กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 12 กลับจวนอ๋องอีกครั้ง
หว่างนิ้วค่อยๆ บีบแน่น หลีซูถูกเขาบีบจนพูดไม่ออก ในใจทั้งตกใจทั้งขุ่น
เคือง หรือว่าอ๋องผู้นี้จะเป็นบ้า? ก่อนนี้ฉกฉวยโอกาสจากนาง วินาทีต่อมากลับจะ
บีบนางตายทั้งเป็น! มือของเขาราวกับเหล็กกล้า ไม่ว่านางจะดึงอย่างไรก็ดึงไม่
ออก ภายใต้เหตุฉุกเฉิน หลีซูยื่นมืออีกข้างออกไปผลักหน้าอกของบุรุษชุดผาวสี
หมึกอย่างสุดกำลัง แต่กลับตบเข้ากับวัตถุแข็งขนาดเล็กสิ่งหนึ่ง ทำเอานางเจ็บ
ฝ่ามือจนแทบทนไม่ไหว รีบรุดดึงมือกลับมาทันที
ท่าทางตกใจและกระสับกระส่ายของนาง คล้ายว่าจะทำให้บุรุษชุดผาวสีหมึก
ชอบใจเป็นอย่างมาก เขาฉีกมุมปากเบาๆ ต่างกับรอยยิ้มเย็นชาก่อนหน้านี้โดยสิ้น
เชิง รอยยิ้มนี้… ราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโบกพื้นดิน สรรพสิ่งต่างๆ ล้วนแต่
ผลิบาน กาลเวลาหยุดลง หลีซูตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ บุรุษผู้นี้ให้ตายสิ… ยิ้มแล้ว
ช่าง… งดงามนัก!
บุรุษชุดผาวสีหมึกชักมือกลับช้าๆ ยันกายลุกขึ้น เอนกายพิงผนังรถอย่าง
เกียจคร้าน ใบหน้าเขายังคงมีรอยยิ้มลึกซึ้ง ดวงตามองนางไม่กะพริบ สีหน้า
ท่าทางภายในรถที่แสงสว่างสลัวริบหรี่ ยากที่จะหยั่งรู้ได้
หลีซูหอบหายใจเฮือกใหญ่ พยายามยิ่งนักที่จะสงบสติอารมณ์ ลูบไล้ต้นคอที่
ลอองดงาม บนต้นคอยังคงมีอุณหภูมิของนิ้วมือเขา ย้ำเตือนนางว่าสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน เพียงได้ยินบุรุษชุดผาวสีหมึกถามเสียงเย็นชา “เจ้าเป็น
ใคร?”
หลีซูเงยหน้าระแวดระวัง สายตาของเขาค้นหาหมุนวนเวียนอยู่ที่ตัวนาง
ชัดเจนว่าสงสัยในตัวตนของนาง นางเชิดคางขึ้นตอบกลับเสียงเย็นชา “หม่อมฉัน
ทูลท่านอ๋องตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”
“ซูหลี?” บุรุษชุดผาวสีหมึกขมวดคิ้ว ส่ายหัวเบาๆ ก่อนเอ่ย “เจ้าไม่ใช่”
หลีซูสะดุ้งเฮือก ถามกลับด้วยความระแวดระวัง “ท่านอ๋องเคยพบซูหลีหรือ
เพคะ? มีหลักฐานใดชี้ชัดว่าหม่อมฉันไม่ใช่?”
บุรุษชุดผาวสีหมึกกล่าวขณะจับจ้องนางนิ่งๆ”อัครเสนาบดีซูเซียงหรูมีบุตร
สาวสองคน บุตรสาวคนโตซูชิ่นงดงามน่ารัก นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ร่าเริงเปิดเผย
บุตรสาวคนรองซูหลี ลือกันว่าหน้าตาอัปลักษณ์น่าเกลียด ขี้ขลาดใจเสาะ ไม่ย่าง
กรายออกประตูแม้เพียงครึ่งก้าว เจ้าบอกข้ามา เจ้ามีจุดไหนที่คล้ายนาง?”
