กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 25 )
ซูชิ่นอ้าปากค้าง มองนางด้วยสายตาตื่นตะลึง “เจ้า… เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ชื่อ
ดอกไม้เหล่านี้ แม้แต่สาวใช้ข้างกายนางก็อาจไม่รู้ดีเช่นนี้ แล้วซูหลีรู้ได้อย่างไรกัน?
ซูหลีไม่ตอบ เพียงพูดต่อ “ชีเซ่อเหมยขจัดความร้อนบรรเทาอาการไอ ขยาย
ทรวงอก และยังมีประสิทธิภาพช่วยให้สมองปรอดโปร่งสดชื่น ฝูเจ้าสุ่ยช่วยบำรุง
ม้ามอบอุ่นกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี… ดอกไม้สองชนิดนี้ หากนำ
ชนิดใดชนิดหนึ่งมาทำเป็นชาดื่ม มีผลดีต่อร่างกาย เป็นของบำรุงที่หายากจริง แต่
หากนำมาใช้ร่วมกัน…” นางพลันหยุดพูดกลางคัน ช้อนเปลือกตามองบุรุษบนที่
นั่งประธานซึ่งสีหน้าไร้ระลอกคลื่นใดๆ
“จะเป็นเช่นใดหรือ?” ตงฟางเจ๋อถามอย่างแช่มช้า ความประหลาดใจระคน
ประกายสว่างไสวที่หาดูได้ยาก ไหลวนอยู่ในม่านตาอันยากแท้หยั่งถึงของเขา
ซูหลีสะดุดใจเล็กน้อย ปากก็เอ่ยตอบเสียงเบา “มีอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว
ยิ่งดื่มคู่สุรา จะทำให้ร่างกายไม่สบายตัว”
นางพยายามเอ่ยหนักเป็นเบา ไม่พูดถึงความเป็นพิษ หวังเพียงว่าตงฟางเจ๋อ
จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับดอกไม้ ไม่ซักไซ้ไล่ความ แต่ดูจากสีหน้าอีกฝ่าย กลับไม่
คล้ายไร้ความรู้เสียทีเดียว
“เป็นไปไม่ได้!” ซูชิ่นค้านเสียงแข็ง “เจ้าไปได้ยินเรื่องไร้สาระเช่นนี้มาจากที่ใด
เหลวไหลสิ้นดี! หากชานี้มีปัญหาจริง ก็ต้องเป็นเจ้าที่เล่นสกปรก! มิเช่นนั้นเจ้าจะรู้
ดีขนาดนี้ได้เยี่ยงไรว่าในชามีส่วนผสมของดอกไม้ชนิดใดบ้าง? เจ้าคิดวางแผนให้
ร้ายข้า?”
ซูซูขมวดคิ้วเบาๆ”พี่สาวเข้าใจผิดแล้ว! หากซูหลีรู้เรื่องนี้ก่อน ต้องโน้มน้าวไม่
ให้พี่สาวนำชานี้มาถวายท่านอ๋องเป็นแน่”
“เจ้า!” ซูชิ่นยิ่งบันดาลโทสะ ชี้นิ้วไปที่นางและตั้งคำถาม “ถ้าเช่นนั้นเจ้ารู้ได้
อย่างไรว่าในชานี้มีดอกไม้สิบสองชนิด แม้แต่ชื่อดอกไม้สิบสองชนิดนี้ เจ้าก็รู้แจ้ง
ทุกชนิด! บอกมา!”
