กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 24 คำเชิญที่ไม่คาดคิด
ซูหลีกลับทำเพียงแค่ยิ้มอย่างเรียบนิ่งและเอ่ยว่า “ต้องโทษซูหลีที่ห่วงเล่น
จนชะล่าใจ ไม่พาคนติดตามไปด้วย ถึงเกิดเรื่องโชคร้ายเยี่ยงนี้ สร้างความลำบาก
ให้กับท่านอ๋อง!”
ตงฟางเจ๋อเอ่ย “ข้ามิเป็นไร แต่เจ้าเป็นถึงคุณหนูจวนอัครเสนาบดี ถ้าหากถูก
ขายไปที่ใดที่ไม่รู้จัก… ต่อไปจวนอัครเสนาบดีจะเอาหน้าเอาตาไปไว้ที่ใดกัน!”
“ใช่แล้ว!” ซูเซียงหรูเอ่ยต่อ “โชคดีที่ท่านอ๋องยื่นมือเข้าช่วย กระหม่อมซาบซึ้ง
ในน้ำพระทัยยิ่งนัก!”
ซูหลีกระตุกมุมปาก เรื่องหนีตามบุรุษถือว่าจบสิ้นแล้ว
ซูฮูหยินขานรับต่อ “นั่นสิ โชคดียิ่งนักครั้งนี้ได้ท่านอ๋องช่วยไว้! ชิ่นเอ๋อร์ ลูกเต
รียมไป่ฮวาฉา [1] ไว้ให้ท่านอ๋องไม่ใช่หรือ? รีบไปยกมาเร็วเข้า”
ขยิบตาส่งสัญญาณให้อย่างไร้ร่องรอย ซูฮูหยินเปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างทน
รอไม่ไหว ซูชิ่นขานรับพลางถอยออกไป ชั่วครู่ต่อมาก็ยกแก้วน้ำชาดอกไม้กลับมา
ฝาแก้วยังไม่ทันเปิดออก กลิ่นหอมเข้มข้นพลันลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ ซึมซาบเข้าสู่
ปลายจมูกของซูหลี ใบหน้าซูหลีเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน คิ้วค่อยๆ ขมวด เงยหน้า
ขึ้นมอง เห็นเพียงขอบแก้วสีขาวในมือซูชิ่น กลีบดอกไม้สิบสีลอยท่ามกลางน้ำ
ร้อน รูปร่างแปลกประหลาด สีสันแพรวพราวสะดุดตา แวบแรกที่เห็น เสมือนดั่ง
พื้นหิมะท่ามกลางแสงแดดในฤดูหนาว ดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งแข็งขัน
งดงามเหลือล้น
ตงฟางเจ๋อดวงตาเป็นประกาย หันเหสายตาไปที่แก้วน้ำชา
ซูชิ่นกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบประแจงราวกับถวายของล้ำค่า “ชิ่นเอ๋อร์ได้ยิน
มาว่าท่านอ๋องโปรดปรานดอกไม้ จึงสั่งให้คนออกไปตามเก็บรวบรวมดอกไม้ที่หา
ชมได้ยากทั้งยังมีประโยชน์ต่อร่างกายเหล่านี้มาเป็นพิเศษ เด็ดกลีบดอกไม้มาอบ
แห้งผึ่งแดด ผ่านกรรมวิธีซับซ้อนหลายสิบขั้นตอน จนกลายมาเป็นชา รอให้ท่าน
อ๋องได้ลิ้มรส”
ตงฟางเจ๋อรับแก้วน้ำชามา สายตาหยุดนิ่งมองนางเรียบๆ”ชนิดหลากหลายไม่
ธรรมดา กลิ่นหอมเข้มข้น ไป่ฮวาฉานี้ดูแล้วสุขใจสบายตา คาดว่ารสชาติคงจะไม่
เลว คุณหนูใหญ่มีน้ำใจยิ่ง!”
