กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 13 ชาวโลกไร้ซึ่งน้ำใจต่อกัน
ยากแท้หยั่งถึง นี่คือภาพลักษณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของเขาในสายตาของนาง
นับจากที่เขารับปากว่าจะพานางมาด้วย สิ่งต่างๆ ราวกับอยู่ในการคาดเดาของ
เขา รวมถึงเรื่องที่นางอ้างว่าไม่อยากให้ผู้อื่นตกใจปานบนใบหน้าตนเอง จึงขอ
ปลอมตัว เขาก็มิได้เอ่ยขัดแม้แต่น้อย คล้ายมองออกแต่แรกว่านางไม่อยากให้
คนในจวนจับพิรุธได้ และเขาก็ยินดีไม่เปิดโปงนาง
หลีซูสะดุ้ง รีบก้มหน้า ก้าวถอยไปอยู่ข้างหลังเขา ตงฟางเจ๋อหันมองนางแวบ
หนึ่ง ไม่เอ่ยอะไร เพียงก้าวเท้าเดินไปยังห้องโถงใหญ่
ตำแหน่งเจ้าภาพในห้องโถงใหญ่ เซ่อเจิ้งอ๋อง หลีเฟิ่งเซียนก้มหน้าดื่มชา
สีหน้าเรียบนิ่ง เคลื่อนไหวเชื่องช้า ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่ง หลีซูมองเห็นบิดา
ความอยุติธรรมทั้งหมดที่ได้รับในหลายวันที่ผ่านมาถาโถมใส่จิตใจดั่งคลื่นซัดสาด
เบ้าตาแดงรื้น เกือบหลุดปากร้องเรียก ‘เสด็จพ่อ’ ออกไป ทว่ากลับต้องฝืนกลืน
ลงไปเพราะมีคนนอกอยู่
“เจิ้นหนิงอ๋อง?!” พอเห็นผู้มา หลีเฟิ่งเซียนอึ้งงันไปเล็กน้อย คล้ายไม่คาดคิด
ก่อนจะลุกขึ้นเอ่ยต้อนรับ “ท่านอ๋องเสด็จมาเยือน ผู้เฒ่าเช่นข้ากลับไม่ได้ออกไป
รอต้อนรับ เสียมารยาทแล้ว”
ตงฟางเจ๋อยกมือประสานคารวะ เอ่ย “มิกล้า ท่านหญิงจากไปทั้งที่ยังเยาว์วัย
นัก ช่างน่าเสียดาย คนตายมิอาจหวนคืน ขอเซ่อเจิ้งอ๋องโปรดตัดใจอย่าได้โศก
เศร้า”
หลีเฟิ่งเซียนทอดถอนใจ อ้าปากคล้ายจะเอ่ยแต่ก็เงียบไป ไร้คำพูดไปชั่วครู่
ได้ยินเพียงคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “สำหรับจวนหลี เรื่องนี้ อาจมิใช่เรื่องเลวร้าย”
ได้ยินเสียงนี้ หลีซูพลันตัวแข็งที่อ รีบเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงที่นั่งด้านขวาเจ้า
ภาพ มีชายอาภรณ์หรูหราผู้หนึ่งนั่งอยู่!
ใบหน้าหล่อเหลา บุคลิกสูงสง่า สวมเครื่องแต่งกายผ้าไหมสีม่วงอ่อนขลิบเงิน
เดิมก็เจิดจรัสอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อเทียบกับสีขาวสำหรับไว้ทุกข์ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมในจวน
แห่งนี้ ยิ่งดูสูงส่งล้ำค่า โดดเด่นสะดุดตา
หัวใจของหลีซู ราวถูกคนบีบแน่น ชั่วขณะหนึ่งถึงขั้นหายใจไม่ออก ผู้ที่นั่งใน
ตำแหน่งสูงของห้องโถงใหญ่แห่งนี้ มิใช่ผู้ใด กลับเป็นชายที่ย่ำยีนาง ทอดทิ้งนาง
ขับไล่ไสส่งนางออกจากจวน จิ้งอันอ๋อง ตงฟางจั๋ว!
