กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 16 เดิมทีข้าเป็นที่น่าภาคภูมิใจ
อากาศราวกับหยุดนิ่งไม่ไหวติงชั่วขณะ เงียบสงัดอัดอั้นแทบหยุดหายใจ
ความกดดันแรงสูงราวกับถูกภูเขากดทับ ทำให้ผู้คนแทบสติแตกกระเจิง สายตา
ของทุกคนต่างหยุดนิ่งอยู่ที่ศพของหญิงสาวในโลงศพ ใบหน้าที่เคยงดงามมิมี
ใครอาจทัดเทียม เป็นเพราะถูกทรมานก่อนเสียชีวิตจึงเสียโฉม ราวกับดอกไม้ที่
งามพริ้งยังไม่ทันผลิบานก็ประสบกับการถูกเหยียบย่ำและร่วงโรยเหี่ยวเฉา
ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้ว คาดไม่ถึงว่าท่านหญิงหลีผู้นี้ ครั้งยังมีชีวิตอยู่ชื่อเสียง
ขจรขจายไปทั่ว หลังจากเสียชีวิตกลับอยู่ในสภาพเยี่ยงนี้! สังเกตดูส่วนต่างๆ บน
ใบหน้านางอย่างละเอียด เหตุใดถึงดูคุ้นตาเช่นนี้? เขาเกิดสงสัยในใจขึ้นรางๆ หัน
ไปมองหลีซูที่อยู่ด้านข้างอย่างไม่รู้ตัว
หลีซูปิดตาอย่างทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดบาดลึกเข้าถึงกระดูกในวันนั้นยัง
คงชัดเจน ราวกับคมมีดเรียวแหลมทิ่มแทงหัวใจนาง ทำให้นางแทบยืนทรงตัวไม่
อยู่ ปฏิกิริยาของผู้คนรอบๆ เป็นเช่นไร นางไม่ยี่หระสนใจนานแล้ว
จิ้งหวั่นถลกมุมหนึ่งของโซ่วอี [1] ของหญิงสาวขึ้น พบว่านางมีร่องรอยถูก
กระทำชำเราอย่างชัดเจน ความเศร้าโศกและความเคียดแค้นปนเปอย่างห้ามไม่ได้
คำกล่าวหาไม่บริสุทธิ์มาจากที่ใดกัน? เวลานี้ดูร่างศพนี้เพียงอย่างเดียว เกรงว่าจะ
ตรวจสอบหาความจริงไม่พบแล้ว
หรงซีจินเห็นเช่นนี้ ร่างกายกระตุกสั่นรุนแรง รูม่านตาพลันขยายเบิกกว้าง
เจ็บปวดหัวใจจนมิอาจยืนทรงตัวได้ โซซัดโซเซถอยหลังไปทันที
เมื่อเห็นว่ากำลังจะล้มลง หลีซูสะดุ้งตกใจ รีบรุดเดินเข้าไปโอบกอดนางไว้แน่น
กล่าวด้วยน้ำเสียงลุกลน “พระชายาระวังเพคะ!”
หรงซีจินปิดตาลงอย่างแน่นสนิท คลื่นความขุ่นเคืองและความทุกข์แสนสาหัส
โหมกระหน่ำซัดสาด ทำให้ร่างกายนางกระตุกสั่นทั่วทั้งร่าง ใจร้อนรนเข้าจู่โจมจน
อาการป่วยกำเริบ กระอักเลือดออกมาอย่างยับยั้งไม่อยู่ พุ่งพรวดใส่ธงสีขาวต่อ
หน้าดวงวิญญาณ
ธงสีขาวซีดส่องสะท้อนจุดสีเลือดแดงฉาน เป็นงานเขียนที่น่าสิ้นหวังที่สุดใน
ชีวิตไม่มีสิ่งใดหนักหนาไปกว่านี้แล้ว
‘อ๊า… !’
เสียงกรีดร้องเจ็บปวดที่ไม่สามารถระงับยับยั้งได้ เสียงที่ทำลายความเงียบ
สงัดอย่างกะทันหัน หรงซีจินจิกโลงศพที่แข็งกร้านแน่น เงยหน้ากรีดร้องเจ็บปวด
เสียงร้องนั้นแทบจะสั่นสะเทือนไปทั้งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ธิดาที่นางประคบประหงม
ปกป้องทะนุถนอมมาตั้งแต่เล็กจนโต… กลับต้องเสียชีวิตอย่างน่าเวทนาเช่นนี้!
นางจะทนอยู่ได้อย่างไร? จะทนอยู่ได้อย่างไร!
การโจมตีที่เจ็บปวดหัวใจ ทำให้สตรีที่เดิมทีสั่นเทาไร้เรี่ยวแรงล้มพับลงอย่าง
ฉับพลัน หลีซูในใจสะดุ้งโหยงทำได้เพียงโอบกอดนางแน่นอย่างตกใจไม่รู้จะทำ
อย่างไร แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งร่างของนางที่ทรุดฮวบลงได้
ทั้งสองล้มพับลงพื้นพร้อมกัน
“เสด็จแม่!” หลีซูตะโกนเรียกเสียงสะอื้นร่ำไห้ แต่กลับถูกเสียงอุทานตกใจของ
เหลียนเอ๋อร์และจิ้งหวั่นดังกลบ
“พระชายา!”
