กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 19 ศัตรูบนทางแคบ
[1] หลีซูส่ายหัว เอ่ยตอบ “ไม่เป็นไร” โม่เซียงยังคงไม่วางใจ ตรวจดูนาง
หน้าหลังอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้รับบาดเจ็บจึงค่อยโล่งใจ หัวเราะ
พลางกล่าว “เช่นนั้นพวกเรารีบไปเถิด หวั่นซินกำลังรอพวกเราอยู่ด้านใน! คุณหนู
คงไม่รู้ หวั่นซินเมื่อได้ยินว่าเกิดเรื่องกับคุณหนู ใบหน้านางน่าสยดสยองมาก!
จริงๆ นะเจ้าคะ!”
กลัวว่าหลีซูจะไม่เชื่อ โม่เซียงตั้งใจย่นจมูกทั้งยังถลึงตาโต เดิมนางเกิดมา
ฉลาดน่ารัก แต่กลับอยากจะทำสีหน้าดุร้ายราวกับคนเลวโฉดชั่ว ดูแล้วน่าขันเล็ก
น้อย หลีซูอดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ สภาพจิตใจที่หนักหน่วงหลายวันติดต่อกัน เป็น
เพราะการตั้งใจปลอบโยนของสาวน้อยทำให้ผ่อนคลายลงไม่น้อยในชั่วพริบตา
นางในเวลานี้คิดว่าโม่เซียงเอ่ยถึงหวั่นซินเพียงเพื่อทำให้นางยิ้ม ไม่ได้คิดมากว่า
สาวน้อยหวั่นซินพิเศษเพียงใด ดังนั้นเมื่อวินาทีที่หลีซูเห็นหวั่นซินในสนามหญ้าโท
รมๆ ในใจเกิดประหลาดใจขึ้นมาจริงๆ
นางอายุประมาณยี่สิบปี รูปร่างสูงผอม ใบหน้างดงาม สวมใส่ชุดกระโปรง
เรียบๆ ยืนอยู่ตรงหน้าขั้นบันได แต่กลับมีอานุภาพข่มขวัญผู้คน แววตาดูเรียบ
เฉย แต่กลับคล้ายว่าผ่านการกลั่นจากแสงดาบเงากระบี่ แม้พยายามปกปิดส่วน
แหลมคม แต่ไม่สามารถปกปิดความเย็นชาที่ทะลุผ่านเนื้อแท้ออกมาได้
คิดไม่ถึงว่าสาวรับใช้ติดตัวของซูหลี จะมีบุคคลที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ ดูเหมือนว่า
ต่อไปนางคงต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น และในเมื่อตัดสินใจกลับจวนอัครเสนาบดี
บนโลกนี้ก็ไม่มีหลีซูอีกต่อไปแล้ว นับแต่นี้นางก็คือซูหลี!
หวั่นซินเดินเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง แทบจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง
สายตาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าซูหลี วินาทีที่หยุดชะงักไม่เห็นเครื่องประดับใดๆ สีหน้า
ท่าทางก็แข็งกร้าวทันที
“โม่เซียง เจ้าไปห้องครัวเตรียมสำรับมาสักหน่อย คุณหนูตามบ่าวเข้าไปล้าง
หน้าหวีผมด้านในนะเจ้าคะ” นอบน้อมแต่ไม่ต่ำต้อย น้ำเสียงราวกับออกคำสั่ง
กลับไม่ได้ทำให้คนฟังเกิดความรู้สึกไม่พอใจ
หลีซู ไม่สิ ต้องเป็นซูหลี ซูหลีชะลอฝีเท้าสังเกตดูสวนเล็กๆ เงียบๆ ทั้งในและ
นอกเรือนล้วนแต่ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก แม้ว่าในเรือนจะมีห้องด้านใน ห้องตรง
กลาง ห้องด้านนอกสามห้อง แต่กลับเล็กจนน่าเวทนา ภายในเรือนนอกเหนือจาก
ของใช้จำเป็นอย่างเตียงนอน โต๊ะและเก้าอี้แล้ว ก็ไม่มีการประดับตกแต่งใดๆ อีก
เทียบกับห้องที่นางเคยอาศัยในจวนเซ่อเจิ้งอ๋องแล้ว ต่างกันราวฟ้ากับดิน
เข้าเรือนล้างหน้าหวีผมอย่างเรียบง่าย และเปลี่ยนชุดที่สวมใส่ เพิ่งจะรู้สึกว่า
คอแห้งเล็กน้อย น้ำแก้วหนึ่งก็ยื่นมาอยู่ตรงหน้า ซูหลีรับมาจิบอึกหนึ่ง ได้ยินเสียง
ถามของหวั่นซิน “คุณหนู ปิ่นปักผมของคุณหนูล่ะเจ้าคะ?”
