กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 22 ตัวตนอันน่าสงสัย
ซูหลีเห็นเขาสายตาแปลกไป ท่าทีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่บ้าง
นางลุกขึ้นนั่งช้าๆ ก้มหน้าคำนับ ก่อนเอ่ยว่า “ซูหลีไร้ประโยชน์ สร้างปัญหาให้ท่าน
อ๋องอีกแล้ว!”
ตงฟางเจ๋อกล่าว “คุณหนูซูไม่ต้องมากพิธี! ข้าจำได้ วันนั้นเจ้าถูกโจรไล่ล่า
ชีวิตตกอยู่ในอันตรายยังไม่หวาดกลัวเช่นนี้ วันนี้ใบหน้าเพียงถูกข่วนเป็นแผลเล็ก
น้อย กลับตกใจจนหมดสติเช่นนี้!” เขาหัวเราะเอ่ยเสียงราบเรียบ สายตาคมปลาบ
น้ำเสียงลึกล้ำ เห็นชัดว่ามีความหมายแฝง
ซูหลีมีหรือจะไม่รู้ จึงตอบออกไป “แปลกอย่างไรเพคะ บุรุษให้ความสำคัญกับ
ความสามารถ สตรีให้ความสำคัญกับรูปโฉม บนโลกใบนี้มีหญิงใดไม่สนใจใบหน้า
ตนเองบ้างเล่าเพคะ?”
ตงฟางเจ๋อสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย กระดกคิ้วเอ่ยยิ้มๆ”ข้านึกว่าเจ้าจะไม่
เหมือนกับพวกนาง”
ซูหลียกมือลูบแผลที่แก้ม เอ่ยด้วยสีหน้าทุกข์ใจ “ทำให้ท่านอ๋องผิดหวังแล้ว!
ซูหลีเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา หน้าตาอัปลักษณ์ แต่ก็ยังกลัวเสียโฉม”
ตงฟางเจ๋อสายตานิ่งขรึม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดคุณหนูต้องจงใจยั่วโมโหซู
ชิ่น เพื่อทำลายรูปโฉมตนเอง?”
ซูหลีลอบสะดุ้งเล็กน้อย รีบเอ่ย “ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว! ซูหลีเพียงต้องการ
ยืมเสื้อผ้าพี่สาวชุดหนึ่งเท่านั้น ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้พี่สาวโมโหซูหลีเช่นนั้น!”
“อ้อ?” ตงฟางเจ๋อคล้ายไม่เชื่อ ถามต่ออีกว่า “เหตุใดต้องเป็นวันนี้?”
ซูหลีตอบอย่างใจเย็น “เพราะว่า… หม่อมฉันได้ยินว่าวันนี้ท่านอ๋องจะมาเป็น
แขกที่จวน จึงไม่อยากสวมเสื้อผ้าโกโรโกโสให้ขายหน้าท่านพ่อ ถึงแม้… ท่านพ่อ
อาจไม่อนุญาตให้หม่อมฉันไปพบท่านอ๋องที่เรือนหน้าก็ตาม” เว้นวรรคไปเล็กน้อย
น้ำเสียงนางแฝงแววโศกเศร้า เหมือนวันที่ฟื้นขึ้นมาในจวนเจิ้นหนิงอ๋อง คำ
อธิบายทั้งหมดฟังดูสมเหตุสมผล ราวกับไร้ช่องโหว่
ตงฟางเจ๋อกระดกคิ้ว เหล่มองนาง สีหน้าครุ่นคิดเช่นนั้น ยิ่งทำให้เขาดูยากแท้
หยั่งถึง
ซูหลีมองเขาแวบหนึ่ง ในใจกระวนกระวายบอกไม่ถูก ตงฟางเจ๋อพลันลุกยืน
ก้าวมาที่เตียง ร่างกายสูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
เป็นเงามืดวงกว้าง ปกคลุมตั่งไม้เล็กแคบของนาง ร่างกายของหญิงสาวดู
บอบบางอรชรอยู่ในเงาร่างของเขา แต่สายตาแน่นิ่งเยือกเย็น สะท้อนความเด็ด
เดี่ยวมุ่งมั่นที่ไม่อาจทำลายได้ง่ายๆ
ตงฟางเจ๋อหัวใจสั่นไหวชั่วขณะ ถามเสียงเบา “เพียงเท่านี้จริงหรือ?”
ยังมีอย่างอื่นอีกหรือ? ซูหลีช้อนเปลือกตา แสดงท่าทางไม่เข้าใจ ทว่าใบหน้า
ของตงฟางเจ๋อ กลับขยายใหญ่ตรงหน้านางอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้นางตอบสนอง
เขาลดตัวลงมา จ้องมองนางเขม็งด้วยท่าโน้มตัว ดวงตาลึกล้ำดั่งบ่อน้ำคู่นั้น ยาม
นี้มีประกายไหววูบพาดผ่าน ซูหลีหัวใจเต้น คิดหลบตามสัญชาตญาณ แต่จนใจที่
ตั่งไม้เล็กเกินไป แผ่นหลังของนางแนบชิดกับกำแพง ไร้ทางหนี ทำได้เพียงยืดตัว
ตรง ฟังตงฟางเจ๋อเอ่ยถาม “หรือจะบอกว่าไม่มีสักส่วนที่คิดจะดึงดูดความสนใจ
จากข้า?”