นางเพิ่งตายไม่กี่วัน ตงฟางจั๋วกลับมาดื่มชากับเสด็จพ่อของนาง ด้วยสีหน้า
เรียบเฉย ไร้ซึ่งความสำนึกผิดเช่นนี้!
กลิ่นหอมกรุ่นและสดชื่นของน้ำชาลอยตลบอบอวลในอากาศ คาดว่าชาในมือ
ของเขาคงเป็นชาใหม่ที่เพิ่งทำขึ้นในปีนี้ ไม่แน่แม้แต่ในราชวังก็ยังไม่มี! หลีซูยิ่งคิด
ยิ่งแค้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง คลื่นอารมณ์ป่วนพล่าน ราวน้ำเดือดปุดๆ นึก
อยากพุ่งตัวเข้าไปฉวยน้ำชาในมือสาดหน้าเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ราวกับรับรู้ได้ถึงแรงอาฆาตของนาง ตงฟางจั๋วเงยหน้ามองมาที่นาง หลีซู
ลอบสะดุ้ง รีบหลุบเปลือกตาต่ำ ได้ยินเพียงเสียงตงฟางเจ๋อหัวเราะ “พี่รองก็อยู่
หรือ! นึกไม่ถึงพี่รองจะรักลึกซึ้งเพียงนี้ สำหรับชายาที่หย่าขาดไปแล้ว ก็ยังไม่ลืม
สายสัมพันธ์เก่าๆ จึงได้มารำลึกความหลังถึงที่นี่ ช่าง… น่านับถือนัก!”
รอยยิ้มแฝงความนัย น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน ตงฟางเจ๋อหมุนศีรษะเล็ก
น้อย สายตากวาดสำรวจเสื้อผ้าอาภรณ์สีสันสะดุดตาของตงฟางจั๋วอย่างมีความ
หมายแฝง
ตงฟางจั๋วคิ้วขมวด เหลือบมองหลีเฟิ่งเซียนทันที่ ปากก็เอ่ยเสียงเย็นชา
“เรื่องของหลีซู ข้าและเซ่อเจิ้งอ๋องหารือกันเองได้ ไม่ต้องรบกวนถึงน้องหก!”
“โอ้ อย่างนั้นหม่อมฉันก็ยุ่งไม่เข้าเรื่องเอง พี่รองอย่าได้ถือสา” ตงฟางเจ๋อนั่ง
ลงอย่างไม่แยแส บ่าวรับใช้รีบนำชามาถวาย
หลีเฟิ่งเซียนแววตาขึ้งเคียดไปชั่วเสี้ยววินาที่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เจิ้นหนิ
งอ๋องเสด็จมาเยือนจวนอ๋องเก่าๆ ไม่ทราบมีกิจธุระอันใด?”