ชายผู้นี้รู้เรื่องในจวนอัครเสนาบดีอย่างทะลุปรุโปร่ง จริงสิ เขาคือท่านอ๋อง
ต้องรู้จักมักจี่กับซูเซียงหรูอยู่แล้ว ราชวงศ์ปัจจุบันยังคงมีข้อพิพาทเรื่องการ
สืบทอดบัลลังก์ฮ่องเต้ กระแสคลื่นพัดโหมกระพือ องค์ชายทั้งสองพากันหายืม
อำนาจจากฝ่ายต่างๆ ตั้งรากฐานตนเองให้มั่นคง หนึ่งในนั้นมีอ๋องท่านหนึ่งที่ไป
มาหาสู่กับจวนอัครเสนาบดี…
“ท่านคือเจิ้นหนิงอ๋อง ตงฟางเจ๋อ?” หลีซูใจหนักอึ้ง ปริปากถามออกไป
ประกายแปลกใจในดวงตาของบุรุษชุดผาวสีหมึก ยืนยันสิ่งที่นางคาดเดา เขาคือ
ตงฟางเจ๋อจริงๆ! ภาพเหตุการณ์วันวิวาห์ชัดเจนขึ้นอีกครา วันนั้น นางและเขา
ห่างกันเพียงผ้าสีแดงคลุมศีรษะเจ้าสาว พบเจอกันก็ไม่รู้จัก วันนี้พบกันโดยเหตุ
บังเอิญ ถึงได้เห็นหน้าค่าตากันจริงๆ
“เจ้าไม่ถือว่าโง่เขลา คาดเดาออกว่าข้าเป็นใคร” ประกายหยอกล้อสาดกะพริบ
ภายในดวงตาตงฟางเจ๋อ
หลีซูก้มหน้าไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
“เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้า!” ตงฟางเจ๋อยื้อไม่ปล่อย เขาไม่ยอมความง่าย
ขนาดนั้น
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน หลีซูเปิดปากเอื้อนเอ่ยอย่างยากลำบาก “ท่านอ๋อง ท่าน
เชื่อหรือไม่ หลังจากที่มนุษย์ประสบกับเรื่องบางเรื่องก็จะกระจ่างแจ้งฟื้นคืนสติใน
ชั่วข้ามคืน นิสัยเปลี่ยนกลับตาลปัตร? ใช่ เมื่อก่อนข้าขี้ขลาดมากจริงๆ จนกระทั่ง
เผชิญหน้ากับนาทีเป็นตายถึงพบว่าการหลบหนีไม่มีประโยชน์สักนิด! มีแต่จะทำให้
คนที่ข่มเหงรังแกกำเริบเสิบสานยิ่งขึ้น ซูหลีที่ท่านเห็นเมื่อครู่ จริงๆ แล้ว… ไม่ใช่
หม่อมฉันที่เป็นที่ลือขานในจวนอัครเสนาบดี หม่อมฉันต้องเรียนรู้ที่จะเสแสร้ง
แกล้งทำต่อหน้าฮูหยินใหญ่และพี่สาวหม่อมฉันเพคะ”
ตงฟางเจ๋อสายตามืดหม่นเล็กน้อย แต่ไม่ขานตอบกลับ
หลีซูกัดฟันกล่าวต่อ “วันนี้หม่อมฉันถูกคนไล่ล่า เป็นคนที่พี่สาวหม่อมฉันส่ง
มา นางเฝ้าภาวนาให้หม่อมฉันตายทันทีได้ยิ่งดี ไม่ปรากฏตัวต่อหน้านางอีกตลอด
กาล! เพียงเพราะลือกันว่าหม่อมฉันเป็นตัวอัปมงคล เพราะนางเกลียดชังหม่อม
ฉัน หม่อมฉันก็สมควรตายงั้นหรือเพคะ?!”