ปิ่นปักผม? ซูหลีสะดุ้งเล็กน้อย ปิ่นปักผมที่ถูกคนเลวฟันขาด? ปิ่นปักผมลี้ลับ
ที่สาวรับใช้ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ ต้องมีอะไรแฝงซ่อนอยู่แน่ๆ
“หายไปแล้ว” ซูหลีโพล่งตอบโดยแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แอบเหลือบมองนาง
ด้วยหางตา
หวั่นซินแววตาคร่ำเครียดเล็กน้อย พลางเอ่ยซักไซ้ “หาย? เมื่อตอนที่ี่ี่บ่าวเอา
ปิ่นปักผมให้คุณหนู บอกแล้วว่าถ้าไม่ใช่เหตุจำเป็นสุดวิสัยจริงๆ ห้ามเอาออกมาใช้
ตามใจชอบ คุณหนูทำหายได้อย่างไร?”
หวั่นซินใบหน้าเคร่งเครียด ราวกับว่าปิ่นปักผมนั่นไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา
ซูหลีหวนนึกถึงกลิ่นหอมแปลกๆ ที่อยู่ในปิ่นปักผม ในใจพลันหนาวเหน็บทันที่ หัน
มองหวั่นซินอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว หญิงสาวผู้นี้สีหน้าท่าท่างคร่ำเครียด ไม่ใช่บ่าวรับ
ใช้ธรรมดาอย่างแน่นอน ถ้าหากนางเป็นคนให้ปิ่นปักผม หรือว่า… นางจะ
เกี่ยวข้องกับเฉินเหมิน?
ซูหลีก้มหน้าทอดถอนใจ บอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฟังคร่าวๆ ตั้งใจหลีก
เลี่ยงไม่กล่าวถึงจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ตอนที่ี่ี่เอ่ยถึงตงฟางเจ๋อ สีหน้าท่าทางของหวั่นซิ
นเปลี่ยนแปลงทันใด และเอ่ยถามทันที่ “คุณหนูบอกว่า ตอนที่ี่ี่ปิ่นปักผมถูกฟาด
ตกพื้น ตงฟางเจ๋อก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย? ทั้งยังช่วยคุณหนูไว้?”
แตกต่างจากความประหลาดใจของซูฉุน ในน้ำเสียงของหวั่นซินเตือนให้ระวัง
มากกว่า หรือว่านางจะเป็นคนของเฉินเหมินจริงๆ? เฉินเหมินเป็นองค์กรนักฆ่าที่
มีชื่อเสียงมากที่สุดในยุทธจักร วรยุทธ์ของนักฆ่าภายในองค์กรเก่งฉกาจ ลึกลับ
ซับซ้อน เหตุใดจึงยอมฝืนทนเป็นสาวรับใช้ในจวนอัครเสนาบดี?
ซูหลีลอบสงสัยในใจ เอ่ยถามหยั่งเชิง “ทำไมหรือ? มีปัญหาอันใดหรือ?”
