กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 26 )
เหล่าเด็กรับใช้ราวเพิ่งตื่นจากฝัน รีบรุดเข้าไปประคองซูชิ่น นึกไม่ถึงซูชิ่นใน
ยามนี้ราวกับสูญเสียสติ ผลักพวกนางออกหมด ก่อนจะเดินเซไปข้างหน้า พุ่งตัว
ไปยังหน้าที่นั่งของตงฟางเจ๋อ ใบหน้าแดงก่ำ สายตาเลื่อนลอย พลิกคว่ำโต๊ะ
อาหาร “สุราเล่า?”
ถ้วยจานช้อนตะเกียบตกกระจายเต็มพื้นอีกครั้ง นางเห็นเหยือกเหล้าตาก็เป็น
ประกาย รีบคว้าขึ้นมาเทใส่ปาก ซูเซียงหรูเองก็ทนไม่ไหว ลุกยืนตวาดเสียงดัง “รีบ
พาตัวนางออกไปเดี๋ยวนี้!”
เหล่าเด็กรับใช้รีบเข้ามาดึงคน ซูชิ่นเงยหน้ามองไปทางตงฟางเจ๋อ นิ่งงันไปชั่ว
ขณะ ใบหน้าแดงก่ำ ร้อนระอุดั่งถูกไฟแผดเผา “ท่านอ๋อง?”
ตงฟางเจ๋อแน่นิ่งไม่ไหวติง เห็นเพียงผิวขาวราวหิมะของนางเปลี่ยนเป็นแดง
ก่ำ เหงื่อเย็นไหลอาบกายไม่ขาดสาย เสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างแทบเปียกชุ่ม ราวมี
น้ำซึมออกมาก็ไม่ปาน ครานี้ซูชิ่นไม่อาจสลัดเหล่าเด็กรับใช้ออก ร่างกายอ่อน
ปวกเปียกดั่งโคลน มีเพียงสายตาที่ยังจดจ้องตงฟางเจ๋ออย่างเลื่อนลอย ผ่านไป
ไม่นานก็อาเจียนฟองขาวออกมา ดวงตาเหลือกขาว
ซูฮูหยินตกใจไม่น้อย ตะโกนเสียงลนลาน “ชิ่นเอ๋อร์! ชิ่นเอ๋อร์! รีบเชิญหมอมา
เร็ว!”
ซูเซียงหรูเห็นตงฟางเจ๋อสายตาเย็นเยียบ รู้สึกเพียงเหงื่อเย็นไหลอาบกายไม่
ต่างจากซูชิ่น หันไปเห็นซูหลีเพียงนั่งอยู่อีกด้าน รีบขานชื่อนาง “ซูซู!”
ในห้องโถงชุลมุนวุ่นวาย ซูหลีลุกขึ้นยืน ยกแก้วชาขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าซู
ชิ่น ไม่เอ่ยอะไรสักคำ เพียงยื่นมือบีบคางของนาง และกรอกสิ่งที่อยู่ในแก้วชาลง
ในปากนางโดยตรง
ซูฮูหยินตกใจ “เจ้าเอาสิ่งใดให้นางดื่ม?”
ซูหลีไม่ตอบ ตัดสินใจยกเหยือกน้ำชากรอกใส่ปากซูชิ่นให้ได้มากที่สุด ผ่านไป
ไม่นาน สีหน้าซูชิ่นดีขึ้นมาก อาการสงบลงไม่น้อย เปลือกตาทั้งสองข้างก็ปิดสนิท
เช่นกัน
“ชิ่นเอ๋อร์!” ซูฮูหยินทั้งตกใจทั้งสงสัย ยื่นมือตบหน้าบุตรสาวเรียกสติ
“นางหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” ซูหลีบอกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “หลังตื่นให้ดื่มน้ำ
มากๆ ขจัดชาดอกไม้และสุราที่ตกค้างในร่างกายออกโดยเร็วที่สุด เท่านี้ก็ไม่มีอะไร
น่าห่วงแล้ว”
ซูฮูหยินคล้ายยังอยากเอ่ยบางสิ่ง ทว่าซูเซียงหรูกลับสั่งอย่างร้อนใจ “มัวยืน
อึ้งอะไรกันอยู่? รีบประคองกลับไปพักผ่อนที่ห้อง! อย่าทำให้ท่านอ๋องตกใจ!”
