กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 21 คิดเกินเลย
ช่างยโสโอหังโดยแท้! ซูหลีอดไม่ได้ที่จะลอบหัวเราะเย็นชา คนเช่นนี้หรือที่คิด
จะแต่งเข้าจวนเจิ้นหนิงอ๋อง? หากนางอยากมาอยู่ที่นี่จริง จะยากแค่ไหนกันเชียว!
สายตาเลื่อนออกไปเล็กน้อย พลันเหลือบเห็นเงาร่างสายหนึ่งเดินฝ่าทางเดินเส้น
เล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้ามายังทางนี้ ซูหลีสะดุดกึก รีบยื่นมือไปดึง
แขนเสื้อซูชิ่น และเอ่ยอย่างอ้อนวอน “พี่สาวอย่าทำเช่นนี้! ที่จริงข้ามาที่นี่เพราะมี
เรื่องจะขอร้อง ข้าได้ยินว่า เจิ้นหนิงอ๋อง… วันนี้จะมาเป็นแขกที่จวน จริงหรือเจ้า
คะ?”
“จริงแล้วอย่างไร? เจ้าคิดจะทำอะไร?” ซูชิ่นถามอย่างระแวง แววตาร้ายกาจ
ปรากฏทันใด
ซูหลีเอ่ย “ข้า… ข้าอยากยืมเสื้อผ้าพี่สาวสวมสักชุด…”
‘เพียะ!’ ยังไม่ทันสิ้นประโยค ถูกซูชิ่นตวัดฝ่ามือใส่พวงแก้มเต็มแรง ปลายเล็บ
แหลมๆ ข่วนแก้มนิ่มนวล ซูหลีไม่หลบเลี่ยง กัดฟันฝืนรับ
ซูชิ่นร้องด่าเสียงแหลม “เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ? คนเช่นเจ้าน่ะหรือคิดจะแย่ง
เจิ้นหนิงอ๋องกับข้า? ไม่รู้จักส่องกระจกดูเสียบ้างว่าตัวเองสารรูปเป็นเช่นไร! ข้าขอ
เตือนเจ้า เจิ้นหนิงอ๋องเป็นของข้า ผู้ใดกล้าคิดแย่งเขาไป ข้าจะถลกหนังมันผู้นั้น!”
ซูหลีแทบห้ามตัวเองไม่ให้หัวเราะออกมาไม่ไหว ไม่รู้ว่าหากตงฟางเจ๋อได้ยินคำ
พูดนี้เข้า จะรู้สึกอย่างไร? ยามนี้ซูชิ่นเท้าสะเอวถลึงตาโต ปากคอเราะร้าย เหมือน
บุตรีแห่งจวนอัครเสนาบดีเสียที่ไหน! และสิ่งที่ซูหลีต้องการ ก็คือผลลัพธ์เช่นนี้
ยกมือกุมแก้มช้อนตามอง ในใจลอบหัวเราะเย็นชา ภายนอกกลับเอ่ยเสียง
น้อยอกน้อยใจอย่างสุดแสน “ข้ามิได้คิดแข่งกับพี่สาว!”
“เจ้ายังกล้าพูด!” ซูชิ่นเกลียดที่ต้องทนมองท่าทางน้อยอกน้อยใจ และน่า
สงสารอย่างนี้ของนางมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อนางยกมือกุมปานสีแดงบน
พวงแก้มข้างซ้าย ก็ยิ่งดูงดงามจนน่าทึ่ง! ด้วยเพลิงริษยา เอื้อมมือบิดใบหูของ
นาง เอ่ยเสี้ยงเกรี้ยวกราด “กล้าแสร้งทำตัวน่าสงสารกับข้า ข้าจะบิดหูเจ้าทิ้งเสีย!”