หวั่นซินไม่ตอบ เบนสายตาออกไปช้าๆ โม่เซียงกลับเข้ามาในเรือนพอดี หวั่นซิ
นเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ไม่มีเจ้าค่ะ ตงฟางเจ๋อผู้นี้เป็นคนเจ้าแผนการ ต่อไปคุณ
หนูพยายามไปมาหาสู่กับเขาให้น้อยที่สุด ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ต้อง
ระมัดระวังให้มาก เอาละ คุณหนูเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบทานข้าวเถิดเจ้าค่ะ ทาน
เสร็จก็รีบพักผ่อนนะเจ้าคะ”
ใจซูหลีรู้ดีว่าไม่ว่าถามอะไรก็คงไม่ได้ความ จึงไม่เอ่ยวาจาอีก โม่เซียงนำสำรับ
อาหารมา ทั้งสามทานอาหารพร้อมกัน หวั่นซินเงียบขรึมตลอด โม่เซียงอารมณ์ดี
ยิ่งยวดเพราะซูหลีกลับมาอย่างปลอดภัย ซูหลีถามหนึ่งประโยคนางสามารถตอบ
กลับสิบประโยค แทบจะเอ่ยถึงคนทั้งจวนอัครเสนาบดีครบแล้ว เวลาไม่ถึงสิบห้า
นาทีนางก็รู้สถานการณ์ในจวนอัครเสนาบดีมากกว่าครึ่งแล้ว
ฮูหยินผู้มาจากสกุลเถาภรรยาคนแรกของอัครเสนาบดีซูเซียงหรู มีบุตรชาย
หนึ่งคนบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายคนโตนามว่าซูฉุน เปี่ยมไปด้วยความสามารถ
และมีสติปัญญามากล้น พรสวรรค์โดดเด่น ปฏิบัติกับซูหลีดีมาก เป็นหนึ่งใน
บุคคลที่บุตรสาวตระกูลมั่งคั่งเก่าแก่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเสาะแสวงไล่ตาม
บุตรสาวคนโตนามว่าซูชิ่น อายุสิบแปดปี นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ ถือดีว่าตนเอง
งดงามเพริศพริ้งดังดอกไม้ มีฐานะสูงส่ง ข่มเหงรังแกซูหลีที่ถือกำเนิดโดย
อนุภรรยาผู้มาจากสกุลหลิ่วเป็นบางเวลา
อนุภรรยาผู้มาจากสกุลหลิ่วผู้นี้หลังจากตระกูลหลิ่วกลายเป็นอดีตตระกูลเก่า
แก่มีชื่อเสียง ครอบครัวตกระกำลำบากสุดท้ายจึงมอบกายใจมาเป็นอนุภรรยา
ของอัครเสนาบดี ในช่วงแรกนั้นได้รับความรักมากมายจากอัครเสนาบดี ทำให้
ภรรยาหลวงจากสกุลเถาได้รับแต่ความเย็นชาเฉยเมย
ต่อมาไม่รู้ว่าไม่เป็นที่โปรดปรานเพราะเหตุอันใด ป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน
ทิ้งซูหลีใช้ชีวิตอยู่ในจวนอัครเสนาบดีอย่างยากลำบากเพียงลำพัง ไม่เพียงแต่ถูก
กล่าวหาว่าปานบนใบหน้าไม่เป็นมงคล กระทั่งมีคนพูดว่านางเป็นปีศาจกลับชาติมา
เกิด มีดวงกินบิดามารดา ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งถูกห้ามเข้าพบซูเซียงหรู หลังจากนั้น
แม้แต่พวกข้ารับใช้เองก็ค่อยๆ ไม่เห็นนางอยู่ในสายตา หากไม่มีหวั่นซินและโม่เซี
ยงอยู่ดูแลนางอย่างดีข้างกาย เกรงว่าแม้แต่ข้าวร้อนๆ สักคำนางก็คงไม่ได้กิน
ตกดึกทั้งๆ ที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเหนื่อยและง่วงอย่างยิ่ง ซูหลีกลับ
นอนไม่หลับ ยันตัวขึ้นนั่ง ลองนั่งสมาธิฝึกฌานอย่างเมื่อก่อน แต่ไม่ว่าอย่างไร
ความรู้สึกนั้นก็ไม่กลับมา ทำให้นึกขึ้นได้ เสด็จแม่เคยกล่าวว่า กำลังภายในที่นาง
ฝึกฝนเหมาะกับการฝึกฝนตั้งแต่เด็กเท่านั้น อดไม่ได้ที่จะท้อใจเล็กน้อย แต่
สุดท้ายก็ไม่ยอมแพ้ ยืนหยัดฝึกฝนอยู่ครู่หนึ่ง เริ่มแรกรู้สึกจิตใจร้อนรน ต่อมาก
ระสับกระส่ายทั่วทั้งร่าง สำนึกรู้เลือนลาง อยากหยุดแต่กลับหยุดไม่ได้!