ในฐานะอ๋องนอกสกุล หลีเฟิ่งเซียนเคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้
องค์ปัจจุบัน สร้างผลงานมากมาย หลายปีก่อน จู่ๆ ฮ่องเต้ทรงประชวรกะทันหัน
ช่วงนั้นราชสำนักไม่มั่นคง มีปัญหาทั้งภายในและภายนอก เพื่อควบคุม
สถานการณ์ในราชสำนักให้มั่นคงโดยเร็ว ฮ่องเต้จึงมีราชโองการแต่งตั้งยศเซ่อเจิ้
งอ๋องเพื่อถ่วงดุลอำนาจในราชสำนัก ยามนี้แม้ฮ่องเต้มีพลานามัยแข็งแรงแล้ว
แต่หลีเฟิ่งเซียนยังคงอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง อยู่ภายใต้อำนาจคนเพียงผู้เดียว อยู่
เหนือคนนับหมื่นอย่างแท้จริง คนในราชสำนักล้วนสรรเสริญเยินยอ เดิมทีจวนหลี
เกี่ยวดองกับจิ้งอันอ๋องตงฟางจั๋ว ผู้คนล้วนคิดว่าตำแหน่งรัชทายาทต้องเป็นของ
ตงฟางจั๋วแน่แล้ว ทว่าไม่มีผู้ใดคาดคิด กลับมีเหตุพลิกผันเกิดขึ้นเสียก่อน
ตงฟางเจ๋อหัวเราะเบาๆ”ข้าได้ข่าวว่าท่านหญิงหมิงอวี้ด่วนจากไปในวัยเยาว์
เซ่อเจิ้งอ๋องผมหงอกส่งผมขาว คงทุกข์ใจไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงตั้งใจมาเยี่ยม
ทว่า… ดูจากสีหน้าของเซ่อเจิ้งอ๋อง… ข้าคงไม่ต้องห่วงแล้วกระมัง”
หลีซูได้ยินน้ำเสียงเสียดสีของตงฟางเจ๋อ จึงช้อนเปลือกตาขึ้นมองพระบิดาที่
เคยทะนุถนอมรักนางในวันวาน สีหน้ามิได้ทุกข์ตรมมากมายดังที่เขาพูดจริงๆ ใน
ใจพลันเศร้าหมองลงไปหลายส่วน
หลีเฟิ่งเซียนกล่าว “เจิ้นหนิงอ๋องกังวลไปแล้ว ตัวข้าติดตามฮ่องเต้ออกรบทั้ง
แดนเหนือแดนใต้ ล้มหายตายจาก ล้วนเห็นมานานจนปล่อยวางได้ ยามนี้บุตรีโชค
ไม่ดีด่วนจากไป แม้ในใจข้าสุดแสนทุกข์ทน แต่ก็กระจ่างในสัจธรรมเกิดแก่เจ็บ
ตาย”
“เซ่อเจิ้งอ๋องคิดได้เช่นนี้ ตัวข้าก็ดีใจ” ตงฟางเจ๋อใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่ามุมปาก
กลับฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มเย็นชา มิวายพูดจากระทบกระเทียบ “หลายวันมานี้ข่าวลือ
หนาหู ท่านหญิงหมิงอวี้หลังถูกพี่รองหย่าขาด รับความอัปยศไม่ได้ กระโดดแม่น้ำ
ดับชีวิตตนเอง เซ่อเจิ้งอ๋องรักบุตรสาวดั่งแก้วตาดวงใจ จะต้องไม่ปล่อยผ่านเรื่อง
นี้ไปโดยง่ายแน่! นึกไม่ถึง… เซ่อเจิ้งอ๋องน้ำใจกว้างขวาง ไม่เพียงไม่ถือโทษพี่รอง
ซ้ำยังต้อนรับด้วยชาชั้นดี… น้ำใจกว้างขวางปานนี้ เชื่อว่าท่านหญิงที่อยู่ใน
ปรโลก… คงตายตาหลับแล้ว”
คำว่า ‘ตายตาหลับ’ ถูกเน้นย้ำเสียงหนัก ทั้งที่เป็นน้ำเสียงราวทอดถอนใจ กลับ
ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโถงใหญ่หลายคนฟังแล้วหน้าเปลี่ยนสี
หัวใจหลีซูยิ่งบีบรัด เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอนางไว้ จนหายใจลำบาก
หลีเฟิ่งเซียนสายตาเย็นเยียบ แปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบ จ้องมองใบหน้า
เกลื่อนยิ้มของตงฟางเจ๋อ มิได้โต้เถียงทันที
ตงฟางจั๋วที่ไม่เอ่ยอะไรตลอดมาเวลานี้ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กล่าวเสียงเย็น “ข่าว
ลือ? จากที่ข้าดู นั่นเป็นเพียงคำพูดเหลวไหลที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจงใจปล่อยออกมา
หวังสั่นคลอนความสัมพันธ์ของข้ากับเซ่อเจิ้งอ๋องเสียมากกว่า!”