ซูชิ่นรีบกล่าว “ขอเพียงท่านอ๋องทรงโปรด ชิ่นเอ๋อร์ทำได้ทุกอย่าง!” เมฆสี
แดงปรากฏบนพวงแก้ม ซูชิ่นยิ้มราวกับดอกไม้เบ่งบาน กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนียม
อาย “ท่านอ๋องสบายใจได้ ก่อนที่ชิ่นเอ๋อร์จะเก็บดอกไม้ได้ตรวจสอบสรรพคุณทาง
ยาของดอกไม้เหล่านี้แล้ว มั่นใจได้ว่าดอกไม้ทุกชนิดในนี้ล้วนมีประโยชน์ไม่มีพิษ
ภัย หากดื่มเป็นประจำยังสามารถยืดอายุให้ยืนยาวด้วยนะเพคะ!”
“ยืดอายุยืนยาว?” ตงฟางเจ๋อจับจ้องเล็กน้อย กล่าวพลางหัวเราะเสียงเบา
อย่างเดาอารมณ์ไม่ถูก “เช่นนั้นก็เป็นของดีที่หายากจริงๆ! ท่านอัครเสนาบดีช่าง
มีบุญวาสนาจริงแท้!”
ซูเซียงหรูยกมือขึ้นคำนับ กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋องกล่าวชมเกินไป!
ลูกสาวผู้นี้ของหม่อมฉัน แม้ว่าจะเอาแต่ใจเป็นครั้งคราว แต่คล่องแคล่วชาญ
ฉลาด ซื่อสัตย์ร่าเริง เวลานี้อายุก็ถึงคราออกเรือนแล้ว หม่อมฉันกำลังกลัดกลุ้ม
เรื่องหาคู่ครองดีๆ ให้นางอยู่เชียว!” กล่าวจบก็หันเหลือบมองตงฟางเจ๋อ
คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ต่างก็เบนสายตามอง ทุกคนย่อมรู้ อัครเสนาบดีกำลังกล่าว
เป็นนัย รอเพียงตงฟางเจ๋อแสดงท่าที่ แต่เขาเพียงแค่ยิ้มเรียบๆ ใบหน้าไม่มีคลื่น
ใดๆ ราวกับว่าไม่ได้ยินประโยคนี้อย่างไรอย่างนั้น
ซูชิ่นใจเริ่มเต้นราวกับตีกลอง บิดตัวไปมา แสร้งเอ่ยอย่างเขินอาย “ท่านพ่อ!”
ซูฮูหยินกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “หญิงสาวเติบโตพึงสมรส มีอะไรให้ต้องอาย รอ
เจ้าพบเจอบุรุษที่ใจปรารถนา ท่านพ่อของเจ้าต้องจัดงานให้เจ้าอย่างเอิกเกริกเป็น
แน่ ยิ่งใหญ่ตระการตากว่าที่ท่านหญิงหมิงอวี้ออกเรือนเมื่อไม่กี่วันก่อนนั่นอีก!”
“ใครอยากเทียบกับท่านหญิงหมิงอวี้กัน!” ซูชิ่นหน้ามุ่ยไม่พอใจทันที่ กล่าว
ด้วยใบหน้าเหยียดหยามยิ่ง “ท่านหญิงหมิงอวี้อะไรนั่นยังไม่ทันออกเรือนก็ทำ
เรื่องอย่างว่า ช่างหน้าไม่อาย ยังบอกว่านางเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้น
เฉิง ข้าว่านางเป็นหญิงสำส่อนไร้ยางอายอันดับหนึ่งมากกว่า! สร้างความอับอาย
ขายหน้าแก่หญิงสาวอย่างเราเสียจริง สมควรแล้วที่ถูกจิ้งอันอ๋องหย่าขาด! และ
โชคดีที่นางเสียชีวิตเร็ว ไม่เช่นนั้น ข้าอยากรู้นักว่านาง… จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
เสียง ‘เคร้ง’ ดังลั่น ช้อนในมือซูหลีร่วงลงพื้นแทบทันที่ นางเงยหน้าขึ้น แวว
ตามองไปทางซูชิ่นช้าๆ ผิวเผินดูสงบ แฝงซ่อนไปด้วยคลื่นยักษ์ซัดสาด ซูชิ่นไม่รู้
ตัวแม้สักนิด ยิ้มอย่างลำพองใจเป็นที่สุด!