ซูหลีตอบอย่างใจเย็น “ไม่มีผู้ใดบอกข้า กลิ่นหอมของดอกไม้เหล่านี้ล้วนมี
เอกลักษณ์ คนที่มีการรับกลิ่นดีเยี่ยม ได้กลิ่นย่อมรู้ทันที”
“ข้าไม่เชื่อ! ชานี้ข้าตั้งใจทำขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ เพียงคำพูดประโยค
เดียวของเจ้า จะทำให้ความลำบากทั้งหมดของข้าเสียเปล่าไปได้อย่างไร!” ซูชิ่น
โกรธจัดจนตัวสั่น แทบควบคุมตนเองไม่ให้เข้าไปฉีกทึ้งร่างกายนางไม่ไหว
ซูหลีราวกับไม่รับรู้ ยังคงเอ่ยเสียงเรียบเฉย “น้ำใจของพี่สาวย่อมสำคัญอยู่
แล้ว แต่ร่างกายอันสูงส่งล้ำค่าของท่านอ๋อง มิอาจนำมาเสี่ยงอันตรายเด็ดขาด
หากเกิดข้อผิดพลาดใดขึ้นมา แม้ทั้งจวน… ก็เกรงว่าจะรับผิดชอบไม่ไหว!”
“เจ้า!”
“พอได้แล้ว! พวกเจ้าทั้งสองเงียบเดี๋ยวนี้!” ในที่สุดซูเซียงหรูก็เอ่ยปากห้าม
ปราม จ้องหน้าซูหลีด้วยสายตาเย็นชา สุดท้ายก็หันไปมองตงฟางเจ๋อ ยกมือ
คารวะกล่าวคำขอโทษ “ลูกสาวหม่อมฉันไม่รู้ความ! ท่านอ๋องโปรดอย่าได้ถือสา!
มารดานางด่วนจากไป ฮูหยินเอ็นดูที่นางร่างกายอ่อนแอ ไม่อยากดุด่าว่ากล่าว
มาก ตามใจจนนางเคยตัวไม่รู้กาลเทศะเพียงนี้!”
ความหมายในคำพูด คือโยนความผิดทั้งหมดมาที่ตัวนาง
ตงฟางเจ๋อแววตาไหวระริก เอ่ยยิ้มๆ”ท่านอัครเสนาบดีกังวลเกินไปแล้ว! คุณ
หนูสองเพียงได้กลิ่นก็รู้ชื่อดอกไม้ ช่างเปิดโลกทัศน์แก่ข้ายิ่งนัก! อีกสามวันจะมี
เทศกาลร้อยบุปผาริมทะเลสาบวั่งเยวี่ย ข้าตั้งใจจะไปร่วมชม มิทราบคุณหนูสอง
ยินดีไปด้วยกันหรือไม่?” เขาวางแก้วชาลง สายตาที่มองมาสุกสกาวไหวระริกจน
พาให้กดดัน
เพียงประโยคเดียวก่อให้เกิดคลื่นพายุลูกใหญ่ ซูชิ่นและฮูหยินต่างเบิกตาโพลง
อย่างไม่อยากเชื่อ! เจิ้นหนิงอ๋องผู้มีฐานะสูงส่ง กลับเชิญหญิงสาวที่เป็นบุตร
อนุภรรยาไร้ฐานะทางสังคมไปร่วมชมงานร้อยบุปผา?!
ซูหลีสะท้านไปทั้งใจ ไม่กล้าเอ่ยตอบทันที่ ทำได้เพียงหันไปมองซูเซียงหรู
ซูเซียงหรูเห็นตงฟางเจ๋อคล้ายชื่นชอบซูหลี คนที่อยู่ในวงการข้าราชการมา
นานเช่นเขา ย่อมมีไหวพริบมองทะลุปรุโปร่งได้อย่างรวดเร็ว จึงรีบเอ่ยด้วยรอย
ยิ้มทันที่ “ได้รับคำชมจากท่านอ๋อง ย่อมเป็นบุญของจวนกระหม่อม ซูซู ยังไม่รีบ
ขอบพระทัยท่านอ๋องอีก!”