ตงฟางจั๋วแค่นยิ้มเย็นชาพลางเดินมาทางตงฟางเจ๋อ ความเกลียดชังฉายชัด
บนใบหน้า กล่าวอีกว่า “แต่น่าเสียดาย คนผู้นั้นคงต้องผิดหวัง เซ่อเจิ้งอ๋องดอง
กับข้า เสด็จพ่อเสด็จแม่ต่างเห็นดีเห็นงาม มีหรือจะเปลี่ยนพระทัยง่ายๆ เพราะ
เรื่องของหลีซู? ไม่มีหลีซู เรื่องเกี่ยวดอง ก็ต้องดำเนินต่อไป” เอ่ยถึงประโยค
สุดท้าย แววชั่วร้ายพาดผ่านดวงตาเย็นชาของเขา
หลีซูสะท้านไปทั้งใจ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง หรือเสด็จพ่อจะยกหลีเหยา น้อง
สาวของนางให้ชายที่เพิ่งหย่ากับนางผู้นี้ด้วยอีกคน? เป็นไปได้อย่างไร?! นางเงย
หน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ มองหน้าหลีเฟิ่งเซียนอย่างอึ้งงัน หวังอย่างสุดซึ้งว่าจะ
มองเห็นสัญญาณปฏิเสธจากใบหน้าของผู้เป็นพระบิดา ทว่าทันทีที่หลีเฟิ่งเซียน
เอ่ยปาก ก็ทำลายความหวังของนางจนสิ้น
“ถูกต้องแล้ว! ข้ามิใช่คนโง่เชลา จะหลงกลแผนการของผู้ไม่หวังดีได้
อย่างไร!” หลีเฟิ่งเซียนเชิดคาง เอ่ยเสียงเย็นชา “ส่วนหลีซู… เป็นข้าที่เลี้ยงดูบุตร
สาวไม่ดีพอ จึงได้เกิดเรื่องอื้อฉาวเช่นนี้ขึ้น ในเมื่อฮองเฮาและจิ้งอันอ๋องยังไม่สืบ
สาวเอาความ เรื่องนี้ก็ถือว่าให้ผ่านไป ต่อจากนี้อย่าได้กล่าวถึงอีก!”
ราวกับกระดาษขาวที่แปดเปื้อน ชีวิตของนาง ถูกทอดทิ้งง่ายดายเพียงนี้!
หัวใจของหลีซู ยามนี้เย็นยิ่งกว่าแผ่นน้ำแข็งหนาเจ็ดฉื่อ [1] ในวันที่อากาศหนาว
จัดสามเท่า! แต่เดิมนางนึกว่า… แม้ไม่มีใครเชื่อนาง อย่างน้อยเสด็จพ่อและเสด็จ
แม่ต้องยืนอยู่ข้างนางอย่างแน่นอน เชื่อว่านางบริสุทธิ์ไร้มลทิน! แต่แท้จริงแล้ว
เสด็จพ่อไม่เพียงไม่เชื่อนาง ซ้ำยังตั้งใจยกหลีเหยา น้องสาวของนางให้แต่งกับตง
ฟางจั๋วอีก! หากไม่ใช่ว่าได้ยินด้วยหูตนเอง หลีซูไม่มีทางเชื่อแน่นอน! บุรุษที่นั่งอยู่
บนตำแหน่งสูงสุดแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋องผู้นี้ เป็นเสด็จพ่อของนางจริงหรือ?
สองหมัดน้อยๆ กำแน่น ข้อนิ้วซีดขาว นางรู้สึกราวกับหัวใจถูกกรีดจนเลือด
ไหล ไม่มีสิ่งใดทุกข์ทรมานยิ่งกว่าถูกคนในครอบครัวหักหลังอีกแล้ว
1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้วจีน (ราว 1 ฟุต)