คุณหนูสอง เชิญเจ้าค่ะ!”
หลีซูไม่ส่งเสียงสักแอะ เพียงเดินตามหลังกุ้ยเหนียงไปด้านนอก
นอกประตูด้านข้างของจวน รถม้าธรรมดาไม่สะดุดตาคันหนึ่งจอดอยู่ บุรุษ
บังคับม้าสองคนนั่งคุยกันอยู่บนรถ พอเห็นกุ้ยเหนียง ก็รีบกระโดดลงมา พลาง
เดินเข้ามาทักทาย
กุ้ยเหนียงกล่าวเสียงแช่มช้า “นี่คือคุณหนูสองของบ้านข้า พวกเจ้าจงดูแลให้
ดี หากเกิดข้อผิดพลาดอันใดระหว่างทาง ก็จงระวังหัวของพวกเจ้าไว้ให้ดี!” นาง
จงใจเน้นเสียง หากไม่ใช่คนโง่ ล้วนเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนาง
“แน่นอนๆ กุ้ยเหนียงวางใจ เรื่องที่รับปากท่าน จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
แน่นอน!” บุรุษสองคนนั้นรีบพูดขึ้นอย่างนอบน้อม
หลีซูกวาดตามองทั้งสองโดยเร็วแวบหนึ่ง ในใจพลันตระหนก สองคนนี้คน
หนึ่งสวมชุดดำคนหนึ่งสวมชุดฟ้า แต่งกายธรรมดา ทว่ากลับปกปิดประกายคม
กล้าในดวงตาไม่มิด เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว มองแวบแรกก็รู้ว่าเป็นผู้มีวิชา! ไม่ถูก
ต้อง! หากคิดจะให้ซูหลีออกเรือนจริง ไยต้องหาผู้มีวิชามาส่งตัวออกเรือน? ทว่า
เรื่องมาถึงขั้นนี้ ไร้ซึ่งทางเลือกอื่น แม้รู้ว่าหนทางข้างหน้ามีอันตราย ก็ทำได้เพียง
กัดฟันเดินขึ้นรถม้า
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัว ขับไปตามถนนนอกเมือง มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก
หลีซูแหวกม่านมองดู เห็นชัดว่านี่ไม่ใช่ทางไปอารามฉือซิน! พวกเขานึกว่าซูหลี
ไม่เคยก้าวเท้าออกจากจวน จึงไม่รู้ทาง! ซูชิ่นกับกุ้ยเหนียงมีจุดประสงค์อื่น
แอบแฝงตามคาด นางควรสลัดบุรุษสองคนนี้ออกไปด้วยวิธีใดดี? หลีซูเหลือบ
เห็นใบไม้ที่ร่วงหล่นตามสายลมด้านนอกหน้าต่างพอดี ม่านตานางพลันมีประกาย
พาดผ่าน
“โอ้ ไม่ดีแล้ว!” เสียงลนลานของหลีซูดังออกมาจากรถม้า
‘เอี๊ยด’ คนขับรถม้ารีบหยุดรถ แหวกม่านออก ตะโกนถามเสียงดัง “เกิดเรื่อง
อันใดขึ้น?”
หลีซูคล้ายสะดุ้ง ยื่นมือชี้ไปด้านหลังรถม้า เอ่ยอย่างระมัดระวัง “สร้อย สร้อย
ของข้าตก… รบกวนพี่ชาย ให้ข้าไปตามหาหน่อยได้หรือไม่?”
“ไม่ได้!” บุรุษชุดดำปฏิเสธนางทันควัน “แค่สร้อยเส้นเดียว เจ้าเป็นถึงคุณหนู
จวนใหญ่ ยังเสียดายสิ่งเล็กน้อยเท่านี้ไปเพื่ออันใด! พวกข้ารับปากกุ้ยเหนียงแล้ว
จะต้องส่งเจ้าไปที่อารามฉือซินก่อนค่ำ ไม่อาจล่าช้าเด็ดขาด”
“ขอร้องล่ะ พี่ชาย” หลีซูอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ดูอ่อนแอ
น่าเวทนา นางเอ่ยเสียงเบา “สร้อยเส้นนั้น ไม่ได้มีค่ามากมาย เป็นเพียงของดูต่าง
หน้าที่ท่านแม่ข้าทิ้งไว้ให้ ข้าพกไว้มิเคยห่างตัว เมื่อครู่ เมื่อครู่ข้านึกถึงท่านแม่ จึง
ถอดออกมาดู กลับนึกไม่ถึงว่าจะไม่ระวังทำตก พี่ชาย ขอร้องท่านล่ะ ให้ข้าลงไป
ตามหาสักครู่เถิด! บุญคุณของพี่ชายทั้งสอง ซูหลีจะไม่มีวันลืม!” พูดถึงตอนที่ี่้าย
เสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นสะอื้นไห้ไม่ได้ศัพท์
“ข้าบอกไม่ได้ก็คือไม่ได้!” ชายชุดดำยังคงปฏิเสธอย่างใจแข็ง ไม่มีท่าทีหวั่น
ไหวแม้แต่น้อย
“โธ่เอ๋ย ข้าว่า เหตุใดเจ้าใจไม้ไส้ระกำเช่นนี้ แม่นางน้อยผู้นี้น่าสงสารเพียงนี้ เจ้า
ยังใจดำกับนางได้ลง แม่นางอย่าร้องไห้อีกเลย แค่ให้เจ้าลงไปตามหาแล้วกลับมา
ก็สิ้นเรื่องแล้ว” บุรุษชุดฟ้าอีกคนว่าขานสหายเสียงเบา ก่อนหันมาปลอบนาง เขา
ใช้หางตาเตือนสหาย ถึงอย่างไรนางก็อ่อนแอไร้ทางสู้ จะหนีไปที่ใดได้? เพียง
ส่งตัวถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยก็เสร็จภารกิจแล้ว
หลีซูได้ยินก็พยักหน้าอย่างดีใจ คราบน้ำตาบนใบหน้ายังไม่แห้ง ก็รีบเอ่ย
“ขอบคุณพี่ชายใจดีท่านนี้มาก ขอบคุณ ขอบคุณ!” นางรีบลุกพรวด ดึงชาย
กระโปรงขึ้นเตรียมเดินลงจากรถ