ซูหลีทำได้เพียงน้อมกายขอบคุณ แม้ในใจจะรู้สึกสับสน
“ดี!” ตงฟางเจ๋อหัวเราะเบิกบาน ดวงหน้างดงามเปล่งประกายเจิดจ้า คล้าย
อารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด ส่งผลให้ซูเซียงหรูและฮูหยินจำต้องฝืนยิ้ม สีหน้าฝืดเฝื่อน
ส่วนซูชิ่นนั้นแม้ฝืนยิ้มก็ยังดูกระอักกระอ่วนยิ่งกว่าร้องไห้
ซูชิ่นสืบรู้มาว่าในครึ่งปีมานี้ตงฟางเจ๋อสนใจดอกไม้และสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่
แปลกใหม่เป็นพิเศษ จึงทุ่มเทแรงใจทำชาร้อยบุปผาชนิดนี้ขึ้นมาอย่างสุดความ
สามารถ เพียงเพื่อจะได้รับรอยยิ้มจากเขาในงานเลี้ยงวันนี้สักหน นึกไม่ถึงว่าจะถูก
ซูหลีทำลายความหวังด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค แล้วจะให้นางไม่เจ็บใจได้
อย่างไรเล่า?
นางลุกขึ้นยืน ยกแก้วชาขึ้นและกล่าวว่า “ชาที่ข้าทำขึ้น ไม่มีทางมีโทษอย่างที่
น้องสาวกล่าวเป็นแน่! หากท่านอ๋องไม่เชื่อ ชิ่นเอ๋อร์… ขอดื่มคารวะก่อน!” พูดไป
นางยกแก้วชาขึ้นดื่มจนหมดในคราวเดียว ซูหลีหรี่ตา หมายห้ามแต่ก็ไม่ทันกาล
ซูชิ่นร่างกายไหวเอน ล้มนั่งกับพื้น แววโกรธขึ้งยังคงฉาบบนใบหน้า เบิกตา
จ้องหน้าซูหลีด้วยความแค้นที่ไม่อาจเอ่ยออกมา
ซูหลียิ้มอ่อน “พี่สาวไยต้องโกรธเคืองน้อง? แท้จริงชานี้เป็นของดี เพียงแต่ไม่
เหมาะดื่มคู่สุรา อีกครึ่งชั่วยาม พี่สาวจะต้องรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งตัว เหงื่อเย็นไหลชุ่ม
ร่างกายอ่อนแรง ไม่ต่างจากโดนพิษเป็นแน่”
ทุกคนตกตะลึง ซูฮูหยินรีบลุกขึ้นตวาดเสียงดัง “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด?!”
ซูหลีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มเย็นชา “ข้ามิได้พูดจาเหลวไหล อีกครึ่งชั่วยามไห้หลัง
ทุกคนรอดูผลพร้อมกันย่อมได้ ฮูหยินจะร้อนใจไปไย?” พูดจบ นางก็ยกสุราดื่ม
เงียบๆ ไร้ท่าทีเกรงกลัว
ซูฮูหยินบันดาลโทสะ “ซูซู! ที่ผ่านมาข้าเอ็นดูที่เจ้าร่างกายอ่อนแอ ไม่ว่าเรื่องใด
ล้วนยอมอ่อนข้อให้เจ้า เหตุใดวันนี้จึงทำตัวไม่รู้ความถึงเพียงนี้?”
“อ้อ?” ซูหลียิ้มอ่อน “ลูกต้องขอบคุณความรักความเมตตาที่ฮูหยินมอบให้
หวังดีคิดส่งลูกไปพักฟื้นที่อารามฉือซิน มิเช่นนั้นลูกคงมิได้มีโอกาสพบกับท่าน
อ๋องแล้ว!”
