กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 14 พบญาติอีกครั้ง
หลังจากนั้นพวกเขาคุยสิ่งใดต่อกันบ้าง นางไม่มีแก่ใจจะฟังแล้ว ในหูมีเพียง
คำพูดไม่กี่ประโยคนั้นของบิดาดังก้องอยู่ เบื้องหน้ามีเพียงสายตาเย็นชาของบิดา
นางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าในสายตาของบิดา นางมีค่าเพียงเท่านี้ จะมีนางหรือไม่มี
นางอยู่ก็ไม่เป็นไร!
ความรักและทะนุถนอมในวันวาน กลับกลายเป็นเรื่องตลกทั้งสิ้น!
ขณะกำลังเหม่อลอย ได้ยินเพียงตงฟางเจ๋อกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร ท่านหญิง
หมิงอวี้ก็เคยเป็นพี่สะใภ้ของข้า ข้าอยากไปเคารพศพนางที่ห้องโถงไว้ทุกข์ เซ่อเจิ้
งอ๋องคงไม่คัดค้าน ใช่หรือไม่?”
“เชิญเจิ้นหนิงอ๋อง ห้องโถงไว้ทุกข์ตั้งอยู่ในสวนด้านหลัง” หลีเฟิ่งเซียนสีหน้า
ไร้อารมณ์ กระทั่งไม่ได้สั่งให้บ่าวรับใช้นำทางพวกเขาไป
ตงฟางเจ๋อยิ้มรับก่อนหมุนกาย กลับเห็นหลีซูยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น ไม่
ขยับเขยื้อนราวกับท่อนไม้แกะสลัก คิ้วคมขมวดเบาๆ ลอบรั้งแขนนาง หลีซูคืนสติ
สูดหายใจลึกๆ ก่อนเดินตามเขาออกไป
ดอกไม้ใบหญ้าส่งกลิ่นหอมฉุยปกคลุมสองข้างทางเดิน เวลานี้กลับให้ความ
รู้สึกคุ้นเคยจนทำให้อยากหลั่งน้ำตา
ห้องโถงไว้ทุกข์เล็กแคบ ตั้งอยู่ในมุมที่ลับตาคนที่สุดในสวนด้านหลัง ไร้เสียง
ร่ำไห้ปานจะขาดใจ มีคนไม่มากเฝ้าศพนางอยู่ เทียบกับความรักและความ
โปรดปรานมากมายที่นางได้รับยามยังมีชีวิตอยู่ ยามนี้ช่างเงียบสงัด และวังเวง
เหลือเกิน
โลงไม้หนึ่งโลง ธงสีขาวทั่วห้องโถง เหลียนเอ๋อร์ บ่าวรับใช้ของนางคุกเข่าอยู่
ตรงนั้นเพียงลำพัง เผากระดาษไปพลาง ร่ำไห้ไร้เสียงไปพลาง หลีซูยืนอยู่หน้า
ประตู กลับไม่มีความกล้าก้าวเข้าไปข้างใน
ในโลงไม้โลงนั้น คือศพของนางที่นอนอยู่ แม้ไร้ความรู้สึกนึกคิดไปแล้ว แต่
ความอัปยศอดสูมากมายขนาดนั้น ก็ยังคงถูกชาวโลกใช้สีหน้าแววตาและสารพัด
คำพูดตอกย้ำสลักลึกลงในกระดูกของนาง หากนางสืบรู้ว่าผู้ใดเป็นคนทำร้ายนาง
แม้ต้องแลกด้วยชีวิต นางก็จะทำให้คนผู้นั้นชดใช้เป็นเท่าตัว!
กำปั้นน้อยๆ กำแน่น หลีซูก้าวเข้าไปในห้องโถงไว้ทุกข์ เหลียนเอ๋อร์ที่คุกเข่าอยู่
บนพื้นได้ยินเสียงฝีเท้า ก็รีบลุกยืนก้มศีรษะคำนับ
ตงฟางเจ๋อโบกมือ กล่าว “ไม่ต้องมากพิธี สหายข้าผู้นี้เป็นเพื่อนของท่านหญิง
ของเจ้า ตั้งใจมาเคารพศพท่านหญิง”
เหลียนเอ๋อร์ได้ยิน เบ้าตาพลันแดงก่ำ รีบรุดเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าหลีซูดังโครม
หลีซูเอ่ยอย่างตกใจ “เจ้าทำอะไร?”
เหลียนเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น น้ำตากลับไหลอาบใบหน้า สะอื้นไห้เอ่ยเสียงสั่น
“ขอบคุณท่านมาก ที่ยอมมาเคารพศพคุณหนูของข้า!”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้… รีบลุกขึ้นมา!” หลีซูประคองนางลุกขึ้น เหลียนเอ๋
อร์กลับขืนไว้ไม่ยอมลุก น้ำตาพรั่งพรูดั่งน้ำพุ ราวกับความอยุติธรรมทั้งหลายอัด
อั้นอยู่ในอก มีเพียงน้ำตาที่จะช่วยระบายออกมาได้ หลีซูหัวใจบีบรัด น้ำตาที่อด
กลั้นมานานพลันไหลขึ้นมาคลอที่เบ้าตา นางข่มกลั้นสุดชีวิต ดึงเหลียนเอ๋อร์ให้ลุก
ขึ้นมา
เงยหน้ามองรอบทิศ ที่นี่คงเคยเป็นห้องเก็บฟืนมาก่อน ทั้งเรียบง่ายและหนาว
เหน็บ เหมือนห้องไว้ทุกข์ของท่านหญิงเสียที่ไหน?!
“เหตุใดห้องไว้ทุกข์จึงถูกตั้งอยู่ที่นี่? มีเจ้าเฝ้าศพอยู่เพียงผู้เดียวหรือ?” นาง
ถามอย่างรวดร้าว กาลก่อนในจวนนี้ไม่ว่าบนหรือล่าง ไม่มีผู้ใดไม่ห้อมล้อมรอบ
กายนาง ประจบเอาใจไม่เคยห่าง เรื่องใดนางย่อมมาก่อนเสมอ ปฏิบัติต่อนางเช่น
องค์หญิงองค์หนึ่ง นางนึกว่า เมื่อนางตาย แม้นไม่ถึงขั้นสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
แต่อย่างน้อย ก็ไม่ควรเงียบเหงาอ้างว้างถึงเพียงนี้
เหลียนเอ๋อร์ปาดน้ำตา “พระชายารองอวี้บอกว่า คุณหนูท้องก่อนแต่ง ทำ
เรื่องเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล ไม่ให้เชิญผู้ใดมาทำพิธี พวกบ่าวรับใช้ในตำหนักแล่น
เรือไปตามลม ได้ยินว่าท่านอ๋องประสงค์ยกคุณหนูสองให้ตบแต่งกับจิ้งอันอ๋อง ก็
แห่กันไปเอาอกเอาใจคุณหนูสองกันหมด…”
“หลีเหยา… นางเคยมาที่นี่บ้างไหม?” หลีซูถามด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก รู้สึก
ราวกับหัวใจของตนเองเย็นเยียบขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย
เหลียนเอ๋อร์ร่ำไห้ “ตอนที่ี่ี่คุณหนูถูกส่งกลับมาที่ตำหนัก คุณหนูสองเคยมาดู
ครั้งหนึ่ง ถึงกับเป็นลมไปทันที่ หลังจากนั้นพระชายารองอวี้ก็ไม่อนุญาตให้คุณหนู
สองมาที่นี่อีกเจ้าค่ะ”
หลีซูขอบตาร้อนผ่าว เหยาเอ๋อร์แสนดี! ไม่เสียแรงที่เมื่อก่อนนางมีของดีอะไร
ก็มักนึกถึงน้องสาวที่ถือกำเนิดโดยอนุภรรยาเป็นคนแรกเสมอ ด้วยกลัวว่าผู้อื่น
จะดูแคลนนางเพราะฐานะบุตรีอนุภรรยา
“ถ้าอย่างนั้นหลายวันมานี้ มีใครมาเคารพศพท่านหญิงบ้าง?” นางอดกลั้นต่อ
ความโศกเศร้า เอ่ยปากถามอีกครั้ง
“ไม่มี! ไม่มีเลยเจ้าค่ะ… ท่านเป็นคนแรกที่มาเคารพศพคุณหนูของข้า ข้าขอ
ขอบคุณท่าน… แทนคุณหนูของข้าด้วย!”
เหลียนเอ๋อร์โขกศีรษะให้นางอีกครั้ง หลีซูยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ยิ้มรวดร้าวไร้เสียง
ตงฟางเจ๋อที่ยืนอยู่หน้าประตูมองนางนิ่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด รอยยิ้มร้าวรานเช่น
นั้น สะเทือนใจเขาอย่างไม่รู้สาเหตุ ความสั่นไหวเล็กๆ ในใจที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้
ทำให้เขาขมวดคิ้ว เขาหมุนกายไปอีกด้าน สีหน้าเย็นชาก็กลับมาแทนที่บนใบหน้า
อีกครั้ง
ความเงียบสงัดเกิดขึ้นชั่วขณะ ไม่มีผู้ใดเอ่ยอันใดออกมา ผ่านไปครู่หนึ่ง หลีซู
จึงเพิ่งตามหาเสียงของตนเองเจอ
“พระชายาของพวกเจ้า ก็ไม่เคยมาหรือ?” นางไม่เชื่อ แม้แต่เสด็จแม่ก็จะโหด
ร้ายกับนางถึงเพียงนั้น! เสด็จแม่จะต้องเคยมาแน่นอน!
