กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 18 บุตรีอนุภรรยาหวนคืน
คนขับรถม้าตะโกนด่าเสียงดังลั่น “เจ้าไม่อยากอยู่แล้วหรือ? รีบหลบไปเดี๋ยว
นี้!”
“ชิงถง!”
เสียงตำหนิเบาๆ ดังมาจากด้านในรถ นุ่มนวลรื่นหู ม่านรถถูกแหวก คุณชาย
ท่านหนึ่งเดินออกมา อายุราวยี่สิบต้นๆ สวมชุดผ้าตาดลายเมฆสีเทา ศีรษะสวม
รัดเกล้าหยกสีขาวเกลี้ยงเกลา ใบหน้าหล่อเหลาเคลือบรอยยิ้มอ่อนๆ ดั่งสายลมใน
ฤดูใบไม้ผลิ อบอุ่นเสมือนหยก พาให้ผู้คนอยากเข้าใกล้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เขาเห็นนางก็อึ้งไปทันที่ ตกตะลึง ร้องเรียกอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “ซูซู?”
หลีซูสะดุ้ง คนผู้นี้รู้จักนาง? ไม่สิ ชื่อเล่นซูซู นอกจากเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ ก็
ไม่มีใครเรียกอีก มองพิจารณาคนตรงหน้าอย่างละเอียด สายตาของเขาอบอุ่น
ระคนประหลาดใจ ไร้ซึ่งประสงค์ร้าย กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยเอาใจใส่
ชิงถงที่ขับรถม้ามองนางอย่างสงสัย เอ่ยอย่างสงสัย “คุณหนูสอง? คล้าย
มาก แต่คุณหนูสองไม่เคยออกจากจวนเลยนี่!”
คุณหนูสอง! หลีซูรีบดึงสติกลับมา ยกมือลูบใบหน้าตัวเองโดยสัญชาตญาณ
คราบฝุ่นสีดำที่แก้มซ้ายถูกปาดออกทันที่ ปานสีแดงที่ถูกปกปิดไว้ในตอนแรก
ปรากฏให้เห็นทันที่ คุณชายคนนั้นก้าวเข้ามารั้งกายนางแล้วถามอย่างตกใจ “ซูซู
เป็นเจ้าจริงหรือ?! เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
หลีซูหลุบตาต่ำ ไม่เอ่ยตอบอันใด ที่แท้คนผู้นี้ก็คือบุตรชายคนโตของซูเซียง
หรู พี่ชายแท้ๆ ของซูหลี ซูฉุนนั่นเอง เพียงแต่นึกไม่ถึง ซูหลีไม่เพียงมีเครื่องหน้า
ทั้งห้าคล้ายกับนาง แม้แต่ชื่อเล่นก็ยังเหมือนกันด้วย!
ข่าวลือว่าซูฉุนมีบุคลิกอ่อนโยน เป็นคนซื่อตรง ฉลาดมีไหวพริบแต่ยังเยาว์วัย
ฮองเฮาทรงเล็งเห็นความสามารถของเขา จึงรับเขาเข้าวังเพื่อให้เป็นสหายเรียน
กับเหล่าองค์ชาย อายุสิบแปดสอบติดขุนนาง อายุยี่สิบเข้าทำงานในสำนักฮั่นหลิน
มีฐานะในจวนสูงส่ง เป็นคุณชายรูปงามและโดดเด่นอันดับต้นของเมืองหลวง
การได้พบเขาในยามที่ไร้ซึ่งหนทางไป บางที่ นี่อาจเป็นโอกาสที่ฟ้าประทานให้
นาง
เขารีบดึงนางให้ขึ้นรถม้า “รีบกลับบ้านไปกับข้า เหตุใดเจ้าออกมาคนเดียว?
อันตรายยิ่งนัก! หวั่นซินกับโม่เซียงเล่า?” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย ไม่มีวี่แววตำหนิ
ความอบอุ่นแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของหลีซู ตั้งแต่ถูกให้ร้ายและถูกสังหาร
จนกระทั่งเกิดใหม่ในร่างซูหลี นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเป็นห่วงนางจากใจจริง นางอด
ไม่ได้ที่จะร้องเรียกอย่างซาบซึ้ง “พี่ใหญ่…”
ซูฉุนลูบหัวนางเบาๆ เอ่ยเสียงอ่อนโยน “เจ้ายังไม่ได้ตอบพี่ใหญ่ เกิดเรื่องอัน
ใดขึ้นกับเจ้ากันแน่?”
หลีซูก้มหน้า ตอบเสียงเบา “พี่ใหญ่ ข้า… ข้าไม่อยากกลับบ้าน”
“ทำไมเล่า? ชิ่นเอ๋อร์รังแกเจ้าอีกแล้วหรือ?”