“เจ้า!” ซูฮูหยินเพียงตวาดออกมาคำเดียว ก็พูดไม่ออกอีก เรื่องใส่ความและ
ลักพาตัวนางไปขาย นางและซูชิ่นต่างก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด เดิมทีคิดอยากขายซูหลี
ออกไปเงียบๆ และบอกผู้คนว่านางหายตัวไปโดยไม่รู้สาเหตุ ย่อมไม่มีใครสนใจคน
ที่เป็นดั่งตัวซวยเช่นนี้มากนัก นึกไม่ถึงว่านางกลับได้พบเจิ้นหนิงอ๋อง ซ้ำยังถูก
ช่วยเหลือนำตัวกลับมาส่งถึงจวน! ผู้ร้ายแม้ถูกลงโทษ แต่จิตใจคิดคด ย่อมไม่
กล้าพูดมาก
ตงฟางเจ๋อสายตาเรียบเฉย ไม่เอ่ยอะไรสักคำ ซูเซียงหรูเห็นเขาสีหน้าราบเรียบ
ไร้อารมณ์ คาดเดาไม่ถูก เมื่อเห็นเขาสนใจในตัวซูหลีมากกว่าซูชิ่น จึงเอ่ยเสียงเย็น
ชาทันที่ “เอาละ เอะอะเสียงดังอะไรกัน ไม่มีมารยาท! ในเมื่อท่านอ๋องอยู่ที่นี่ สู้ให้
ท่านอ๋องเป็นผู้ตัดสินไม่ดีกว่าหรือ”
ตงฟางเจ๋อมองซูหลีแวบหนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ”อย่างนั้น พวกเรารออีกครึ่งชั่วยามก็
คงไม่เป็นไร”
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ซูฮูหยินกับซูชิ่นหน้าซีดเผือด เห็นชัดว่าตงฟางเจ๋อ
เชื่อซูหลีแล้ว แม้มีอาหารอันโอชะวางอยู่เต็มโต๊ะ ทว่าต่างคนต่างกำลังครุ่นคิด
ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้นจึงไม่มีผู้ใดรับรู้รสอาหารอีก
ซูชิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ จิตใจกระสับกระส่าย รู้สึกเพียงร่างกายร้อนรุ่มขึ้นเรื่อยๆ
เหงื่อเย็นไหลเป็นสาย นางพยายามสงบสติอารมณ์ ยกตะเกียบออกไปหมายคีบ
อาหาร ทว่ากลับควบคุมนิ้วมือไม่ให้สั่นไม่ได้ ส่งผลให้คีบอาหารพลาด นางตัวสั่น
ทิ้งตะเกียบ ตะครุบฝ่ามือลงบนจานอาหาร ทำท่าจะล้มลงไป
ซูฮูหยินตกใจ ตะโกนเรียกเสียงดังทันที่ “ชิ่นเอ๋อร์!”
ซูชิ่นคล้ายไม่ได้ยินสิ่งใด ขว้างปาจานในมือ กวาดข้าวของบนโต๊ะทิ้ง ทั้งจาน
ชามช้อนตะเกียบต่างก็ตกแตกเต็มพื้น ปากก็โวยวายเสียงดัง “สุราเล่า? ข้าจะดื่ม
สุรา!”
ยามนี้ซูฮูหยินไม่อาจนิ่งดูดายได้อีก รีบก้าวไปรั้งตัวบุตรสาว ตะโกนร้องเรียก
ไม่ขาดสาย “เด็กๆ คุณหนูใหญ่เมาแล้ว รีบมาพากลับห้องเร็วเข้า!”
ผู้ใดเล่าจะรู้ ยังพูดไม่ทันจบประโยค ซูชิ่นกลับสะบัดมือนางทิ้ง ซูฮูหยินไม่ทัน
ตั้งตัว ถลาไปข้างหลัง เด็กรับใช้ที่อยู่ข้างหลังต่างตกใจรีบเข้าไปประคอง ซูฮูหยิน
เดี๋ยวก็หน้าเขียว เดี๋ยวก็หน้าซีด ตวาดเสียงดังลั่น “พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือ
ยังไม่รีบไปประคองคุณหนูกลับห้องอีก!”