หลีซูน้ำเสียงแหลมสูงทันที่ สะบัดเส้นผมสีดำขลับที่บดบังแก้มข้างขวาอย่าง
รวดเร็ว เผยให้เห็นรอยปานสีแดงก่ำราวเลือด ดวงตาเบิกกว้างทั้งสองข้างเต็มไป
ด้วยความเกลียดชัง ความไม่เป็นธรรมที่ตนเองไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ที่ใดได้ และ
ความหยามเหยียดที่ซูหลีพบเจอในวันนี้ บวกทบรวมเข้าในจิตวิญญาณเดียวกัน
ในที่สุดก็ระเบิดออก ไม่อาจทนได้อีกต่อไป
ตงฟางเจ๋อสายตาหวาดกลัว จับจ้องรอยปานบนใบหน้านาง ไม่เอ่ยวาจา หญิง
สาวผู้นี้เป็นซูหลีจริงๆ หรือ? เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบนิ่ง “บนโลก
นี้ เรื่องบางเรื่องไม่มีเหตุผล เพราะว่าไม่มีใครรู้คำตอบ”
หลีซูสะดุ้งเล็กน้อย คำพูดของเขาลึกซึ้งเพียงนั้น ทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ครู่
หนึ่ง
“ข้าสามารถส่งเจ้ากลับจวนได้ ทว่า ข้าต้องแวะไปที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋องก่อน…”
เขายังเอ่ยไม่จบ หลีซูก็เอียงลำตัวรีบรุดซักไซ้ “จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง? ก็คือจวนของหลี
ซู… ท่านหญิงหมิงอวี้น่ะหรือเพคะ?” นางยับยั้งอาการตื่นเต้นไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าตง
ฟางเจ๋อจะไปบ้านตน
ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ปกปิดความแปลกใจไม่มิด ทำไมซูหลีผู้นี้จู่ๆ ก็
พูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ? ไม่เหลือสติปัญญาปราดเปรื่องใจเย็นดังเมื่อครู่เลย เขาหัวเราะ
อย่างอดไม่ได้ “ทำไมหรือ แคว้นเฉิงยังมีเซ่อเจิ้งอ๋องคนที่สองอีกงั้นหรือ?”
สังเกตเห็นว่าตนเองลืมตัวเสียกิริยา หลีซูก็รีบรุดนั่งอย่างสงบเสงี่ยม เอ่ย
อธิบายอย่างระมัดระวัง “ไม่ใช่เพคะ… หม่อมฉันและคุณหนูหลีซูเคยพบเจอหน้า
กันหลายครา นางไม่รังเกียจฐานะบุตรอนุภรรยาของหม่อมฉัน พร้อมกลายเป็น
มิตรสหายที่แท้จริงของหม่อมฉัน… หลายวันก่อนหม่อมฉันได้ยินว่าคุณหนูหลี
อภิเษกสมรสแล้ว ตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?”
ตงฟางเจ๋อเอ่ยอย่างแปลกใจ “เจ้าไม่รู้หรือ? นางสิ้นชีพแล้ว วันนี้ข้าจักไป
ไว้อาลัยวิญญาณของคุณหนูหลี”
“ว่าอะไรนะเพคะ?!” แม้ว่าจะรู้คำตอบนี้อยู่แล้ว หลีซูก็ยังคงปวดใจราวกับมีมีด
มาทิ่มแทง
“เรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว หลีซูสูญเสียความบริสุทธิ์ก่อนงาน
อภิเษก ปลิดชีวิตฆ่าตัวตาย” ใบหน้านิ่งสงบไร้การเปลี่ยนแปลงของเขาไม่บ่งบอก
อารมณ์
สูญเสียความบริสุทธิ์ก่อนงานอภิเษก! ปลิดชีวิตฆ่าตัวตาย! หลีซูแข็งที่อ
ราวกับก้อนหิน พละกำลังทั่วร่างราวกับถูกสูบจนแห้งเหือด นิ้วมือทั้งสิบบีบกัน
แน่นดังกรอบแกรบ!
