กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 20 โถมตัวอิงแอบซบอก
ซูหลีตะลึงงัน กังวลใจว่าตนเองจะแสดงออกเกินหน้าเกินตา รีบรุดเงยหน้า
เมื่อเห็นท่าทางหวั่นซินคล้ายว่าจะไม่ประหลาดใจอะไร ถึงจะเอ่ยรับ “ในเมื่อตัดสินใจ
ที่จะร่ำเรียน ย่อมต้องตั้งใจเป็นธรรมดา”
หวั่นซินพยักหน้า “เช่นนี้ก็ดีแล้ว บ่าวไม่สามารถอยู่เคียงข้างคุณหนูได้ตลอด
เวลา คุณหนูสามารถร่ำเรียนสำเร็จได้เร็วหนึ่งวัน บ่าวก็สามารถวางใจได้เร็วขึ้น
หนึ่งวัน หวังว่าทุกวันนับแต่นี้ต่อไป ท่านจะไม่ทำให้บ่าวผิดหวังนะเจ้าคะ”
แววตาคาดหวังที่เห็นอยู่รางๆ กระตุ้นความตั้งใจของซูหลี นางลุกยืนตัวตรง
ตอบรับอย่างแน่วแน่ “ข้าจะพยายาม”
ดวงตาสีดำสดใสดุจดวงดาว แผ่กระจายความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม นอกจากนี้ยัง
มีพลังความมั่นใจ
หวั่นซินเมื่อเห็นก็อึ้งตะลึง เอ่ยขึ้นขณะมองดวงตานาง “ท่านเปลี่ยนไปแล้ว!”
ซูหลีตอบรับ “มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่
ประสบกับความเป็นความตาย ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่า อดทนยอมความย่อมนำมาซึ่ง
ความปลอดภัย แต่ความจริงกลับไม่ใช่ คนดีโดนคนกลั่นแกล้ง ยิ่งเจ้าขี้ขลาด
หวาดกลัว คนอื่นก็จะยิ่งขี่หัวข่มเหงเจ้า! มิสู้คิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง
เสียดีกว่า แม้ว่าอนาคตจะตาย ก็ต้องสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง”
นี่คือคำพูดจากใจของนาง ก่อนหน้าที่จะกลับสู่จวนอัครเสนาบดี นางเคยคิดจะ
เสแสร้ง ปกปิดนิสัยที่แท้จริงด้วยการแกล้งทำเป็นอ่อนแอขี้ขลาด หลีกเลี่ยงไม่ให้
ผู้คนสงสัย แต่ว่าต่อหน้าบุคคลอย่างหวั่นซิน คิดที่จะเสแสร้งมิสู้เป็นตัวเองอย่าง
ตรงไปตรงมาจะดีกว่า ได้รับความไว้วางใจง่ายกว่า
บนโลกใบนี้ คนแข็งแกร่งย่อมมีเกียรติ
“ท่านคิดเยี่ยงนี้เป็นเรื่องดี” สายตาเฉียบแหลมค่อยๆ จางลง หวั่นซินเอ่ย
ด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “แต่ต้องจำให้ดี ก่อนที่คุณหนูจะมั่นใจว่าสามารถตั้งหลัก
มั่นคงในจวนอัครเสนาบดีได้ ห้ามเผยวิทยายุทธ์ออกมาโดยง่ายอย่างเด็ดขาด!”
ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว นางรู้แจ้งในเรื่องนี้ดีกว่าทุกคน
ค่ำคืนนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว การอยู่ร่วมกับหวั่นซินก็เริ่มเป็นธรรมชาติมากขึ้น
และทุกค่ำคืนหลังจากนั้นล้วนแต่มีพัฒนาการ ภายในไม่กี่วัน ซูหลีก็รู้สึกว่ามี
ลมปราณกระเพื่อมสั่นไหวอยู่ภายในร่าง สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้นางเป็น
อย่างมาก เท่าที่นางรู้ กำลังภายในทั่วไป อย่างน้อยต้องฝึกฝนหลายเดือนถึงจะได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ ไม่รู้ว่ากำลังภายในที่หวั่นซินถ่ายทอดให้เป็นประเภทใด ขนาดซูหลีมี
ร่างกายย่ำแย่เช่นนี้ยังสามารถฝึกฝนได้รวดเร็วปานนี้!
