กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 2 การพานพบที่ร้ายแรงถึงชีวิต (2)
ผ้าม่านข้างเตียงโปรยตัวลง สองคนเบียดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่กล้าแม้แต่
หายใจเสียงดัง เขากระชับแขนรัดนางอยู่ในอ้อมอกแน่น เป็นสัญญาณให้นางตอบ
คำถาม นางจนใจ ทำได้เพียงตะโกนตอบออกไปว่า “ข้าเข้านอนแล้ว เจ้ากลับไปพัก
ผ่อนเถิด”
นอกห้องเงียบลงแล้ว ยามค่ำหนาวเหน็บดั่งน้ำเย็น ลมหนาวพัดผ่านเข้ามา
ปัดเป่าไอน้ำในห้องให้จางหายไปพร้อมกับไอสังหารก่อนหน้านี้
“ปล่อยข้าได้แล้ว!” หญิงสาวเอ่ยเตือนเสียงเบา
ชายหนุ่มได้ยินก็กระดกคิ้ว ออกแรงกระชับนางให้ใกล้ยิ่งขึ้น ท่ามกลางความ
มืด เขาและนางหน้าชนหน้า จมูกชนจมูก ดั่งคนรักที่ใกล้ชิดแนบแน่น ไร้ซึ่งช่อง
ว่าง ทว่าพวกเขากลับไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร
ไม่รู้เป็นเพราะพิษกำเริบหรือฤทธิ์ของบาดแผล ชายหนุ่มถึงได้สติเลื่อนลอยไป
ชั่วขณะ เพียงต้องการโอบกอดนางไว้ เพื่อหาความอบอุ่นและคลายใจเพียงเสี้ยว
นาที่ แต่หญิงงามในอ้อมอกกลับขัดขืน เขาแค่นเสียงไม่สบอารมณ์ “หากเจ้าขยับ
ตัวอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
นางสูดหายใจ ถามเสียงแผ่ว “เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่?”
“เหอะ!” เขากอดนางไว้มิยอมคลาย เอ่ยเสียงเย็นชา “ในถุงข้างเอวของข้ามียา
หยิบขึ้นมาให้ข้ากิน”
“ยาของเจ้า แก้พิษของข้าไม่ได้” นางพยายามเกลี้ยกล่อมเขา หวังให้เขาปล่อย
นางไปหยิบยาแก้พิษ
ชายหนุ่มเอ็ดเสียงเข้ม “ไม่อยากตายก็หยิบยาขึ้นมา!”
นางจนใจ ทำได้เพียงยื่นมือไปคลำเอวของเขา เจอยาลูกกลอน ทว่ากลับได้
กลิ่นคาวเลือดโชยมาจากกายเขา สีเลือดนี้บ่งบอกว่าถูกพิษร้ายแรง ผู้ใดกันลงมือ
โหดเหี้ยมเช่นนี้ ใช้พิษทำร้ายคนอย่างไม่คิดตระหนี่ด้วยกลัวว่าคนผู้นี้จะไม่สิ้นลม?!
แรงจากฝ่ามือของชายหนุ่มอ่อนลงเล็กน้อย นางรีบออกแรงผลักเต็มกำลัง
ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัวเกือบกลิ้งตกเตียง! ในเสี้ยววินาทีคับขัน เขาคว้าเอวนางไว้
ทัน ดึงร่างขึ้นไปนอนล้มข้างกายนาง พิษแล่นโจมตีหัวใจ เลือดลมในจุดตันเถียน
ป่วนพล่าน เขากระอักเลือดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป มีเพียงฝ่ามือกว้างที่
เกี่ยวรัดเอวนางไว้ ที่ยังคงไม่ยอมคลาย
นางอยากผลักเขาออก แต่ก็จนใจที่เขาหนักยิ่งกว่าขุนเขา ทำได้เพียงตบหน้า
เขา พลางร้องเรียก “นี่! ตื่นเร็ว! ตายแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มพลันพูดเสียงเย็นชา “เจ้าหวังอยากให้ข้าตายแล้วหรือ! ยาเล่า?”