“นายท่าน!”
จิ้งหวั่นโฉบเข้ามาอย่างตื่นตระหนก คิดจะอุ้มยกร่างของหรงซีจิน แต่กลับถูก
หรงซีจินรวบมือไว้ทันที
“จิ้งหวั่น!” หรงซีจินตะโกนร้องอย่างยากลำบาก หอบหายใจแรงถี่ หลีซูพยุง
นางขึ้นเล็กน้อยอย่างลนลาน ใช้มือลูบไปตามแผ่นหลังนาง แต่ไม่ว่าหลีซูจะลูบ
อย่างไร หรงซีจินก็ยังคงอ้าปากค้าง เอ่ยวาจาไม่ออก
หลีซูกัดริมฝีปากแน่นสุดกำลัง อารมณ์เศร้าโศกเหลือรั้งทั้งยังอาการหวาด
ผวาบีบรัดหัวใจนางแน่น ทำให้ลมหายใจนางหยุดนิ่ง ตื่นตระหนกกระวนกระวายใจ
แม้นเป็นความตาย นางก็ยังไม่เคยรู้สึกกลัวเฉกเช่นนี้มาก่อน!
จิ้งหวั่นรีบลนใช้สองมือกุมมือของหรงซีจิน สะอื้นร่ำไห้อย่างห้ามไม่ไหว “นาย
ท่าน ทรงอยากตรัสสิ่งใดก็เอ่ยออกมาเถิด ขอแค่เป็นรับสั่งจากท่าน จิ้งหวั่น… ขอ
ปฏิญาณแม้นตายก็จะทำเพื่อท่าน!”
ความเศร้าโศกแสนสาหัส อัดแน่นทั่วห้องโถงไว้ทุกข์เล็กๆ ห้องนี้ในชั่วพริบตา
ได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้น ความขุ่นเคืองไม่เต็มใจ ลมหายใจแห่งความ
ตาย ปกคลุมทั้งหัวใจของทุกคนทั่วทุกอณู
ปรารถนาในความตายแทบหยุดหายใจ
“ตรวจ…” หรงซีจินอ้าปากหลายครา กลับคายคำพูดนี้ออกมาได้อย่างยาก
ลำบาก ความเจ็บปวดเคียดแค้นอัดแน่นเต็มไปทั่วทั้งใบหน้าและน้ำเสียง ทำให้นาง
อ้าปากอย่างสุดกำลัง คล้ายว่าจะหายใจไม่ทัน เอื้อนเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่นาน
สองนาน “คืน… คืนนาง… ความ…”
ความบริสุทธิ์ ท้ายที่สุดก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ มือร่วงลงอย่างไร้
เรี่ยวแรง พระชายาท่านนี้ทรงพระปรีชาสามารถ ได้รับความโปรดปรานจากเซ่อเจิ้
งอ๋องมานานนับหลายปี สุดท้ายกลับต้องกล้ำกลืนฝืนทนความขมขื่นต่อหน้าโลง
ศพของลูกสาวตนเอง! อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะกล้ำกลืนฝืนทนได้ ดวงตาของนาง
กลับเบิกโตกว้างในช่วงวินาทีสุดท้ายอย่างฉับพลัน จับจ้องไปยังทิศทางที่ลูกสาว
อยู่ นอนตายตาไม่หลับ!
“นายท่าน!” จิ้งหวั่นตะโกนร้องอย่างโศกเศร้า เหลียนเอ๋อร์ร่ำไห้น้ำตาท่วมท้น
อย่างไร้เสียง หลีซูเพียงรู้สึกเหมือนเกิดเสียงโครมดังขึ้นในหัว เบื้องหน้าขาว
โพลนในทันที่ เลือดทั่วร่างกายแทบจะจับก้อนแข็งตัว ร่างกายแข็งที่อราวกับเหล็ก
เยือกเย็นแข็งกร้าว
นางตาโตเบิกกว้าง จับจ้องมือที่ร่วงหล่นไร้เรี่ยวแรงของหรงซีจินอย่าง
เลื่อนลอย ไม่มีการตอบสนองใดๆ
ราวกับรูปปั้นแกะสลักน้ำแข็ง
ตงฟางเจ๋อคิ้วขมวดช้าๆ เสียงร่ำไห้ของสาวรับใช้ทั้งสองโศกเศร้าทรมาน
อย่างมิมีสิ่งใดเทียบได้ คนที่ได้ยินต่างเจ็บแปลบที่หัวใจ แต่ความเจ็บปวดเยี่ยงนี้
เทียบกับหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่ที่พื้น ไม่ร่ำไห้ไม่กรีดร้อง มีเพียงอาการเหม่อลอย
กลับทัดเทียมไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว ความเจ็บปวดที่สามารถร่ำไห้ล้วนแต่ไม่ใช่
ความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งที่สุด! ใจของตงฟางเจ๋อกระตุกวาบกะทันหัน
ครึ่งปีก่อนคราที่เหลียงกุ้ยเฟยสิ้นพระชนม์ เขาเองก็เคยเป็นเช่นนี้ ทุกข์ทนจน
มิอาจเอ่ยคำใด เจ็บปวดจนมิอาจร่ำไห้ มองหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า ก้นบึ้งส่วนลึก
ในหัวใจเกิดเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อย เขาก้าวเดินไปอย่างไม่รู้ตัว ไปนั่งยองๆ อยู่
เบื้องหน้านาง ตบไหล่นางอย่างแผ่วเบา นางหันมามองเขาอย่างเลื่อนลอย
ดวงตาดำขลับที่เดิมทีส่องสว่างราวดวงดาว ท่ามกลางแสงแดดส่องสะท้อนสีขาว
กลับมองไม่เห็นประกายส่องแสงแม้แต่นิด
หลีซูในวินาทีนี้ เบื้องหน้ามืดสลัว มือข้างหนึ่งของนางยังคงคว้าจับมือของ
มารดาแน่นสนิท ราวกับไม่อยากให้อุณหภูมิที่เหลืออยู่น้อยนิดสลายหายไป ความ
สิ้นหวังอย่างสูญสิ้น มืดฟ้ามัวดิน ดึงฉุดนางจมดิ่ง นางหายใจไม่ทัน แหงนหน้า
ขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปรารถนาที่จะกรีดร้องเสียงดัง แต่ใช้แรงทั้งหมดที่มีแล้วกลับไม่
สามารถส่งเสียงออกมาได้แม้สักแอะ
กาลเวลาราวกับถูกกดหยุดไว้ในวินาทีนั้น ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดอีก อีกทั้งไม่มีใคร
เดินจากไป จนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบและวุ่นวายส่งเสียงดังมาจากด้านนอก
เสียงร้องตะโกนอย่างตกใจและเจ็บปวด “ซีจิน!” นางถูกดึงห่างออกจากข้างกาย
ของเสด็จแม่ รู้สึกเพียงเบื้องหน้าหมุนมึน ทั้งยังเข้าสู่ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด
วินาทีที่ปิดตาลง หลีซูเห็นแสงสว่างสีขาวซีดด้านนอกหน้าต่าง นางแยกแยะไม่
ออกแล้วว่าสิ่งใดคือความมืด สิ่งใดคือแสงสว่าง เพียงจำได้ชัดเจนว่า บนโลกนี้ผู้
ที่รักนางอย่างแท้จริง กลับต้องมาเสียชีวิตภายในอ้อมแขนของนางทั้งอย่างนั้น!
โลกทั้งใบ พลันตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างไร้ซึ่งขอบเขต…
เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาดวงอาทิตย์ตกพลบค่ำ แสงโพล้เพล้ปกคลุมทั่ว
ท้องฟ้า ภายในห้องสะอาดเกลี้ยงเกลา การจัดวางงดงาม แต่กลับแปลกตาเป็น
อย่างมาก
“ข้าอยู่ที่ไหนกัน?” หัวสมองยังคงสับสนวุ่นวาย หลีซูเปิดปากเสียงแหบพร่า
กลับรู้สึกจำเสียงของตัวเองไม่ได้
“เจ้าตื่นแล้วหรือ?” ร่างสูงใหญ่ขยับมาเบื้องหน้าเตียง ท่ามกลางแสงสะท้อน
ไม่สามารถมองหน้าเขาได้อย่างชัดเจน หลีซูตื่นตกใจอย่างไร้เหตุผล จิตใจที่
ระมัดระวังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้นางลุกขึ้นนั่งทันที่ เอ่ยถามเสียงแข็ง “ใคร?”
“ไม่คิดว่าคุณหนูรองจะลืมข้าเร็วถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มหัวเราะตอบคำถาม
ท่ามกลางคำพูดหยอกล้อแฝงไปด้วยความเย็นชา
เจิ้นหนิงอ๋องตงฟางเจ๋อ? หลีซูในใจสะดุ้งโหยง เหตุการณ์เจ็บปวดแทบขาดใจ
ก่อนหน้านี้พรั่งพรูเข้าสู่สมองแทบจะในทันใด ทำให้ร่างกายของนางสั่นสะเทือน
ใบหน้าซีดเซียวราวกับแผ่นกระดาษในชั่วพริบตา นางรีบยกมือขึ้นกำบังใบหน้า
ตนเอง เพื่อระงับอารมณ์โศกเศร้าทรมานที่ทะลักพรั่งพรูของตัวเอง
เขาทอดถอนใจ ก้าวเดินช้าๆ ไปนั่งลงข้างเตียง มองดูนางเงียบๆ ชายหนุ่มผู้นี้
รูปงามสูงส่ง สง่างามมีเกียรติ ดวงตาลึกซึ้งดำเงาราวกับหมึกฝน สว่างไสวลึกล้ำ
เสมือนดั่งแสงสว่างในโลกมืดมิดที่ไม่มีวันดับสูญ
1 โซ่วอี คือ เสื้อผ้าที่ผู้ตายสวมใส่หลังจากที่เสียชีวิต