กล่าวแทงใจดำนางตรงๆ ถึงเพียงนี้! ซูหลีอึ้งงันเล็กน้อย แต่กลับเงยหน้า
เอ่ยเสียงเรียบ “ซูหลีมิกล้า! ซูหลีรู้ตนเองหน้าตาอัปลักษณ์ ฐานะก็ต่ำต้อยปานนี้
จะกล้าคิดเกินเลยกับท่านอ๋องได้เช่นไรเพคะ!”
“แล้วถ้าหากข้าไม่มองว่านั่นเป็นการคิดเกินเลยเล่า?” น้ำเสียงอบอุ่นคลุมเครือ
สะท้อนความคิดยากแท้หยั่งถึง ตงฟางเจ๋อกระดกมุมปาก ยักคิ้วและส่งยิ้มให้นาง
พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ประชิดเข้ามา รอยยิ้มนั้นก็ยิ่งใกล้เข้ามา เจิดจรัสเสีย
ยิ่งกว่าแสงอาทิตย์เบื้องหลังเขา งดงามจนน่าตาย! ซูหลีอดขมวดคิ้วไม่ได้ ไม่รู้ว่า
เขาต้องการสิ่งใดกันแน่? เพียงสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขา พวยพุ่งมาทาง
นางเบาๆ แทบจะตรึงลมหายใจของนางให้สะดุด
แรงกดดันมหาศาล แผ่ปกคลุมดั่งภูเขาไท่ซานถล่ม นางพยายามแหงนหน้า
ขึ้น เบิกดวงตากลมโตจ้องเขากลับตรงๆ
กลิ่นอายบุรุษเพศ กระจายไปทั่วห้องทันใด หอมกรุ่นระคนงามสง่า ลอยโชยใน
อากาศ หยอกล้อหัวใจดวงเล็กๆ ให้สั่นไหว
ลมหายใจพลันกระชั้นชิดขึ้นมาทันใด
ลำคอของตงฟางเจ๋อขยับเคลื่อน พลันนึกถึงจุมพิตนอกเมืองในวันนั้น ริม
ฝีปากนิ่มนวล งดงามกว่าที่คาดไว้ พาให้อดหวนนึกถึงอยู่หลายหนไม่ได้ และยามนี้
นางก็อยู่ตรงหน้าแล้ว เขาแทบควบคุมตัวเองไม่ไหว อยากลิ้มลองอีกสักหน ว่านั่น
ใช่รสชาติที่ลืมไม่ลงในความทรงจำจริงหรือไม่ ในสวนด้านนอก เสียงคารวะของ
องรักษ์ประจำกายพลันดังเข้ามา “ท่านอัครเสนาบดี! คุณชายซู!”
บรรยากาศร้อนระอุ พลันเย็นเยียบลงทันใด ความอบอุ่นพลันจางหายไปจาก
สายตาที่แปรเปลี่ยนเป็นร้อนรุ่มเพียงเสี้ยววินาทีของตงฟางเจ๋อ นิ่งสงบดั่ง
สายน้ำ ราวกับไม่เคยเกิดระลอกคลื่นใดๆ มาก่อน
ซูหลีผ่อนลมหายใจ โดยไม่คิดว่าท่าทางราวหลุดพ้นนี้จะทำให้ตงฟางเจ๋อขมวด
คิ้ว ในใจพลันไม่สบอารมณ์ขึ้นมา
“ถวายบังคมท่านอ๋อง!”