นางถอนหายใจ รีบคลำยาลูกกลอนขึ้นมาป้อนใส่ปากเขา เขารีบพลิกตัวนั่ง นิ่ง
เงียบขับเคลื่อนลมปราณ
นางหลุดพ้นจากพันธนาการของเขาในที่สุด รีบใช้ผ้านวมห่อกายอย่างมิดชิด
ทันที่ ดวงตาทั้งคู่จ้องมองเงาร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ
“เรื่องวันนี้ ห้ามแพร่งพรายกับผู้ใดเด็ดขาด!” ผ่านไปไม่นาน ลมปราณของเขา
มั่นคง คล้ายอาการดีขึ้นมาก
นางไม่ได้รับคำ ในใจกลับลอบประหลาดใจ หรือว่าเขาถอนพิษได้จริงๆ? นั่นเป็น
ยาลูกกลอนอะไรกัน แม้แต่นางยังแยกแยะกลิ่นส่วนผสมไม่ออก
ชายหนุ่มพูดอีก “เจ้าช่วยข้าไว้ ข้าจะมาหาเจ้าอีกแน่นอน” พูดจบเขาก็พลันยื่น
มือมาคว้ามือนาง
“ไม่จำเป็น!” นางปฏิเสธทันควัน กล่าวเสียงเย็นชาว่า “หากมิใช่สถานการณ์
บังคับ ข้าคงไม่ช่วยเจ้า ปล่อยข้า!”
“เจ้าคิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือ?” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ ในความมืดเขามองไม่เห็น
รูปร่างหน้าตาของนาง มือหนึ่งพลันยกขึ้นลูบไล้ดวงหน้างาม คล้ายต้องการจดจำ
ลักษณะของนางไว้
หญิงสาวสะดุ้งสุดใจ ร่างกายถอยกรูด แต่ดวงหน้ากลับยังคงถูกฝ่ามือหนา
ลูบไล้จนทั่วหนึ่งรอบ ขณะปล่อยมือ เขาชิงแหวนหยกขาวที่นางสวมใส่ไม่เคยห่าง
ตัวไปอย่างรวดเร็ว
“แม้อาบน้ำยังไม่ยอมถอด ต้องเป็นของสำคัญอย่างแน่นอน!”
“คืนข้ามาเดี๋ยวนี้!” นางรีบร้อนเข้าไปแย่ง แต่กลับสายเกินไป เงาร่างของชาย
หนุ่มกระโดดออกนอกหน้าต่างไปแล้ว มีเพียงเสียงแผ่วเบาที่ดังมารางๆ”จำไว้ ข้า
จะกลับมาหาเจ้าอีก!”
ผืนฝ้ายังคงมืดมิด ลมหนาวพัดน้ำในอ่างเป็นริ้ว ภายในห้องไร้ซึ่งเงาคนแปลก
หน้าอีกต่อไป
∗∗∗
เมืองหลวงแห่งแคว้นเฉิง เจริญรุ่งเรืองและมีชีวิตชีวาเช่นวันวาน โดยเฉพาะ
วันนี้
จวนจิ้งอันอ๋องส่งขบวนรับตัวเจ้าสาวพระราชทานไปยังจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ขบวน
ทอดยาวหลายสิบลี้ ในเมืองไม่เคยมีงานมงคลอันมีเกียรติและหรูหราเช่นนี้มา
ก่อน เสียงโห่ร้องยินดีกึกก้องตลอดทาง ประทัดมงคลดังไม่ขาดสาย ทั่วทั้งเมือง
ปกคลุมไปด้วยสีแดงแห่งงานมงคล
หลีซูนั่งเงียบอยู่ในเกี้ยวรับตัวเจ้าสาวที่พระราชทานโดยฮ่องเต้ สองฝ่ามือกำ
แน่น ปลายนิ้วเห็นเหงื่อรางๆ ไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะมีวันที่นางตื่นเต้นขนาดนี้
ด้วย!