แสงแดดยามเช้าสาดส่องสดใส ภายในสวนเล็กๆ ที่มีสภาพทรุดโทรม ต้นหญ้า
น้อยๆ ที่มุดออกมาระหว่างร่องหิน แลดูทรหดอดทนยืนหยัดอย่างกล้าแกร่งและ
มีชีวิตชีวา
ซูหลีเรียกหาโม่เซียงให้ออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนนางแต่เช้า จวนอัครเสนาบดี
แห่งนี้ แม้จะไม่ใหญ่มโหฬารอย่างจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง แต่พื้นที่ก็มีความซับซ้อน มี
ลานมีสวนมากมาย หากนางไม่ทำความคุ้นเคย อนาคตหลงทางอยู่ในจวนตัวเอง
ก็ไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมาแก้ตัวได้
วนรอบสวนหลังเรือนไปหนึ่งรอบ สังเกตว่าวันนี้ในสวนเงียบเป็นพิเศษ มี
เพียงห้องครัวที่คึกคักผิดปกติ คนนับสิบเดินพลุกพล่านขวักไขว่ไปมา
สถานการณ์นั้นคล้ายกับฮ่องเต้กำลังจะเสด็จ
“วันนี้ที่จวนมีแขกหรือ? เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด?” บนถนนคับแคบภายในสวน
ดอกไม้ ซูหลีเอ่ยถามอย่างสงสัย
โม่เซียงกำลังอยากจะบอกเรื่องนี้กับนางอยู่พอดี เมื่อนางถามขึ้นตอนนี้จึง
รีบรุดตอบกลับ “ได้ยินว่าวันนี้นายท่านจัดงานเลี้ยงรับรองเจิ้นหนิงอ๋อง ตอนนี้
คนทั้งจวนต่างกำลังลือเรื่องนี้ คุณหนูใหญ่อาจได้แต่งไปที่จวนเจิ้นหนิงอ๋อง
เจ้าค่ะ!”
ฝีเท้าชะงักกึก ในความคิดของซูหลีพลันมีภาพใบหน้างดงามหล่อเหลาปรากฏ
ขึ้น ทั้งยังมีความสูงส่งและพลังที่มิมีคู่แข่งสามารถทัดเทียมได้…
บุรุษอย่างตงฟางเจ๋อ จะรับซูชิ่นเป็นพระชายาของเขา? ซูหลีแปลกใจเล็กน้อย
หันกลับไปถาม “ท่านพ่อกลับมาเมื่อใด?”
“เมื่อคืนวานเจ้าค่ะ” โม่เซียงเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกอยู่เบื้องหน้า
“โอ๊ะ! นี่ใครกันล่ะนี่?”
เสียงสูงและแหลมของหญิงสาวทำลายความเงียบสงัดภายในสวน ซูชิ่นในชุด
กระโปรงสีแดง โดดเด่นสะดุดตา เอวบางสับส่าย สะบัดพัดที่อยู่ในมือเบาๆ คิดว่า
ตนเองอ่อนช้อยงดงาม เดินบิดไปบิดมาตลอดทาง ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่าง
ประณีตก็ยังพองดงามอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเทียบกับซูหลีนั้นยังคงห่างไกลยิ่งนัก ถ้า
หากไม่มีปานนั้น…
ซูหลีขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว โชคร้ายจริงเชียว เพียงแค่ออกมาเดินเล่นก็ยังพบ
เจอกับเทพเจ้าแห่งโรคร้าย ไม่อยากจะก่อปัญหาใดๆ นางจึงคิดจะหลีกเลี่ยงไปทั้ง
อย่างนี้ แต่ยังไม่ทันจะหมุนตัว ซูชิ่นก็สาวเท้ายาวๆ มาทางนางแล้ว เห็นซูหลีสีหน้า
ท่าทางเรียบเฉย ไม่เป็นดั่งวันวานก่อนหน้านี้ที่เมื่อเห็นซูชิ่นก็เกิดความหวาดกลัว
ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจ เชิดหน้าตำหนิ “ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ! เจ้ากล้าเมิน
งั้นหรือ!”
พัดในมือ ทักทายเข้าหาใบหน้าซูหลีอย่างไม่เกรงใจ
ซูหลีแววตาเคร่งขรึม ด้วยจิตสำนึกต้องการที่จะคว้าจับมือของซูชิ่น แต่กลับ
ถูกโม่เซียงดึงลากให้ถอยออกมา ซูชิ่นสะบัดพัดไม่โดน ไฟในใจพลันลุกฮือขึ้น
กัดฟันด่าฉอด “นางขี้ข้าสมควรตาย!” ส่งสายตามองไปทางด้านหลัง สาวรับใช้
สองคนก้าวขึ้นมาบิดแขนของโม่เซียงทันที่ หนึ่งคนข้างซ้าย อีกหนึ่งคนข้างขวา
ฟาดตบลงไปยังใบหน้าของโม่เซียงทั้งสองข้างอย่างแรง
ใช้แรงอย่างเต็มกำลัง
เลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก แก้มทั้งสองข้างปูดนูนราวกับหมั่นโถวอย่าง
รวดเร็ว โม่เซียงไม่ส่งเสียงต่อต้าน เห็นชัดว่าถูกกลั่นแกล้งจนชินแล้ว แต่ซูหลีก
ลับไม่ชิน หันไปขมวดคิ้วตำหนิสองคนนั้น “หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงทุ้มเย็นชา ทรงพลังมากยิ่ง สะเทือนจนสาวรับใช้สองคนหยุดมือ แหงน
หน้ามองไปอย่างตกตะลึง ทันทีที่สบตาเข้ากับแววตาหนาวเหน็บดุจน้ำแข็ง
ร่างกายพลันสั่นเทา คลายมือถอยกลับไปโดยไม่รู้ตัว
ซูชิ่นเองก็ตกตะลึงเช่นกัน อ้าปากค้างมองนางราวกับมองคนแปลกหน้า นาง
นี่ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาครั้งก่อน คล้ายว่าจะแตกต่างจากเมื่อก่อน! บังอาจกล้าพูดกับซู
ชิ่นเยี่ยงนี้! ซูชิ่นถลึงตากลมโต กล่าวด้วยโทสะ “ไม่เจอไม่กี่วัน เจ้าดูจะเก่งนักนะ!
