กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 17 ไร้บ้านหวนกลับ
หลีซูรู้ว่าตนเองควรเอ่ยขอบคุณเขา ทว่าพออ้าปาก กลับเอ่ยอะไรไม่ออก
ตอนนี้นางไม่อยากพูด ไม่อยากพูดแม้เพียงคำเดียว
ตงฟางเจ๋อเป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน “นึกไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ของคุณหนูสอง
กับท่านหญิงหมิงอวี้จะลึกซึ้งแนบแน่นเพียงนี้ เสด็จแม่ของท่านหญิงหมิงอวี้
สิ้นพระชนม์ คุณหนูกลับเศร้าโศกเสียใจจนสิ้นสติ… ข้าคิดว่า หากท่านหญิงหมิงอ
วี้ยังอยู่ แล้วเห็นเสด็จแม่สิ้นพระชนม์ ก็คงเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้ไม่ต่างกัน”
ม่านตาสีดำลึกล้ำของเขาจับจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งในคำพูดก็มีความ
หมายแฝง
หลีซูสะท้านไปทั้งใจ รีบบังคับตนเองให้เงยหน้ามองเขา นับตั้งแต่พบกัน เขาก็
แคลงใจในตัวตนของนางมาโดยตลอด ไม่เคยปักใจเชื่อ และท่าทีของเขา บางครั้ง
ก็แข็งกร้าว บางทีก็ผ่อนปรน ทำให้ผู้คนสับสนเดาใจไม่ถูก ดั่งคำที่ลือกันในราช
สำนัก จิ้งอันอ๋องนิสัยโมโหง่าย หากโมโหมักมีผู้ได้รับผลเสีย เจิ้นหนิงอ๋องถนัด
วางแผน เมื่อใดวางแผนมักประสบผลสำเร็จ ดูท่าคำลือมิได้เกินจริง คนผู้นี้จิตใจ
ยากแท้หยั่งถึง นางมิอาจเบาใจได้
เก็บงำความเจ็บปวดในใจไว้ หลีซูเอ่ยตอบเสียงเบา “หม่อมฉันเสียมารดาไป
ตอนอายุสิบสาม ได้รู้จักกับท่านหญิงหมิงอวี้ถือเป็นวาสนาของหม่อมฉัน ท่าน
หญิงกับหม่อมฉันสายสัมพันธ์ตื้นเขิน ทว่ามักพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกัน
บ่อยครั้ง มารดาของนาง ก็เปรียบเหมือนมารดาของหม่อมฉัน”
เอ่ยอย่างแช่มช้า พลางเลื่อนสายตาสังเกตเขาอย่างแนบเนียน กลับค้นพบว่า
ดวงตาเขาลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงสิ่งใด ได้แต่ขมวดคิ้วงามเบาๆ หลุบตาเอ่ยต่อ
“มารดาของหม่อมฉันปฏิบัติต่อหม่อมฉัน เช่นเดียวกับที่พระชายาเซ่อเจิ้งอ๋อง
ปฏิบัติต่อท่านหญิงหมิงอวี้ มิเคยคิดแคลงใจ รักและถนอมสุดใจ เมื่อครู่ในจวน
เซ่อเจิ้งอ๋อง หม่อมฉันเห็นพระชายาเจ็บปวดที่สูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักไป
ทำให้นึกถึงตอนที่ี่ี่หม่อมฉันเสียมารดาไปเมื่อสามปีที่แล้ว… ฉะนั้นจึงเศร้าโศกเจ็บ
ปวด เสียอาการไปชั่วขณะ เสียมารยาทต่อหน้าท่านอ๋องแล้ว!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” ตงฟางเจ๋อไร้รอยยิ้ม กลับเอ่ยปลอบอย่างใจกว้าง “คุณ