หลีซูส่ายหน้า ร่างกายขดงอ และสั่นเทาเบาๆ ความสงบสุขและอบอุ่นในวินาที
นี้ ถือเป็นความสุขที่มากพอสำหรับนางแล้ว
ซูฉุนขมวดคิ้ว “ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น ก็ตามพี่ใหญ่กลับบ้านก่อนเถิด”
ซูหลีสะอื้นหนึ่งเสียง เอ่ยเสียงละล่ำละลัก “ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่ห่วงข้า แต่ว่า… แต่ว่า
ท่านแม่ใหญ่กับพี่สาวหาว่าข้าคิดลักลอบหนีไปกับบ่าวใช้ ด่าทอว่าข้าทำลายชื่อ
เสียงจวน ไล่ข้าออกมา… ระหว่างทาง ข้ายังถูกโจรสองคนปองร้าย…”
“ว่าอย่างไรนะ?!” น้ำเสียงของซูฉุนกระด้างเล็กน้อย! ลักลอบหนี! สำหรับสตรี
ชั้นสูงที่ยังไม่เคยออกเรือน นี่เป็นความผิดขั้นร้ายแรงมาก!
หลีซูเงยหน้า น้ำตาไหลวนในเบ้าตา บอกเขาอย่างมีความหวัง “ข้าไม่ได้ทำนะ
เจ้าคะ ท่านพ่ออบรมสั่งสอนข้าอย่างเข้มงวด ข้าจะทำเรื่องอย่างนั้นได้เช่นไร? พี่
ใหญ่ต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ!”
ซูฉุนถอนหายใจ มองนางที่น้ำตาไหลอาบแก้มก็สงสาร กลับไม่พูดอะไร
หลีซูกัดฟัน หากจะให้ซูฉุนเปิดโปงและต่อว่ามารดาของตนเอง เห็นชัดว่าคง
ยาก นางทำใจแข็ง พลันเลิกม่านและกระโดดลงรถม้า หัวเราะอย่างเจ็บปวด “ใน
เมื่อพี่ใหญ่ไม่เชื่อ ซูซูกลับบ้านไปก็ไร้ความหมาย… ลาก่อนนะเจ้าคะ”
“เจ้าจะไปไหน?” ซูฉุนตกใจรั้งนางเข้ามาในตัวรถ เอ่ยถามด้วยความตกใจ
หลีซูเงยหน้ามองเขา ดวงตาดำขลับดั่งดวงดารา น้ำตาไหวระริกในเบ้าตา แวว
ตาเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น ซ่อนอยู่ในส่วนลึกจนผู้คนหยั่งไม่ถึง
นางสูดหายใจลึกๆ เอ่ยเสียงเบา “ในบ้านนี้ มีเพียงพี่ใหญ่ที่ยังเห็นข้าเป็น
ครอบครัว ยามนี้แม้แต่พี่ใหญ่ก็ไม่เชื่อข้าแล้ว ข้า… จะไปที่ใดก็ได้ และข้าก็ไม่อยาก
ทำให้พี่ใหญ่ลำบากใจด้วย”
น้ำเสียงเจ็บปวดรวดร้าว ราวกับไม่ต้องการบังคับฝืนใจผู้ใด กล้ำกลืนความ
เจ็บช้ำน้ำใจ ซูฉุนหัวใจบีบรัด น้ำตาของซูหลี เขาเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วน ที่ผ่านมามี
เพียงความเห็นใจ ยามนี้กลับรู้สึกปวดใจ เขาดึงนางเข้ามากอดในอ้อมแขน เอ่ย
อย่างอ่อนโยนและแน่วแน่ “เจ้าเป็นหญิงสาวเพียงผู้เดียว คิดจะไปที่ใด? นึกไม่
ถึงว่าข้าไม่อยู่เพียงครึ่งเดือน ก็เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในบ้าน! ซูซู เจ้าเพียงกลับไปกับ
พี่ใหญ่ เรื่องอื่น ให้เป็นหน้าที่พี่ใหญ่จัดการเอง”
“จริงหรือเจ้าคะ?” หลีซูมองเขาอย่างดีใจ
เขาพยักหน้าอย่างมั่นใจ “กลับจวนไปเจ้าก็เพียงกลับเข้าห้องของเจ้า ทุกเรื่อง
รอท่านพ่อกลับมาเท่านั้น”
“ขอบคุณพี่ใหญ่!” หลีซูก้มหน้า ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น
“ใช่แล้ว เมื่อครู่เจ้าบอกว่าถูกโจรปองร้าย เรื่องเป็นอย่างไรกันแน่?” ซูฉุน
ขมวดคิ้ว
หลีซูลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “ท่านแม่ใหญ่ให้คนไปส่งข้าที่อารามฉือซิน
ปรากฏว่าพวกเขาเกิดความคิดชั่ว โชคดีที่เจอเจิ้นหนิงอ๋อง เขาช่วยข้าไว้เจ้าค่ะ”
ซูฉุนมองนางอย่างประหลาดใจ “เจิ้นหนิงอ๋อง ตงฟางเจ๋อ?” เขาเน้นเสียงยาม
เอ่ยชื่อตงฟางเจ๋อ ราวกับการที่ถูกคนผู้นี้ช่วยเหลือ เป็นเรื่องแปลกที่ไม่น่าเป็นไป
ได้อย่างไรอย่างนั้น
หลีซูแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ทำไมหรือเจ้าคะ พี่ใหญ่?”