“ท่านอ๋อง พาหม่อมฉันไปด้วยได้หรือไม่เพคะ? หม่อมฉันเองก็อยากไปไว้อาลัย
คุณหนูหลีด้วยเช่นกัน” นางมองไปทางเขา ภายในดวงตาแผดเผาไปด้วยความ
โกรธและความเศร้าโศก
ตงฟางเจ๋อดวงตาสาดประกาย จับจ้องนางครึ่งค่อนวันไม่เอ่ยวาจา ทันใดนั้นก็
ลุกขึ้นเดินลงจากรถม้า ภายนอกรถสายลมจากภูเขาพัดผ่าน โบกสะบัดกลิ่นเลือด
เข้มข้นสลายหายไปอย่างเงียบๆ ศพสองศพบนเนินภูเขาหายลับไปแล้ว ราวกับ
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น มีเพียงทหารยืนคุ้มกันอย่างเงียบสงัดอยู่
เบื้องหน้า
เมื่อตอนที่ี่ี่หลีซูอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อทำให้เขาตกปากรับคำในคำร้องขอ
ของนาง ด้านนอกผ้าม่านรถก็มีเสียงเหนือความคาดหมายดังลอดเข้ามา ด้วยน้ำ
เสียงเย็นชา “ตกลง”
หลีซูในใจหนักอึ้ง ชายผู้นี้ ยากแท้หยั่งถึงกว่าคนที่นางเคยเจอก่อนหน้านี้
ทั้งหมด
จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ประตูสีชาดหนักแน่น บรรยากาศเคร่งเครียด ป้ายเกียรติยศ
ที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทาน เดิมทีทรงเกียรติล้ำค่าเหลือล้น เวลานี้ถูกแสงแดดสาด
กระทบ อักษร ‘จวนหลี’ ที่สลักเลื่อมทอง ยิ่งสาดกะพริบสะดุดสายตา เปล่งรัศมี
เลิศล้ำไร้ขอบเขต
หลีซูที่ปลอมกายเป็นเด็กรับใช้ ใบหน้าฉาบไปด้วยสีดำเทา แม้ว่าจะเป็นคนรู้จัก
เวลานี้ก็คงยากที่จะจำนางได้ เดินตามหลังตงฟางเจ๋อไปเงียบๆ เดินอยู่บนทาง
เดินที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีที่สุด ในใจทุกข์ทรมานยิ่งนัก ใบไม้ต้นหญ้าบริเวณ
รอบๆ ล้วนต่างก็ดูคุ้นเคยยิ่งยวด อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่กลับไกลราวสุดขอบฟ้า
บรรยากาศภายในจวนหดหู่อึมครึม ไม่มีเสียงหัวเราะสุขใจอีกต่อไป คาดว่าเสด็จ
พ่อและเสด็จแม่คงจะทุกข์ทรมานสิ้นหวังเพราะการตายของนางเป็นแน่แท้ หลัง
จากนี้หากพบหน้ากัน นางควรจะอธิบายเรื่องเกิดใหม่ในร่างคนอื่นอย่างไร? เสด็จ
พ่อและเสด็จแม่จะยอมรับข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้หรือไม่?
ครุ่นคิดในภวังค์ ก็มาถึงด้านนอกประตูห้องโถงหลักอย่างไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็
รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ ทันทีที่แหงนหน้าขึ้นมอง เบื้องหน้าไร้ซึ่งผู้คน! เด็กรับใช้ที่
นำทางไม่รู้หายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด ทว่าตงฟางเจ๋อกลับหยุดชะงักฝีเท้าอยู่เบื้อง
หลังนาง สายตาที่มองนางมีแววครุ่นคิดเล็กน้อย