กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 23 เพ้อฝันหวังลมๆ แล้งๆ
นางยิ้มอธิบาย แม้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ แต่กลับสามารถละลายคลื่นใต้น้ำให้
กลายเป็นความว่างเปล่าได้ ไม่เพียงบิดาอย่างซูเซียงหรูจะรู้สึกประหลาดใจ ตง
ฟางเจ๋อเองก็แปลกใจเช่นกัน
สายตาจ้องจับผิดสำรวจวนเวียนอยู่บนใบหน้านาง ตงฟางเจ๋อขมวดคิ้วเอ่ย
ด้วยรอยยิ้ม “ความจริงเป็นเช่นนี้จริงหรือ? เช่นนั้นข้าคงเข้าใจท่านอัครเสนาบดี
ผิดไป!”
“กระหม่อมมิบังอาจ! เรื่องนี้ต้องโทษกระหม่อมที่ไม่ได้ตรวจสอบ แม้ว่าฮูหยิน
จะทำเพื่อบุตรสาวแต่กลับจัดการไม่เหมาะสม ที่แห่งนี้ซอมซ่อเปล่าเปลี่ยว ไม่แปลก
ที่ท่านอ๋องจะเข้าใจผิด” ซูเซียงหรูสมกับที่อยู่ในตำแหน่งขุนนางหลวงมานมนาน มี
ทางออกให้กับตนเอง ทั้งยังฉวยโอกาสไหลลื่นตามน้ำ พูดความเท็จได้น่าฟังกว่า
ความจริงเสียอีก รีบเรียกพ่อบ้านออกมารับคำสั่ง “รีบสั่งให้คนไปเก็บกวาด
ทำความสะอาดเรือนข้างๆ เรือนของคุณชายให้เรียบร้อย วันพรุ่งคุณหนูรองจะ
ย้ายเข้าไปอาศัย”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำสั่งเรียบร้อยกำลังจะถอยออกไป แต่กลับถูกซูหลีเรียก
หยุดไว้
ซูเซียงหรูขมวดคิ้วเล็กน้อยจนสังเกตไม่เห็น คล้ายกำลังเอ่ย ขนาดนี้แล้วเจ้า
ยังไม่พอใจอีก?
ซูหลีตอบกลับอย่างนอบน้อม “ขอบคุณท่านพ่อที่เมตตา! ลูกคุ้นเคยกับทุกสิ่ง
ที่นี่แล้ว เกรงว่าเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางจะยิ่งทำให้ไม่คุ้นชิน ท่านพ่อโปรดยกเลิกคำ
สั่งเถิดเจ้าค่ะ!”
นางก้มหน้าร้องขอ วาจาจริงใจ ทำให้หลายคนที่อยู่ในเรือนรู้สึกคาดไม่ถึงยิ่ง
นัก ในฐานะคุณหนูจวนอัครเสนาบดี ยอมทนอยู่ที่แห่งนี้มาสิบกว่าปี ในที่สุดก็มี
โอกาสได้ย้ายไปเรือนที่ดีกว่า และยังสามารถใช้โอกาสเลื่อนตำแหน่งฐานะให้สูงขึ้น
คนปกติเฝ้าฝันยังไม่อาจสมหวัง คิดไม่ถึงว่านางกลับปฏิเสธ! ดวงตาของตงฟาง
เจ๋อมีประกายพาดผ่าน ความสนใจที่ซ่อนอยู่ในดวงตายิ่งเข้มข้นขึ้น
ซูเซียงหรูไม่บีบบังคับ ออกคำสั่งให้คนมาจัดแต่งเรือนเล็กๆ แห่งนี้ใหม่
พยายามทำให้นางอยู่อย่างสะดวกสบายขึ้น นอกจากนี้ยังสั่งให้คนส่งสาวรับใช้มา
ปรนนิบัติอีกสองคน แต่กลับถูกซูหลีปฏิเสธ ที่จริงย้ายเรือนอาศัยก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ลำบาก เหตุผลที่นางอยากอยู่ที่นี่เป็นเพราะเงียบสงบคนน้อย สะดวกแก่การที่นาง