หนูไม่จำเป็นต้องเศร้าโศกนัก ท่านยังมีบิดามารดา และพี่น้อง มิได้ตัวคนเดียว”
บิดามารดาพี่น้อง…
มือเล็กๆ ของหลีซูพลันกำแน่น สายสัมพันธ์ที่เปราะบางเสียยิ่งกว่าปีกจักจั่น
นั้นเสียดแทงหัวใจนางให้เจ็บปวด ห้องโถงไว้ทุกข์ของนางยังตั้งอยู่ ศพยังไม่ทัน
เย็น เสด็จแม่โรคเก่ากำเริบนอนป่วยติดเตียงเพราะการตายของนางเป็นสาเหตุ
แต่เพื่อกำจัดความเป็นไปได้ที่การตายของหลีซูอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง
สองจวนอ๋องสั่นคลอน และเพิ่มความมั่นคงให้ตำแหน่งของตนเอง เสด็จพ่อกลับ
รีบร้อนยกน้องสาวให้ตบแต่งกับชายที่เคยหย่านาง ย่ำยีนาง…
ในใจของเสด็จพ่อ ความรักและทะนุถนอม ความสัมพันธ์พ่อลูกอันลึกซึ้งใน
หลายปีที่ผ่านมา ล้วนไม่สำคัญเท่าอำนาจ!
นางนึกหยันจนอดไม่ได้ที่จะเหยียดมุมปาก เอ่ยเสียงเย็นชา “บิดามารดาพี่
น้อง? ฐานะของหม่อมฉันในจวน ท่านอ๋องไม่มีทางไม่รู้! หม่อมฉันเป็นเพียงบุตรี
อนุภรรยา ในสายตาของท่านพ่อไม่เคยมีหม่อมฉันอยู่เลยแม้แต่น้อย! พี่สาวและ
ท่านแม่ใหญ่ของหม่อมฉัน รังเกียจหม่อมฉันยิ่งกว่าสิ่งไร้ค่า… วางแผนให้ร้าย
หม่อมฉันว่าลอบมีสัมพันธ์กับบ่าวในจวน ขับไล่หม่อมฉันออกจากจวน ซ้ำยังหา
โจรมารับหม่อมฉันออกเดินทาง! ความในใจซือหม่าเจา แม้คนผ่านทางยังล่วงรู้
[1] ! มิเคยได้รับความรักแม้ครึ่งส่วน ซ้ำร้ายเกือบได้เดินทางไปปรโลก ก่อนหน้านี้
หากไม่ใช่ท่านอ๋องยื่นมือเข้าช่วย บางที่ ตอนนี้หม่อมฉันคงได้ไปพบกับท่านแม่ คง
ไม่มีโอกาสยืนพูดคุยกับท่านอ๋องอยู่ตรงนี้!”
นางพูดมากมายขนาดนี้ อารมณ์เริ่มพลุ่งพล่าน น้ำเสียงปิดความเศร้าโศกไว้
ไม่มิด มุมปากกลับหยักยิ้มเย้ยหยัน ประโยค ‘บุตรีอนุภรรยา’ ทำให้ตงฟางเจ๋อ
ขมวดคิ้ว ในใจเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อยจนแทบไม่สังเกต ในความทรงจำ เขาก็เคย
ถูกต่อว่า ‘เป็นเพียงลูกสนม ยังคิดจะแย่งชิงบัลลังก์ เป็นคนฟั่นเฟือนเพ้อฝันโดย
แท้!’
“อนุภรรยาแล้วอย่างไรเล่า? หากเจ้ายังดูเบาตนเอง แล้วจะยังมีผู้ใดให้เกียรติ
เจ้าอีก?” ตงฟางเจ๋อหรี่ตา สีหน้าเย็นชา แววลึกซึ้งพาดผ่านดวงตาเขา “ที่ท่าน
อัครเสนาบดีไม่เห็นคุณหนูอยู่ในสายตา เป็นเพราะคุณหนูยังโดดเด่นไม่พอ หรือ
กล่าวอีกอย่างก็คือ เขาคิดว่าคุณสมบัติและความสามารถของคุณหนู ยังไม่มาก
พอที่จะเป็นหมากซึ่งสามารถช่วยให้เขามีอำนาจมั่นคงได้ คุณหนูจะยอมเป็นหมาก
ทางการเมืองหรือไม่?”