เหงื่อเริ่มผุดไหลทั่วร่าง ราวกับเม็ดฝนสาดตกลงมา ซูหลีในใจตกตะลึงอย่าง
ยิ่ง เวลานี้ จู่ๆ ก็มีลมปราณแข็งแกร่งไหลเข้าสู่กาย กดทับลมหายใจที่ยุ่งเหยิงให้
กระจัดกระจายออกไป
ซูหลีเบิกตา หวั่นซินยืนอยู่เบื้องหน้าเตียง เอ่ยถามด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม “เมื่อ
ครู่คุณหนูทำอะไรเจ้าคะ?”
ซูหลีรีบกลั้นกลืนอาการตกใจ ตอบกลับ “ฝึกวิชา ข้าเห็นคนอื่นฝึกกันแบบนี้
แต่ไม่ว่าข้าจะทำอย่างไรก็ดูเหมือนจะไม่ถูก” กล่าวจบก็ส่ายหน้า หวั่นซินดวงตา
เฉียบคม สายตาจับผิดเล็กน้อย ซูหลีสบตาไม่กะพริบหลบ อย่างที่ซูหลีคิด หวั่นซิน
ไม่ใช่สาวรับใช้ธรรมดา นางมีวิทยายุทธ์แข็งแกร่ง พลังภายในลึกล้ำ
“เหตุใดจู่ๆ ถึงคิดอยากฝึกวิชา? แต่ก่อนไม่ว่าจะสอนอย่างไร คุณหนูก็ไม่ยอม
ฝึก” หวั่นซินถามอีกครั้งอย่างสงสัย
ซูหลีหลุบตาตอบกลับ “แต่ก่อนข้าคิดว่ามีเจ้าคอยปกป้องอยู่ข้างๆ ข้าไม่
ร่ำเรียนก็ไม่เป็นไร แต่ครั้งนี้อีกนิดเดียวก็เกือบ…” พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ นางก็หยุดลง
คล้ายว่าเจ็บปวดจนพูดไม่ออก เงยหน้าขึ้นช้าๆ เห็นแววตาของหวั่นซินมีประกาย
แปลกๆ พาดผ่านดวงตาชั่วแวบหนึ่ง คล้ายว่าโทษตัวเอง และรู้สึกผิด ซูหลีก้มหน้า
มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น เอ่ยต่อด้วยอารมณ์ทุกข์ใจครึ่งหนึ่ง
และเด็ดเดี่ยวครึ่งหนึ่ง “ข้าไม่อยากถูกผู้คนรังแกแบบนี้อีก ดังนั้นข้าอยากมีความ
สามารถที่ใช้ปกป้องตัวเองได้”
หวั่นซินพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าท่าทางชื่นชมอย่างมาก “ในที่สุดคุณหนูก็คิด
ได้แล้ว! บ่าวบอกกับคุณหนูนานแล้ว มีเพียงตัวเองแข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะอยู่
อย่างมีศักดิ์ศรี คืนนี้คุณหนูพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้เป็นต้นไปบ่าวจะช่วยคุณหนูฝึก
วิทยายุทธ์เองเจ้าค่ะ”
หลีซูดีใจยิ่ง “ตกลง!”
หวั่นซินไม่ผิดคำพูด คืนวันที่สอง ไม่เพียงแต่สอนเคล็ดวิชากำลังภายใน นาง
ยังถ่ายทอดกระบวนท่าที่ค่อนข้างง่ายแต่ใช้ประโยชน์ได้จริงด้วย ซูหลีเป็นคน
ฉลาดสติปัญญาล้ำเลิศอยู่แล้ว ความสามารถในการเข้าใจเกินมนุษย์ ทั้งยังเคย
ร่ำเรียนวิทยายุทธ์หลายปี เวลานี้ไม่ว่ากระบวนท่าใด ล้วนแต่ทำได้ทันทีที่ได้เรียน
ส่วนกำลังภายใน ชี้แนะเล็กน้อยก็รู้ช่องทางลัดทันที่ ฝึกฝนครั้งแรกถือว่ารวดเร็ว
น่าทึ่งมาก หวั่นซินประหลาดใจยิ่ง เอ่ยชมเชย “แต่ก่อนดูไม่ออกเลยว่าคุณหนูเป็น
อัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์!”
1 ศัตรูบนทางแคบ หมายถึง บุคคลหรือศัตรูคู่แค้นที่ไม่ปรารถนาจะพบเจอ แต่กลับโคจรมาเจอกันโดยง่าย
ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้