ซูฉุนถอนหายใจ “ตงฟางเจ๋อเย็นชาและหยิ่งยโส มิเคยยุ่งเกี่ยวเรื่องผู้อื่น ยาม
นี้กลับยอมยื่นมือช่วยเหลือเจ้า บอกตามตรงว่าเป็นเรื่องแปลก ทว่าก็ดีแล้ว เจ้า
ถูกเจิ้นหนิงอ๋องช่วยไว้ เชื่อว่าหากท่านแม่รู้ คงไม่คิดเอาความเจ้าอีก”
หลีซูลอบคิดในใจ ย่อมเป็นอย่างนั้น แม้ฮูหยินอัครเสนาบดีจะไม่ชอบนางเพียง
ใด แต่ก็ต้องไว้หน้าเจิ้นหนิงอ๋องบ้าง
รถม้าเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็ว และมาถึงหน้าประตูใหญ่จวนอัครเสนาบดีใน
ไม่ช้า พ่อบ้านเห็นคุณชายใหญ่ซูฉุนกลับมา ก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานในเรือน ฮูหยิน
ได้ยินว่าบุตรชายกลับมา ก็รีบออกมาต้อนรับด้วยความยินดี นางพาซูชิ่นและบ่าว
รับใช้กลุ่มหนึ่ง เดินมาในสวนอย่างหน้าชื่นตาบาน ซูชิ่นเหลือบเห็นซูหลีที่อยู่หลังซู
ฉุน ก็รีบร้องขึ้นด้วยความตกใจราวเห็นผี “เจ้า เจ้า… เจ้ากลับมาได้อย่างไร?!”
ฮูหยินเองก็นิ่งอึ้ง สีหน้าเย็นชา สุดท้ายจึงหันไปมองบุตรชายของตน
ซูฉุนเอ่ยเสียงเรียบเฉย “ซูซูเจอโจรระหว่างทาง ได้เจิ้นหนิงอ๋องช่วยไว้”
ได้ยินคำว่าเจิ้นหนิงอ๋อง ทุกคนต่างอึ้งงัน
ซูฉุนมองหน้ามารดา แล้วเอ่ย “ซูซูตกใจมาก เด็กๆ ประคองคุณหนูกลับเข้าไป
พักในห้องก่อน”
ฮูหยินรีบร้องห้าม “ช้าก่อน!”
“ท่านแม่ ไม่ว่าอย่างไรซูซูก็เป็นบุตรีจวนอัครเสนาบดีจวนนี้ จะให้นางเร่ร่อนอยู่
ข้างนอกได้อย่างไร? ผู้ใดไม่รู้คงคิดว่าคนในจวนเรารังแกง่าย!” น้ำเสียงของซูฉุน
เคร่งขรึมจริงจัง “วันนี้โชคดีได้เจิ้นหนิงอ๋องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หากเกิดเรื่องขึ้น
จริง หน้าตาของจวนเรายังจะเหลืออีกหรือ? ข้าคิดว่ารอให้ท่านพ่อกลับมาก่อน
แล้วค่อยว่ากันอีกทีเถิด”
ซูชิ่นยังคิดจะเถียง กลับถูกฮูหยินโบกมือห้ามไว้ก่อน “เอาเถิด เจ้าเดินทางมา
ไกลคงเหนื่อยมาก ไปพักผ่อนก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที่ กุ้ยเหนียง เรียกโม่เซียงมา
ประคองคุณหนูสองกลับห้อง”
โม่เซียงเป็นเด็กรับใช้อายุสิบหกสิบเจ็ดปี ดวงหน้ากลมดวงตากลม รูปร่าง
หน้าตาเป็นที่น่าชื่นชอบ พอนางเห็นหลีซู น้ำตาก็คลอเบ้า รีบเข้ามาประคองนาง
และเอ่ยถาม “คุณหนู ไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ? บาดเจ็บหรือไม่สบายตรงไหนบ้าง
ไหมเจ้าคะ?”