เขาถามเสียงราบเรียบ ใบหน้าไม่แสดงให้เห็นอารมณ์อื่นใด
หมาก? แน่นอนว่าไม่! หลีซูส่ายหน้า นางเกิดใหม่ในร่างของบุตรีอนุภรรยา
แห่งจวนอัครเสนาบดี คนในจวนก็ปฏิบัติต่อนางไม่ดี นางจึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่น
นี้ นางไม่ใช่ซูหลีตัวจริง ย่อมไม่สนใจว่าอัครเสนาบดีซูเซียงหรูจะไยดี ‘บุตรสาว’ คน
นี้หรือไม่
หลีซูเงยหน้ามองเขา สายตาเย็นชา อัครเสนาบดีซูเซียงหรูมีสัมพันธ์อันดีกับ
เจิ้นหนิงอ๋อง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในราชสำนัก ได้ยินว่าซูเซียงหรูหมายมั่นจะยก
บุตรสาวคนโต ซูชิ่น ให้ตบแต่งกับตงฟางเจ๋อ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้ ตงฟางเจ๋อ
เป็นโอรสของเหลียงกุ้ยเฟย เทียบกับฮองเฮาและตงฟางจั๋ว ฐานะด้อยกว่าหนึ่งขั้น
อย่างเห็นได้ชัด ทว่าด้วยความสามารถที่เก่งกาจเกินผู้คน จึงได้รับความ
โปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่งตั้งยศอ๋องให้เขาในปีเดียวกับตงฟางจั๋ว ได้รับการ
ปฏิบัติเท่าเทียมกัน เหตุที่ราชวงศ์ยังไร้ซึ่งรัชทายาท เห็นชัดว่าเป็นเพราะฮ่องเต้ยัง
ทรงตัดสินพระทัยไม่ได้ว่าจะเลือกผู้ใดระหว่างสองท่านอ๋องนี้ ซูเซียงหรูมักมีความ
เห็นทางการเมืองบาดหมางกับเซ่อเจิ้งอ๋อง การที่เขาหันมาสนับสนุนอ๋องที่ถือ
กำเนิดจากสนมท่านนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
ตงฟางเจ๋อพลันหัวเราะ “ข้าว่าคุณหนูมิใช่คนโง่เขลา ยิ่งไม่คล้ายสตรีอ่อนแอที่
ยอมให้ผู้อื่นรังแกง่ายๆ เหมือนที่ได้ยินมา ข้าสงสัยนัก หลายปีมานี้ คุณหนูยอมให้
ซูชิ่นกดขี่ไม่ต่อต้าน เป็นเพราะต้องการซ่อนคมในฝัก หรือยังหาโอกาสในการโต้
กลับที่เหมาะสมไม่เจอกันแน่? หรือว่า… ภายนอกเจ้าดูอ่อนแอ แท้จริงนิสัยเย่อ
หยิ่ง จึงไม่คิดจะสู้กับนางให้เสียแรง?”
เขากระดกยิ้มมุมปาก สายตากลับคมปลาบไร้ที่เปรียบ บีบคั้นนางอย่างไม่
ปรานี
หลีซูขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ รู้สึกราวถูกคนจับได้ อึดอัดทำตัวไม่ถูก ทว่า
นางกลับไม่ได้หลบสายตาแต่อย่างใด เพียงทอดมองไปด้วยสายตาเรียบเฉย เอ่ย
เสียงสงบนิ่ง “ท่านอ๋องประเมินหม่อมฉันสูงไปแล้ว! ยามนี้ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
หม่อมฉันขอทูลลา”
พูดจบก็ลุกยืน ตงฟางเจ๋อไม่ได้รั้ง เพียงเอ่ยถามประโยคหนึ่ง “ให้ข้าส่งกลับ
จวนหรือไม่?”