ซูเซียงหรูฝีเท้ารวดเร็วดั่งพายุ สวมชุดข้าราชการสีน้ำเงินทั้งตัว บุคลิกขุนนาง
ระดับสูงแผ่ปกคลุม แต่พอเจอตงฟางเจ๋อ บุคลิกนั้นก็มลายหายไปดั่งหมอกควัน
เหลือไว้เพียงท่าทีเคารพยำเกรงบนใบหน้า เทียบกันแล้ว ซูฉุนที่อยู่ด้านหลังเขา
ยามพบหน้าท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ กลับมองไม่เห็นสีหน้าที่เกินความจำเป็น
“ซูซู เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม? เหตุใดจึงหมดสติไปได้เล่า?” ซูฉุนสาวเท้าเข้ามาข้าง
เตียงเร็วๆ ถามอย่างเป็นห่วง
ยามได้ยินชื่อเรียกนี้ ตงฟางเจ๋อสายตาแปรเปลี่ยน ซูหลีรับรู้ได้ทันที่ มีสายตา
คมปลาบคู่หนึ่งทิ่มแทงมาทางตนเอง ใจพลันสะดุด นึกถึงอาการเสียกิริยาที่เกิด
ขึ้นในห้องโถงไว้ทุกข์ ทำให้เขาเกิดความสงสัย วันนี้เขารู้ว่าหลีซูและซูหลีมีชื่อเล่น
เหมือนกัน ยากที่จะไม่เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง หากวันหลังเขารู้เรื่องที่ทั้ง
สองมีหน้าตาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาจะเชื่อมโยงเรื่องราวไปอย่างไรบ้าง? นางหลุบ
ตาต่ำ ส่ายหน้าไม่เอ่ยคำใด เพียงยกสองมือปิดดวงหน้าแน่น ร้องเรียกเสียงเบา
เคล้าน้ำตา “ท่านพ่อ”
ซูเซียงหรูมองนางด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่กล่าวอะไร ซูฉุนดึงมือนางออก
มองเห็นรอยฝ่ามือและรอยข่วน ก็ขมวดคิ้วถามอย่างตกใจ “หน้าเจ้าเป็นอะไร? ชิ่น
เอ๋อร์รังแกเจ้าอีกแล้วหรือ?”
“ฉุนเอ๋อร์! อย่าพูดจาเหลวไหล!” ซูเซียงหรูรีบตวาด และหันไปประสานมือ
กล่าวกับตงฟางเจ๋อด้วยรอยยิ้ม “เด็กสาววิ่งเล่นไม่รู้ประสา สร้างความขุ่นเคือง
ลำบากท่านอ๋องต้องพากลับมาส่ง กระหม่อมละอายยิ่งนัก! ซูหลี ยังไม่รีบมาขอให้
ท่านอ๋องยกโทษให้อีก!”
ซูหลีสายตาไหวระริก เพียงไม่ถึงสองประโยค นางก็ไร้ซึ่งความรู้สึกดีต่อบิดา
ในนามท่านนี้แล้ว เขาไม่ให้ซูฉุนเอ่ยถึงความผิดของซูชิ่นแม้แต่น้อย กลับไม่รู้ว่า
พฤติกรรมทั้งหมดของซูชิ่นในวันนี้ ตงฟางเจ๋อเห็นหมดแล้ว ตงฟางเจ๋อสีหน้าไร้
ความรู้สึก ยกมือห้ามปราม “ข้ากับคุณหนูสองมิได้เพิ่งพบกันครั้งแรก ไม่ต้อง
เกรงใจถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าห้องหับของคุณหนูสองเองก็เหนือความคาดหมาย
ไม่ต่างจากตัวคุณหนูเลยแม้แต่น้อย… ดูท่าท่านอัครเสนาบดีมีมาตรฐานในการ
ปฏิบัติต่อบุตรสายตรงกับบุตรสายรองชัดเจนทีเดียว!”
พูดถึงประโยคสุดท้าย น้ำเสียงของเขาสะท้อนความเย็นชาอย่างบอกไม่ถูก
ซูเซียงหรูสีหน้าพลันเปลี่ยน ตงฟางเจ๋อมีความสามารถล้นพ้น มีผลงาน
มากมายในราชสำนัก กลับถูกฮองเฮากดขี่เพียงเพราะเป็นโอรสสนมมาโดยตลอด
ในฐานะผู้สนับสนุนที่มีกำลังมากที่สุดของตงฟางเจ๋อ ซูเซียงหรูมีความเห็นให้ยึด
ความสามารถเป็นหลัก มิควรแบ่งแยกฐานะบุตรภรรยาหลวงหรือน้อย ด้วยเหตุนี้
จึงได้รับความไว้วางใจจากตงฟางเจ๋ออย่างลึกซึ้ง ทว่าวันนี้ ในจวนของเขากลับมี
การแบ่งแยกชนชั้น ยากที่จะไม่คิดว่าเขาเป็นคนปากว่าตาขยิบ
ซูเซียงหรูสีหน้าซีดเผือด ไร้ข้อแก้ตัวไปชั่วขณะ ไม่ว่าพูดอย่างไรก็ล้วนเป็น
ความผิด
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วน
ในห้องหับอันคับแคบ ราวมีไอเย็นขุมหนึ่งไหลวนอยู่เงียบๆ ผ่านไปไม่นาน หน้า
ผากของซูเซียงหรูถึงขั้นมีเม็ดเหงื่อผุดพราย ขณะกำลังอ้าปากจะกล่าว ซูหลีกลับ
ลุกยืนและเอ่ยว่า “ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้วเพคะ! ยามปกติท่านพ่อมีราชการ
ยุ่งเหยิง เรื่องราวทั้งหมดในจวนฮูหยินเป็นผู้ดูแลควบคุม ฮูหยินเอ็นดูที่หม่อมฉัน
ร่างกายอ่อนแอ เห็นว่าไม่ควรถูกเสียงดังรบกวน จึงให้หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ ไม่มีจุด
ประสงค์อื่นแต่อย่างใดเพคะ”