จิ้งอันอ๋อง ตงฟางจั๋ว โอรสที่ประสูติจากฮองเฮา สถานะสูงส่ง ปราดเปรื่อง
เกินผู้ใด ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างที่สุด หญิงทั่วเมืองหลวง มิมีผู้ใด
ไม่อยากแต่งเป็นชายาของเขา! ทว่าเขาเห็นนางเพียงครั้งเดียว ก็พลันตะลึงงัน
ราวเห็นเทพธิดาเดิน ยืนกรานจะขอนางมาเป็นชายาให้จงได้ ใต้ต้นดอกหลี กำเนิด
รักสามภพสามชาติ ในหัวใจของเขามีเพียงนาง เมื่อภาพดวงหน้าสง่างามเปี่ยม
ความรู้สึกของเขาผุดขึ้นมาในความคิด นางก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นหวานล้ำที่เอ่อ
ล้นขึ้นในใจ
พลันนั้น บนถนนอันกว้างขวาง ม้ารบสิบกว่าตัววิ่งทะยานเข้ามาจากที่ไกลๆ
ราวลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศรด้วยความเร็วสูง ขบวนรับตัวเจ้าสาวที่เดิมยืนเรียง
รายเป็นระเบียบ พลันแตกกระเจิงราวกับคลื่นน้ำสีแดงที่ถูกซัดขึ้นสองฝั่ง
ชายผู้เป็นผู้นำคร่อมอาชาสีดำ พริบตาเดียวก็มาถึงหน้าเกี้ยวพระราชทาน ลม
แรงพัดผ่าน ม่านที่โรยตัวปิดเกี้ยวไว้พลันแหวกออกเล็กน้อย เผยให้เห็นอาภรณ์สี
แดงชัดและแวววาวดั่งผิวน้ำของหลีซู ผู้คนอดไม่ได้ที่จะร้องตกตะลึง ผู้ใดกันช่าง
อาจหาญเช่นนี้ ถึงขั้นกล้าจู่โจมเกี้ยวของว่าที่พระชายาจิ้งอันอ๋อง!
อาชาสีดำเปล่งเสียงคำรามแหบต่ำ หยุดยืนอย่างมั่นคง
จิ้งอันอ๋องตงฟางจั๋วยืนอยู่หน้าประตูจวนท่ามกลางข้ารับใช้นับร้อย ร่างสูง
เหยียดตรง โดดเด่นราวกระเรียนกลางฝูงไก่ แลดูเจิดจรัสสูงส่ง บนร่างสวมชุด
มงคล ยิ่งขับให้เขางามสง่าผ่าเผย หล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียม ครั้นเห็นผู้มา ใบหน้าเขา
พลันง้ำเล็กน้อย เท้าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
คนบนม้าสวมชุดจิ่นเผาสีหมึกทั้งตัว รวบผมด้วยรัดเกล้าสีทอง ยิ่งขับให้
ใบหน้าของเขางามดุจหยก คิ้วกระบี่เชิดสูง นัยน์ตาคมปลาบ เส้นผมดำขลับไหว
สยายตามสายลมเบาๆ ท่าทางดุดันดั่งกระบี่ไร้เทียมทานที่พร้อมจะเปื้อนเลือดเสีย
เดี๋ยวนั้น! รัศมีของกษัตริย์ผู้ไม่แยแสสิ่งใดในใต้หล้าแผ่กำจายทั่วร่าง! เขายกแขน
เล็กน้อย ออกคำสั่งโดยไร้เสียง เหล่าองครักษ์ที่ติดตามมารีบลงจากม้า กระจาย
ตัวออกเป็นสองแถวอย่างพร้อมเพรียงและรวดเร็ว
รอบด้านพลันเงียบสงัดไร้เสียง สายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ร่างของเขา
ไม่อาจละออกไปได้แม้สักนิด
ชายชุดดำพลิกตัวลงจากม้า สาวเท้าเดินไปยืนตรงหน้าตงฟางจั๋ว ยกมือ
คารวะพร้อมยิ้มบาง “พี่รอง ยินดีกับพิธีมงคลในวันนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันออก
ไปทำงาน กลับมาแสดงความยินดีช้า หวังว่าพี่รองจะไม่ถือโทษ”