หลีซูตอบเสียงเรียบ “ไม่รบกวนเพคะ วันนี้ซูหลีติดค้างน้ำใจท่านอ๋อง วันหน้า
หากมีโอกาส จะต้องทดแทนบุญคุณท่านอ๋องให้ได้ ทูลลาเพคะ”
ไม่รอให้เขาตอบ นางหมุนกายก้าวออกประตูใหญ่ สาวเท้าเดินจากไปอย่าง
รวดเร็ว
ท้องฟ้ายามราตรีมาเยือน ความคึกคักในยามกลางวันค่อยๆ เลือนหายไปจาก
ถนนเฉิงซีแห่งเมืองหลวง ผู้คนที่สัญจรไปมาแปรเปลี่ยนเป็นรีบเร่ง พ่อค้า
แผงลอยข้างทางเมื่อทำการค้าครั้งสุดท้ายของวันเสร็จสิ้น ก็ตะโกนบอกเสียงเบา
“รีบเก็บของเร็ว เตรียมตัวกลับบ้านได้แล้ว!” ใบหน้าเขาเกลื่อนรอยยิ้มผ่อนคลาย
คล้ายพอพูดถึงคำว่ากลับบ้าน ความลำบากที่เขาเผชิญมาทั้งวันก็ได้จางหายไปกับ
ตา
หลีซูจ้องมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปของพวกเขาอย่างเหม่อลอย มี
บ้านให้กลับ ช่างเป็นความสุขโดยแท้! สีหน้าอันน่าเวทนาของเสด็จแม่ก่อนจากไป
ผุดขึ้นมาตรงหน้านาง ความเจ็บปวดที่แทบหายใจไม่ออก พุ่งเข้ากัดกินหัวใจนาง
อีกครั้ง นางหายใจหนักหน่วง น้ำตารื้นคลอเบ้าอย่างควบคุมไม่ได้ แหงนหน้ามอง
ฟ้า สายตาพร่ามัว พยายามข่มใจไม่ยอมให้น้ำตาไหลริน
จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง นางหวนกลับไปไม่ได้อีกแล้ว! นางในฐานะหลีซู ไร้ซึ่งหนทาง
ก้าวต่อแล้ว นางต้องการสืบหาความจริงเรื่องที่ตนเองถูกทำร้าย ยามนี้ มีเพียง
ต้องหยิบยืมตัวตนของซูหลีเท่านั้น ทว่าซูหลีถูกให้ร้ายว่าลักลอบมีสัมพันธ์และคิด
หนีไปกับบ่าวรับใช้ นางต้องทำเช่นไร จึงจะกลับไปที่จวนได้?
หลีซูหลับตาที่ร้อนผ่าว พลันนั้นเสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้างหลัง “ย่าห์!”
รถม้าสองที่นั่งคันหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาโดยตรง ม่านรถสีไพลินฝีมือประณีต
เห็นแวบแรกก็รู้ว่ามิใช่คนธรรมดา หลีซูอึ้งงัน หลบเลี่ยงไม่ทัน คนขับรถม้าทำได้
เพียงดึงบังเหียนอย่างเร่งด่วน ม้าเปล่งเสียงร้องดัง หยุดวิ่งอยู่ด้านหลังนางใน
ที่สุด
ชั่
1 ความในใจซือหม่าเจา แม้คนผ่านทางยังล่วงรู้ อธิบายถึงพฤติกรรม ความประสงค์ หรือแผนการชั่วร้าย
ของบุคคลใด ที่แม้บุคคลนั้นจะไม่ประกาศหรือแสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่คนทั่วไปก็สามารถรับรู้ได้