กินหัวใจหมีดีเสือมารึ? ถึงกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้คุยกับข้า เจ้าคิดจะทำอะไร?”
ซูหลีพยายามข่มอารมณ์ของตัวเอง พยายามพูดน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ควรจะเป็น
ข้าที่ถามพี่สาวมากกว่าว่าพี่สาวคิดจะทำอะไร? โม่เซียงทำผิดอันใดกันถึงควรค่าให้
พี่สาวเคืองโกรธเช่นนี้ ต้องใช้ให้คนลงมือรุนแรงถึงเพียงนี้!”
“น้องสงสารงั้นหรือ? ถ้าหากสงสาร ครั้งหน้าหากข้าตบเจ้า เจ้าก็อย่าหลบ!
หากเจ้าหลบ สาวรับใช้ของเจ้าก็ต้องรับแทน… ทำไม เจ้าไม่พอใจ?” เมื่อเห็น
สายตาขุ่นเคืองในดวงตาซูหลี ซูชิ่นหัวเราะเสียงดัง ยั่วยุยิ่งนัก ท่าทางหยิ่งผยอง
นั่นเห็นแล้วอยากจะสั่งสอนนางให้รู้แล้วรู้รอด แต่ซูหลีไม่ใช่คนหุนหันพลันแล่น
ด้วยสถานะของนางในจวนอัครเสนาบดีตอนนี้ การมีเรื่องปะทะกันนั้นไม่ใช่การกระ
ทำที่ฉลาด
“ซูหลีไม่กล้า! ท่านพี่ฐานะสูงส่ง อยากทำอะไรย่อมทำได้อยู่แล้ว!” ซูหลีหัวเราะ
เสียงเบา ท่าทางว่าง่าย ซ่อนความเย็นชาไว้ที่หางตาเงียบๆ
ซูชิ่นไม่สังเกตเห็น หัวเราะอย่างได้ใจ “มันต้องอย่างนี้สิ! ข้าถามหน่อย เจ้าไม่
อยู่ในเรือนตัวเองเงียบๆ ออกมาวิ่งเพ่นพ่านที่นี่ทำไมกัน?”
ซูหลีเงยหน้า เห็นสวนด้านหลังซูชิ่นประดับตกแต่งงดงาม ดอกไม้ใบหญ้า
อุดมสมบูรณ์ เทียบกับสวนเล็กๆ ของนางแล้วความแตกต่างชัดเจนยิ่งนัก ซูหลี
แววตาเย็นชา แต่กลับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าได้ยินว่าดอกไม้ในสวนของพี่สาวผลิ
บานงดงามยิ่งนัก ดังนั้นจึงอยากมาดูชม ท่านพี่ก็รู้ สวนของข้าไม่มีอะไรเลย…”
“เจ้าก็สมควรไม่มีอะไรอยู่แล้ว!” ซูชิ่นตะโกนขัดจังหวะ ดูถูกสุดขีด “ด้วย
สถานะที่ต่ำต้อยของเจ้าเยี่ยงนี้ มีเรือนให้อยู่ก็ควรพอใจแล้ว อย่าคิดหวังว่าสักวัน
จะได้อยู่ในเรือนที่ดีเหมือนอย่างข้า เรื่องตอนที่ี่ี่แม่เจ้าอยู่ยังไม่สามารถทำได้ ตอน
นี้นางตายแล้ว เจ้าก็ยิ่งไม่ต้องคิดฝันลมๆ แล้งๆ! อวิ๋นเซียง จงไปสั่งการแทนข้า
ต่อไปหากใครกล้าปล่อยให้คนต่ำต้อยนี่เข้ามาในสวนตะวันตก ก็ให้เก็บข้าวของ
ไสหัวออกไปจากจวนอัครเสนาบดี! ที่นี่ใช่ที่ที่นางสมควรมางั้นหรือ?”