ตงฟางเจ๋อหันไปมอง ขมวดคิ้วถาม “คุณหนูรองไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
ซูหลีบีบฝ่ามือแน่นอยู่ใต้โต๊ะ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขณะกล่าวว่า
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ห่วงใย”
ซูฮูหยินแสร้งทำเป็นถอนหายใจ แต่ปกปิดสีหน้ามีความสุขบนความทุกข์คน
อื่นไว้ไม่มิด กล่าวอย่างไม่ประสงค์ดี “คิดไม่ถึงว่าเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นวีรบุรุษผู้มีชื่อ
เสียงมาชั่วชีวิต จะมีบุตรสาวที่ทำลายชื่อเสียงชาติตระกูลเยี่ยงนี้ ทำให้พระชายา
ตรอมใจตาย ช่างเป็นตระกูลที่โชคร้ายเสียจริง! มิน่าล่ะเซ่อเจิ้งอ๋องถึงห้ามไม่ให้
นางเข้าสุสานบรรพชน เพียงสั่งให้คนนำศพไปกลบฝังไว้ในหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง
อย่างลวกๆ เท่านั้น… อมิตาพุทธ โชคดีที่ชิ่นเอ๋อร์ของข้าทั้งเชื่อฟังทั้งประพฤติดี
ไม่เคยก่อเรื่องสร้างราว มิเช่นนั้นต่อไปข้าจะมีหน้าไปเจอบรรพบุรุษตระกูลซูได้เช่น
ไร!”
เหยียบย่ำความเจ็บปวดของผู้อื่น ฉวยโอกาสยกระดับตนเอง ลูกไม้หล่นไม่
ไกลต้นจริงๆ! ซูหลีพลันยิ้มเย็นชาในใจ แต่ประโยคหลังของซูฮูหยินกลับทำให้
หัวใจนางเจ็บปวดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ไม่ให้เข้าสุสานบรรพชน ฝังไว้ที่หุบเขาอย่าง
ลวกๆ… คิดไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะใจร้ายใจดำกับนางถึงเพียงนี้ จะให้นางเป็น
วิญญาณเร่ร่อนหรืออย่างไรกัน?
ซูหลีกำมือทั้งสองข้างแน่น หัวใจเจ็บปวดเจียนตาย แต่ซูชิ่นราวกับยังกล่าวไม่
หนำใจ ยังเอ่ยขึ้นต่อ “ฝังไว้ที่หุบเขาก็ถือว่าปฏิบัติดีต่อนางแล้ว กล่าวตามหลัก
คนแบบนี้ ควรจับใส่สุ่มหมูถ่วงน้ำ…”
“พี่สาวกล่าวเกินไปแล้ว!” ในที่สุดซูหลีก็เปล่งเสียงขัดจังหวะ ประกายเย็นชา
ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่ไม่มีผู้ใดเห็น นางใช้น้ำเสียงที่เรียบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง กล่าว
ช้าๆ”ไม่ว่าท่านหญิงหมิงอวี้จะแย่เพียงใด นางก็เป็นท่านหญิงขั้นสองที่ฮ่องเต้ทรง
พระราชทานยศให้! เซ่อเจิ้งอ๋องจะจัดการกับบุตรสาวตนเองเช่นใดก็เป็นเรื่องของ
จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราจะมานินทากาเล! หากถูกลือออกไป คนอื่นจะ
คิดว่าพวกเราที่เป็นคนจวนอัครเสนาบดีชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่นลับหลัง!”