จะฝึกวิชาในเวลากลางคืน แล้วจะรับสาวรับใช้มาเพิ่มได้อย่างไร หาเหาใส่หัวชัดๆ
เมื่อจัดการเหมาะสมเรียบร้อย ซูเซียงหรูเชิญตงฟางเจ๋อไปร่วมงานเลี้ยงที่
ห้องโถงด้านหน้า วาจานั้นอบอุ่นจริงใจเหลือล้น สายตาของตงฟางเจ๋อกวาดมอง
ใบหน้าซูหลีเรียบๆ พลางยิ้มเอ่ย “คุณหนูรองก็ไปด้วยกันสิ”
ทุกคนอึ้งตะลึงเล็กน้อย แต่ไม่มีใครเอ่ยปากคัดค้าน ตงฟางเจ๋อสาวเท้าก้าว
ยาวๆ ออกไปนอกประตู ตอนที่ี่ี่เห็นหวั่นซินฝีเท้าเขาชะงักเล็กน้อย แล้วเดินจากไป
โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
∗∗∗
เรือนบุปผา จวนอัครเสนาบดี
จอกทองคำภาชนะเครื่องหยก สุราอาหารเลิศรส เนื่องจากการมาของแขกผู้มี
เกียรติจึงเตรียมการไว้อย่างดีเยี่ยม
อากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมของอาหาร กลิ่นหอมของสุราลอยแตะจมูก
ทุกคนนั่งลงประจำที่ ซูฉุนไม่รู้เพราะเหตุอันใดจึงออกจากจวนไปอย่างกะทันหัน ซู
เซียงหรูรู้ว่าบุตรชายไม่ชอบไปมาหาสู่กับตงฟางเจ๋อ แม้จะไม่พอใจ แต่ก็ต้อง
ปล่อยไปก่อน ด้วยเหตุนี้โต๊ะที่นั่งจึงเหลือเพียงห้าที่ ดันแก้วสลับจอก เต็มไปด้วย
เสียงหัวเราะคึกคัก บรรยากาศปรองดองเป็นอย่างมาก
ซูชิ่นเปลี่ยนชุดสวมกระโปรงสีแดงเข้ม สวยตระการตา มิรู้ปัดแก้มบนใบหน้า
ไปกี่ชั้น ขับให้ซูหลีที่อยู่ตรงข้ามยิ่งดูแต่งกายเรียบง่ายใบหน้าเบาบาง บริสุทธิ์ไร้
เดียงสา
ซูเซียงหรูชูจอกขึ้น พลางเอ่ยขณะหัวเราะ “วันนี้ท่านอ๋องให้เกียรติมาที่จวน
ของกระหม่อม กระหม่อมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง สุราจอกนี้ กระหม่อมขอดื่ม
หมดจอกคารวะแก่พระองค์”
ก้นแก้วชี้ฟ้า ไม่เหลือแม้สักหยด ตงฟางเจ๋อยกขึ้นจิบหนึ่งจอก ยิ้มบางๆ ไม่
เอ่ยวาจา
ซูเซียงหรูเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ชิ่นเอ๋อร์ ยังไม่รีบรินเหล้าให้ท่านอ๋องอีกหรือ?”
ซูชิ่นในใจยินดียิ่ง รีบยกกาเหล้าเดินไปข้างกายตงฟางเจ๋อ ขณะที่รินเหล้าให้
เขา สายตาเหลือบมองเขาอย่างห้ามใจไม่ได้
เจิ้นหนิงอ๋อง ตงฟางเจ๋อ เป็นองค์ชายแห่งแคว้นเฉิงที่หล่อเหลาองอาจกล้า
หาญที่สุด เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้หญิงสาวจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หัวใจ
สูญหาย ชื่อเสียงสมคำร่ำลือจริงเชียว! โอกาสดีๆ ที่ยากจะพบพานในรอบพันปี ซู
ชิ่นจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด!