เรี่ยวแรงมากมาย! ซูหลีขมวดคิ้วเบาๆ ลอบเหลือบมองไปทางทางเดินเส้นเล็ก
เงาร่างสายนั้นกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงพลันร้อง “ข้าเจ็บ! พี่สาว ปล่อยข้า
เถิด หากพี่ใหญ่มาเห็นเข้า…”
“เหอะ! ยังกล้าพูดถึงพี่ใหญ่ต่อหน้าข้า! เจ้ารู้หรือไม่ วันนั้นเป็นเพราะเจ้า ข้าถึง
ถูกพี่ใหญ่ตำหนิยกใหญ่ บัญชีนี้ ข้ายังไม่ได้สะสางกับเจ้า! ตัวซวยเช่นเจ้า ไม่รู้เกิด
โชคดีอันใดขึ้นมา ใกล้จะเดินเข้าโลงศพอยู่แล้ว กลับยังบังเอิญพบเจิ้นหนิงอ๋อง!”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ในใจซูชิ่นทั้งโกรธทั้งเกลียด นางได้ยินมานานว่าเจิ้นหนิงอ๋อง
นั้นบุคลิกสูงส่งไม่ธรรมดา รูปโฉมงดงามไร้ผู้ใดเปรียบ แต่ก็มิเคยมีโอกาสได้พบ
เจอ ทว่าซูหลีกลับพบเจอความโชคดีในความโชคร้าย ได้พบเจิ้นหนิงอ๋องก่อนนาง
หนึ่งก้าว ซ้ำยังถูกเขาช่วยเหลือไว้ แล้วนางจะรับเรื่องนี้ได้อย่างไร ซูชิ่นในยามนี้
ถูกความริษยาครอบงำ ดึงร่างซูหลี และผลักนางไปข้างหน้าเต็มแรง
เบื้องหน้าเป็นพุ่มไม้ที่เพิ่งถูกตัดแต่งไม่นาน ยอดอ่อนที่เพิ่งแตกกิ่ง ไม่อาจ
บดบังความแหลมคมของกิ่งก้านที่เพิ่งถูกตัด หากนางถลาเข้าไปเช่นนี้จริง ไม่
เพียงเสียโฉม แม้แต่ชีวิตน้อยๆ ก็อาจไม่เหลือ ซูชิ่นผู้นี้ จิตใจอำมหิตไม่เบา!
ซูหลีสายตาเย็นชา ร่างกายสะดุดและเซไปข้างหน้าด้วยแรงผลักมหาศาล กิ่ง
ไม้แหลมคมขนาดเท่าหัวแม่มือหลายสิบกิ่งอยู่ห่างนางเพียงเอื้อมมือ วินาทีที่เห็น
ว่าใกล้จะแทงเข้าเนื้อ โม่เซียงตกใจจนแทบสิ้นสติ ซูชิ่นกลับยืนกอดอกเชิดคางขึ้น
รอฟังเสียงกรีดร้องจากปากซูหลีอย่างใจเย็น ทว่า… เสียงกรีดร้องยังไม่ทันดัง
ขึ้น ในเสี้ยววินาทีฉิวเฉียด ซูหลียกเท้าขึ้นเขย่งบนไหล่ทางเบาๆ ดูคล้ายลนลาน
แท้จริงกำลังหยิบยืมแรงเพื่อหมุนเปลี่ยนทิศ ครูดกับกิ่งไม้ หันไปทางผู้ที่กำลัง
เดินมาจากทางเดินเส้นเล็กแทน
ทั้งเวลาและระยะทางนางลอบคำนวณไว้ก่อนแล้ว ทุกอย่างล้วนแม่นยำไม่
บกพร่อง
ได้ยินเพียงเสียงดัง ‘พลั่ก’ หน้าผากของนางกระแทกเข้ากับคางของคนผู้นั้น
แม้วางแผนไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ยังคงถูกแรงกระแทกทำให้ตาลาย เห็นดาวลอยอยู่