ซูฮูหยินเมื่อได้ยินพลันชักสีหน้า ท่าทางไม่พอใจเผยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ซูชิ่นยิ่งขุ่นเคืองแล้วใหญ่ กำลังจะโต้แย้ง ซูหลีก็รีบกล่าวต่อทันที่ “ยิ่งกว่านั้น วันนี้
ท่านอ๋องอยู่ที่นี่ พี่สาวพูดจาไม่ระวังเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยสมควร!”
ความโกรธที่เพิ่งปะทุ ถูกน้ำเย็นสาดไหลรินลงมาจากศีรษะ ซูชิ่นสีหน้าเปลี่ยน
ไปทันที่ มองไปยังตงฟางเจ๋อ เห็นเพียงแค่ประกายในแววตาของตงฟางเจ๋อ
ใบหน้ากลับไม่มีคลื่นอารมณ์ใดๆ
ซูฮูหยินมองซูหลีแวบหนึ่ง รีบกล่าวคลี่คลายสถานการณ์ทันควัน “ไอ้หยา ดู
พวกเราสิ เอาแต่พูดคุยกัน อาหารเย็นหมดแล้ว ชิ่นเอ๋อร์ ยังไม่รีบรินสุราตัก
อาหารให้ท่านอ๋องอีก!”
“แต่ว่าท่านอ๋องยังไม่ได้ดื่มน้ำชานี้เลย!” ซูชิ่นเอ่ยอย่างน้อยใจ
ตงฟางเจ๋อกดสายตามองไปยังแก้วน้ำชา กลีบดอกไม้ที่ลอยแน่นหนาอยู่บน
ผิวน้ำอ่อนช้อยงดงามราวกับจะหยดลงมา ดึงดูดให้คนเชยชิม เขายิ้มเล็กน้อย แต่
ภายในดวงตากลับไม่มีรอยยิ้มอยู่เลย ยกแก้วขึ้นดื่ม แต่กลับได้ยินเสียงซูหลีหยุด
ยั้งไว้ “ท่านอ๋องช้าก่อนเพคะ!”
“คุณหนูรองมีอะไรชี้แนะหรือ?” ตงฟางเจ๋อหยุดชะงักท่าทาง ดวงตาที่ลึกล้ำ
ราวกับบึงน้ำเยือกเย็นเบนหันไปมองนางช้าๆ
ซูหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยเรียบๆ”มิบังอาจชี้แนะเพคะ! เพียงแต่ซูหลีคิดว่า
แม้ว่าน้ำชานี้จะมีกลิ่นหอม แต่หลากชนิดเกินไป ไม่เหมาะที่จะดื่มพร้อมกับสุรา!
ท่านอ๋อง… ดื่มสุราดีกว่าเพคะ”
สายตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเกลียดชังสาดส่องมาทันใด ซูชิ่นเอียงหัว
ถลึงตาใส่นาง มองพร้อมกล่าวตักเตือนด้วยสีหน้าดุดัน “น้องไม่รู้เรื่องก็อย่าพูด
ซี้ซั้ว!”
แววตาเรียบนิ่งกวาดมองแก้วน้ำชานั้น ซูหลีสงบเยือกเย็นและยิ้ม “ข่งเชวี่ยจวี๋
จินฮวาฉา เยวี่ยเหม่ยเหริน ไป๋โม่ซู่ อวิ๋นยางจื่อ ไป๋อวี่จิน เหมาซินอี๋ อวี้เสวี่ยเหลียน
เยี่ยเหอฮวน ชีเซ่อเหมย อวี๋ซินชื่อ ฝูเจ้าสุ่ย… ในน้ำชาแก้วนี้ มีดอกไม้สดทั้งหมด
สิบสองชนิด ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้ที่พบเจอได้ยาก ในนั้นมีชีเซ่อเหมยและฝูเจ้าสุ่ยที่
พบเจอยากที่สุด ไม่รู้ว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”
ที่
ไปฮวาฉา เป็นชาจีนที่มีส่วนผสมของสมุนไพร และดอกไม้นานาชนิด