“ท่านอ๋อง ชิ่นเอ๋อร์ขอคารวะหนึ่งจอกเพคะ” ดวงตาใสกลอกไปมา ยกจอกขึ้น
จิบ ซูชิ่นราวกับลืมเหตุการณ์ที่ถูกพบเห็นในสวนดอกไม้ไปอย่างสิ้นเชิง
ซูหลีอดที่จะกระตุกมุมปากยิ้มเย็นชาไม่ได้ ก้มหน้าทานอาหารเงียบๆ ปกปิด
สีหน้าเย้ยหยัน
ตงฟางเจ๋อดวงตาแฝงยิ้ม จิบเหล้าหนึ่งอึก แสงฤดูใบไม้ผลิพาดผ่านหว่างคิ้ว
หล่อเหลาล้ำเลิศ ราวกับถูกพรากวิญญาณ ซูชิ่นเบิกตาโตกว้างมองอย่างลุ่มหลง
หลุดปากออกมาโดยไม่รู้ตัว “ท่านอ๋องยิ้มงดงามเหลือเกิน! ใต้หล้านี้ ไม่มีบุรุษใด
งดงามสู้ท่านอ๋องได้เป็นแน่!”
รอยยิ้มหล่อเหลาหุบลงทันควัน ประกายเย็นชาภายในดวงตาของตงฟางเจ๋อ
ราวกับเข็มน้ำแข็งกวาดผ่านหน้านาง ซูชิ่นสะดุ้งหวาดกลัวจนขาทั้งสองข้างไร้
เรี่ยวแรง คุกเข่าลงกับพื้นดังตุบทันที่ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ซูเซียงหรูสีหน้าแย่ยิ่งนัก ตำหนิติเตียนอย่างไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่าน
ของบุตรสาว “ชิ่นเอ๋อร์บังอาจ! พูดจาเพ้อเจ้อ ล่วงเกินท่านอ๋อง ยังไม่รีบคุกเข่า
คำนับรับโทษจากท่านอ๋องอีก!”
ซูชิ่นคุกเข่าคำนับกับพื้นจริงๆ สั่นกระตุกจนแทบจะร้องไห้ออกมา “ชิ่นเอ๋อร์…
รู้ผิดแล้ว ขอท่านอ๋องโปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ!”
ตงฟางเจ๋อเหลือบมองนางเรียบนิ่ง หมุนเล่นถ้วยจอกบนฝ่ามือ ไม่เอื้อนเอ่ย
วาจา
บรรยากาศภายในห้องโถงหยุดนิ่งไปชั่วขณะ อาหารเลิศรสชั้นดีที่เมื่อครู่ยัง
ร้อนไอลอยโขมง เวลานี้กลายเปลี่ยนเป็นเย็นชืดไร้รสชาติ
ผู้คนที่นั่งอยู่ต่างคร่ำเครียด ชั่วขณะนั้นไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยวาจาใดทำลาย
ความเงียบสงัด
ซูหลีเงยหน้าขึ้นเงียบๆ เห็นซูชิ่นที่ก่อนหน้านี้ยังตื่นเต้นคึกคัก เวลานี้ร่างกาย
สั่นเทาเล็กน้อย ส่วนซูฮูหยินอ้าปากหลายครั้ง แต่กลับไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใด
ออกมา คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านี้ที่ปกติร้ายกาจเป็นที่สุด เมื่ออยู่ต่อหน้าตงฟางเจ๋อ
กลับกลายเป็นคนต่ำต้อยแสนขี้ขลาด
ซูหลีลอบยิ้มเย็นชาอย่างอดไม่ได้ กลอกตาเล็กน้อย จู่ๆ ก็ลุกขึ้นเอ่ยขณะ
หัวเราะ “ท่านพ่อกล่าวเกินไปแล้ว!”
สายตาเฉียบคมหลายคู่มองมา ซูหลีดูเหมือนว่าจะไม่รู้ตัว เพียงแค่เอ่ยด้วย
รอยยิ้มบาง “เจิ้นหนิงอ๋องงดงามมีเสน่ห์ราวกับเทวดา บนพื้นพิภพมิมีผู้ใดเทียบ
เทียมได้ พี่สาวเพียงแค่พูดความจริงประโยคเดียว แม้นว่าจะล่วงเกินจริงๆ แต่ก็
มิได้มีเจตนาร้าย ท่านอ๋องจิตใจกว้างขวางจะกล่าวโทษพี่สาวได้อย่างไร? พี่สาวรีบ
ลุกขึ้นก่อนเถิด!”