เหลียนเอ๋อร์ได้ยินนางถามถึงพระชายา ก็พลันชะงัก แล้วก็ร่ำไห้เสียงดังขึ้นมา
อีกหน
หลีซูหัวใจกระตุกวูบ สังหรณ์ใจไม่ดีพลันผุดขึ้นมา รีบรั้งตัวเหลียนเอ๋อร์แล้ว
ถาม “เป็นอะไรไป? เกิดเรื่องอันใดกับพระชายางั้นหรือ?”
เหลียนเอ๋อร์ร้องไห้จนกลั้นไม่อยู่ สะอึกสะอื้นเป็นการใหญ่ แทบพูดไม่เป็นคำ
หลีซูเห็นดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจ “เจ้ารีบพูดมาสิ! เกิดเรื่องอันใดกับพระชายากันแน่?”
เหลียนเอ๋อร์สงบสติอารมณ์อย่างยากลำบาก แล้วจึงค่อยพูดเสียงขาดๆ
หายๆ ว่า “วันนั้นที่เกิดเรื่องกับคุณหนู… พระชายาได้ยินข่าวก็ตรอมใจ อาเจียน
ออกมาเป็นเลือดทันที… ท่านอ๋องเชิญหมอทั่วเมืองมารักษา กระทั่งเช้าเมื่อวาน
พระชายาจึงเพิ่งฟื้นคืนสติ แต่หลังจากฟื้นขึ้นมา พระนางก็ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
เอาแต่อาเจียนออกมาเป็นเลือดไม่หยุด หมอบอกว่า…”
“ว่าอย่างไรนะ?” เสียงของหลีซูสั่นเทาอย่างกลั้นไม่อยู่ ได้ยินว่าเสด็จแม่ป่วย
หนัก นางไม่มีแก่ใจจะห่วงแล้วว่าผู้ใดอยู่ด้านหลัง เพียงรอฟังประโยคถัดไปจาก
เหลียนเอ๋อร์อย่างร้อนรน แต่เหลียนเอ๋อร์เอาแต่ร่ำไห้ ผ่านไปนานก็ยังพูดอะไรไม่
ออก
“เจ้าปล่อยมือเสีย นางจะถูกเจ้าบีบคอตายอยู่แล้ว!” ตงฟางเจ๋อเดินเข้ามารั้ง
ตัวหลีซูที่ใกล้จะเสียสติออก หลีซูอ่อนแรง ล้มนั่งลงบนพื้น
ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้วเบาๆ ความสงสัยพลันบังเกิด ก่อนหน้านี้นางเยือกเย็น
สงบนิ่ง ไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ เหตุใดพอมาถึงจวนเซ่อเจิ้งอ๋องจึงแปลกไปเช่นนี้?
ก่อนหน้านี้ก็กลัวผู้อื่นจำได้ ต่อมาก็เหม่อลอย หลังจากนั้นก็ยืนอึ้งอยู่ในห้องโถง
ใหญ่ ตอนนี้ยิ่งอารมณ์พลุ่งพล่านจนควบคุมตัวเองไม่ได้
“เจ้าเป็นบ้าอะไรกันแน่…” ตงฟางเจ๋อพูดมาถึงครึ่งประโยคก็ชะงัก เห็น
สายตาหวาดกลัวลนลานของหลีซูที่มองมา ในใจเขาพลันบังเกิดความรู้สึก
ประหลาด ชั่วขณะหนึ่ง เขาถึงขั้นนึกถึงเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่ี่ี่เสด็จแม่ของเขาจาก
ไป เขาเองก็หวาดกลัวเช่นนี้ โกรธแค้นเช่นนี้ และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเช่นนี้
เหมือนกัน
เขารู้สึกสงสารนางอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ย่อกายลงไป อยากประคองนางขึ้นมา
แต่หลีซูกลับผลักเขาออก และลุกขึ้นยืนอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยตนเอง
นางจะไปหาเสด็จแม่ ไม่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่ นางก็จะบอกเสด็จแม่ ว่านางยังมี
ชีวิตอยู่ นางยังไม่ตาย!
หลีซูหมุนกาย สาวเท้าวิ่งไปทางที่พักของพระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องทันที่ ยามนี้
นอกลานรกร้าง ฮูหยินนางหนึ่งเดินมาจากที่ไกลๆ นางอายุยังไม่ถึงสี่สิบปี เครื่อง
หน้าทั้งห้างดงาม ดวงหน้าซีดขาวแสดงให้เห็นถึงร่องรอยความเจ็บป่วย นางเดิน
ซวนเซไปเบื้องหน้าด้วยฝีเท้ารีบเร่ง โดยมีสาวรับใช้สวมชุดสีเขียวนางหนึ่งคอย
ประคอง เผลอไม่ระวัง ก็ทำท่าจะล้ม สาวใช้เกี่ยวเอวนางไว้ด้วยความตกใจ พลัน
ประคองนางแน่นกว่าเดิม ปากก็เกลี้ยกล่อม “พระชายา ช้าหน่อยเถิดเพคะ!”