เบื้องหน้า ทว่าอีกฝ่ายกลับแน่นิ่งมั่นคงดั่งหินผา สายตาเย็นเยียบดั่งหิมะ วินาทีที่
นางใกล้จะล้มลง เขายื่นมือรั้งนางเอาไว้ ซูหลีถลาเข้าไปในอ้อมแขนของเขาตาม
แรงดึง กลิ่นอายหอมสะอาดของบุรุษเพศลอยแตะจมูก ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคย
อย่างบอกไม่ถูก
ซูหลีพยายามประคองสติ เงยหน้า สายตาสานประสบกับสายตาลึกล้ำคู่หนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาชวนหลงไหลดั่งน้ำวนของตงฟางเจ๋ออยู่ใกล้เพียงคืบ กำลังจ้อง
มองนางตาไม่กะพริบ สายตาคมปลาบราวกับหยั่งรู้ความจริงทุกอย่าง
ซูหลีสะท้านใจ แรงกดดันมหาศาลพลันบังเกิด นางหายใจสะดุด หัวใจราวหยุด
เต้นไปชั่วขณะ เสี้ยววินาทีหนึ่ง นางตระหนักได้ว่าเพื่อต่อกรกับซูชิ่น การเป็นฝ่าย
เข้าไปข้องเกี่ยวกับคนเช่นตงฟางเจ๋อก่อนนั้น มิใช่การกระทำที่ฉลาดแม้แต่น้อย
แต่นางต้องมีที่ยืนในจวน และยังต้องหาโอกาสสืบเรื่องผู้ร้ายที่ทำร้ายนาง
นอกจากเข้าใกล้ตงฟางเจ๋อ นางก็ไร้ทางเลือกอื่น ส่วนคดีนั้น นางได้ไตร่ตรอง
อย่างถี่ถ้วนแล้ว นางมิเคยสร้างความแค้นกับผู้ใด คนทั่วไปไม่มีเหตุผลต้อง
ทำร้ายนาง เรื่องราวทั้งหมดคล้ายมีคนคิดร้ายจงใจวางแผนทำลายงานแต่งเชื่อม
ความสัมพันธ์ของจวนเซ่อเจิ้งอ๋องกับจวนจิ้งอันอ๋องมากกว่า และการแต่งงานนั้น
หากจะมีผู้ใดเสียผลประโยชน์ ก็ย่อมเป็นตงฟางเจ๋อ!
“เจ้า เจ้า เจ้า… เจ้าเป็นผู้ใด?” เสียงของซูชิ่นดังมาจากด้านหลัง
เริ่มแรกจากน้ำเสียงซักถาม จนถึงน้ำเสียงตกตะลึงในรูปโฉมอันงดงามใน
ภายหลัง เสียงนางมารร้ายผู้หยิ่งยโสพลันแผ่วเบาดั่งแมลงหวี่ นิ่มนวลดั่งสายน้ำ
ไม่ต้องหันไปมองซูหลีก็นึกออก ยามนี้ซูชิ่นมีสีหน้าตกตะลึงเพียงใด
ซูหลีเงยหน้าขึ้น ร้องเรียกอย่างตกตะลึง “ท่านอ๋อง!”
เสียงสูดหายใจด้วยความตกตะลึงดังมาจากข้างหลัง สีหน้าของซูชิ่นซีดขาว
ดั่งกระดาษ ดวงตาเบิกโพลงเหมือนวัว ชั่วยามนี้ ท่านอ๋องที่มาปรากฏตัวอยู่ใน
สวนดอกไม้ของจวนอัครเสนาบดี นอกจากเจิ้นหนิงอ๋องที่นางหวังอยากแต่งงาน
ด้วยมาตลอด ยังมีผู้ใดอีก? ซูชิ่นในตอนนี้ นึกเสียใจจนอยากวิ่งชนต้นไม้เสียให้รู้
แล้วรู้รอด!
“ทะ… ท่านอ๋อง? ท่านคือเจิ้นหนิงอ๋อง?!”