ซูชิ่นถลึงตามองนางอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ตงฟางเจ๋อวางจอกเหล้าในมือ จับจ้องนางอยู่นานสองนาน ทันใดนั้นก็ยิ้ม
ออกมา
“ลือกันว่าคุณหนูรองแห่งจวนอัครเสนาบดีนิสัยอ่อนแอ ขี้ขลาดหวาดกลัว
เมื่อพบกันวันนี้ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าพูดจาฉะฉาน ใจกล้าละเอียดอ่อน เจ้าคือซูหลี
จริงๆ หรือ?” น้ำเสียงหยอกล้อ มาพร้อมกับการซักถามอย่างไม่สนใจนัก ดึงดูด
สายตาผู้คนให้หันมามอง
ซูหลีในใจสะดุ้งโหยง แต่กลับยิ้มและเอ่ยอย่างนอบน้อม “ท่านอ๋องหยอก
หม่อมฉันเล่นแล้ว! ก่อนหน้านี้ซูหลีขี้ขลาดจริงๆ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้ง
ก่อน ซูหลีก็เข้าใจหลักเหตุผลหนึ่ง การที่มุ่งแต่หวาดกลัวหลบเลี่ยงไม่สามารถ
แก้ไขปัญหาได้ มีเพียงเผชิญหน้าอย่างกล้าหาญ ถึงเป็นสิ่งที่ควรทำ…”
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกมา ซูเซียงหรูและฮูหยินแววตาตื่นตกใจเล็กน้อย ตง
ฟางเจ๋อแววตาเคร่งขรึมขึ้น แต่กลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ซูหลีเมื่อครุ่นคิดได้ ก็ยิ้มออกมาทันที่ “เมื่อเอ่ยถึง ซูหลียังติดหนี้บุญคุณของ
ท่านอ๋องใหญ่หลวงนัก หากวันนั้นไม่ได้ท่านอ๋องยื่นมือเข้ามาช่วย ซูหลีคงตาย
ด้วยเงื้อมมือคนเลวไปนานแล้ว หนี้บุญคุณที่ช่วยชีวิตมิมีสิ่งใดสามารถตอบแทน
ได้ วันนี้ซูหลีขอใช้สุราอ่อนจอกนี้ดื่มให้กับท่านอ๋อง ขออวยพรให้ความปรารถนา
มุ่งมาดในภพนี้ของท่านอ๋อง บรรลุสำเร็จทุกสิ่งอย่างตามที่ใจต้องการ!”
นางยกสุราเลิศรสล้นปริ่มจอกหยกขึ้นด้วยสองมือ เปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่าง
ง่ายดาย ทั้งชาญฉลาดและไม่เปิดเผยร่องรอย
ตงฟางเจ๋อยิ้มตอบรับ “น้อมรับคำอวยพรของคุณหนูรอง” เงยหน้าดื่มหมด
จอก ดวงตาสีดำเปล่งแสงพราว เอ่ยขึ้นอีกครา “ข้าสงสัยนัก เหตุใดเจ้าจึงร่อน
เร่อยู่ข้างนอกเพียงคนเดียว ถูกคนไล่ฆ่า สองคนนั้นข้าให้คนตรวจสอบดูแล้ว เป็น
พ่อค้ามนุษย์ที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองหลวงและต่างถิ่น เจ้า… เหตุใดจึงตกไป
อยู่ในมือพวกมันได้?”
ทันทีที่ได้ยินคำถามนี้ แววตาของซูฮูหยินก็เปลี่ยนไปทันใด ใบหน้าซูชิ่น
ซีดเซียว ซูเซียงหรูขมวดคิ้วเข้ม จ้องซูหลีเขม็ง คล้ายว่ากลัวคำพูดไม่ระวังของ
นางเพียงแค่คำเดียวจะสร้างความหายนะให้แก่เขา