ตงฟางเจ๋อช้อนเปลือกตาขึ้น สายตาไม่ได้เย็นชา แต่กลับทำให้ซูชิ่นสะท้านไป
ทั้งตัว เริ่มหวั่นวิตกขึ้นมา
ตงฟางเจ๋อกล่าว “ท่านอัครเสนาบดีมีราชการติดพัน จึงให้ข้ามาก่อน แต่
เหมือนข้าจะมาผิดเวลา รบกวนคุณหนูทั้งสองท่านเสียแล้ว!” สายตาคล้ายยิ้ม
คล้ายไม่ยิ้ม สะท้อนความเย็นชาที่บอกไม่ถูก ซูหลีรีบหลุบตาต่ำ ผลักเขาออกเบาๆ
ยกมือลูบพวงแก้มที่ถูกกิ่งไม้ข่วน เลือดสีแดงสด ติดอยู่ที่ปลายนิ้วขาวเนียนดั่ง
หยกของนาง ซูหลีมองแวบหนึ่ง ดวงหน้าซีดขาว ร่างกายสั่นเทา ราวไม่อยากเชื่อ
สองเท้าอ่อนแรง แทบจะเป็นลมสิ้นสติ
ตงฟางเจ๋อตาไวมือไว รีบประคองนางไว้ ท่าทางอ่อนแอบอบบางเช่นนี้ เทียบ
กับนางที่เขาเจอครั้งแรก ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน สายตาเขาไหวระริก รีบช้อน
ร่างนางขึ้นอุ้ม พลางหันไปกำชับสาวรับใช้ที่ยืนอึ้งอยู่กับที่ “ห้องของคุณหนูสอง
อยู่ที่ใด? ยังไม่รีบนำทางไปอีก!”
โม่เซียงได้สติ รีบสาวเท้านำทางโดยเร็ว ทิ้งซูชิ่นให้ยืนอยู่กับที่ แน่นิ่งไร้
ปฏิกิริยา เจิ้นหนิงอ๋อง เทียบกับที่นางจินตนาการไว้ ยังหล่อเหลากว่ามาก!
ในสวนเล็กๆ ที่ลับตาคนมากที่สุดในจวน เนื่องจากมีท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์เสด็จ
มาเยือน พลันแปรเปลี่ยนเป็นผู้คนเบียดเสียดคึกคัก
สาวรับใช้ บ่าวในเรือนที่ถูกดึงดูดมาตลอดเส้นทาง ยืนออกันเต็มลานเล็กจน
ไม่เหลือช่องว่าง ทุกคนตื่นตกใจ คุณหนูสองที่ไม่เคยได้รับความโปรดปราน เหตุ
ใดจึงถูกบุรุษรูปงามไร้ผู้ใดเทียบเช่นนั้นอุ้มกลับเรือน! ไม่พูดถึงบุคลิกสูงสง่าของ
เขา เพียงองครักษ์สองนายที่ยืนเฝ้าหน้าประตู แลดูสุขุมเยือกเย็น ผ่านการฝึกฝน
มาอย่างดี ก็รู้ว่าคนผู้นี้ฐานะไม่ธรรมดา กลัวก็แต่ต่อจากนี้ พวกเขาอาจไม่สามารถ
ละเลยคุณหนูสองผู้นี้ได้อีกแล้ว!
เทียบกับความคึกคักด้านนอก ในเรือนอันเรียบง่ายและแสนธรรมดา กลับ
เงียบงันไร้เสียง ทั้งโม่เซียงและหวั่นซินต่างถูกรั้งไว้ด้านนอก ในเรือนมีเพียงซูหลี
และตงฟางเจ๋อ
หลังจากเข้ามาในเรือน ตงฟางเจ๋อก็กวาดพิจารณาภายในเรือนเงียบๆ หนึ่ง
รอบ สุดท้ายก็หยุดสายตาที่ดวงหน้านาง ผิวขาวดั่งหิมะ คิ้วงอนงามดั่งพระจันทร์
จมูกโด่ง ริมฝีปากเล็กอิ่มเอิบราวลูกท้อ นอกจากปานแดงดวงนั้น ดวงหน้านาง
งดงามดั่งเทพธิดาชั้นฟ้า นางเอนกายเงียบๆ อยู่ตรงนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใด ใน
สมองของเขา คล้ายมีภาพทรงจำรางๆ ผุดขึ้นมา เหมือนเคยเห็นจากที่ใดมาก่อน
ทว่ากลับรู้ดีว่าไม่เคยเห็นอย่างจริงแท้แน่นอน ความรู้สึกเช่นนั้น… แปลก
ประหลาดเหลือเกิน