ซูฮูหยินชะงัก ยามนี้เองเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเจิ้นหนิงอ๋องยังประทับอยู่ตรงนี้ จึงรีบ
ประคองบุตรสาวรุดไปที่สวนด้านใน
ซูเซียงหรูปาดเหงื่อ หันไปเอ่ยกับตงฟางเจ๋อพร้อมรอยยิ้ม “ขายหน้าท่านอ๋อง
แล้ว บุตรสาวไม่รู้ความ ล่วงเกินท่านอ๋องเพียงนี้ สมควรตายโดยแท้ หวังว่าท่าน
อ๋องจะไม่ถือสาผู้น้อย โปรดอภัยให้บุตรสาวกระหม่อมด้วย”
ตงฟางเจ๋อไม่มองเขา สายตาเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์กวาดผ่านใบหน้าซูหลี
อย่างแช่มช้า “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ท่านอัครเสนาบดีไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง” ซูเซียงหรูคารวะขอบคุณ แล้วจึงค่อยลอบถอนใจ
เรื่องคืนนี้สุ่มเสี่ยงยิ่งนัก หากมิใช่ซูหลีบอกว่าชาดอกไม้ดื่มคู่สุราจะทำให้เกิดพิษ
แล้วตงฟางเจ๋อมีอาการผิดปกติหลังออกจากจวนไป คนนับพันในจวนจะพ้นผิดก็
คงเป็นเรื่องยาก คิดมาถึงตรงนี้ เหงื่อเย็นก็ไหลอาบร่างซูเซียงหรูอีกหน
ตงฟางเจ๋อลุกขึ้นกล่าวอำลา ทุกคนรีบลุกขึ้นและเดินไปส่ง เดินไปถึงหน้า
ประตู ตงฟางเจ๋อมองซูหลี เอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง “สามวันไห้หลังข้าจะมารับคุณ
หนูซูด้วยตนเอง”
แม้คำพูดสะท้อนความเกรงอกเกรงใจหลายส่วน ทว่ากลับไม่เหลือช่องว่าง
ให้หารือ ซูหลีสะดุดเล็กน้อย ยังไม่ทันเอ่ยตอบ เขาก็สาวเท้ายาวๆ เดินจากไปแล้ว
รู้สึกเพียงด้านหลังมีสายตาสงสัยกวาดมองมา จดจ้องจนนางเย็นวาบไปทั้งแผ่น
หลัง
“ซูซูรู้ได้อย่างไรว่าชาดอกไม้มีปัญหา?” ซูเซียงหรูจ้องบุตรสาวคนเล็กของ
ตนเอง คล้ายแคลงใจมากกว่า
“ลูกบังเอิญได้ยินคนกล่าวถึงเจ้าค่ะ” ซูหลียังคงสงบนิ่งดังเดิม นางช่วยจวน
ไว้ แม้ซูชิ่นจะขายหน้า แต่ก็ดีกว่าคนทั้งจวนได้รับโทษเป็นไหนๆ
ได้ยินคนกล่าวถึง? ผู้ใดกันเข้าใจสรรพคุณยาของชาดอกไม้ได้ลึกซึ้งเพียงนี้?
นอกเสียจากว่าซูหลีไม่พูดความจริง ซูเซียงหรูรู้ข้อนี้ดี สีหน้าท่าทางนางในยามนี้
มิใช่ซูหลีผู้ที่มีนิสัยขลาดเขลาอ่อนแอเหมือนก่อนอีกแล้ว เรื่องใดกันแน่ที่ทำให้นาง
เปลี่ยนไปมากขนาดนี้? สายตาเขาเคร่งขรึม ทว่ากลับเพียงโบกมือ “ค่ำมืดแล้ว ไป
พักเถิด เรื่องในวันนี้ ห้ามให้คนนอกรู้เด็ดขาด รวมถึงพี่ใหญ่ของเจ้าด้วย เข้าใจ
หรือไม่?”
ซูหลียิ้มบางก้มหน้ารับคำ “เจ้าค่ะ”
ยามราตรี ในสวนเล็กๆ ลับตาคน เงียบสงัดร้างไร้ผู้คน
ซูหลีถอดชุดคลุมออก ฝึกวิชาอยู่ในสวนมืดๆ เพียงลำพัง ในห้อง โม่เซียง
หลับลึกไปแล้ว หวั่นซินไม่รู้ไปที่ใด หายตัวไปไม่เห็นเงาคนทั้งคืน
นางกำลังฝึกกระบวนท่าที่เมื่อก่อนนี้เคยฝึก ในหัวเต็มไปด้วยภาพใบหน้า
เกลื่อนยิ้มของเสด็จพ่อและเสด็จแม่ แล้วยังมีประโยคนั้นของซูฮูหยินอีก ‘เซ่อเจิ้
งอ๋องไม่อนุญาตให้นำศพนางเข้าไปในสุสานบรรพชน เพียงสั่งให้คนนำศพไปกลบ
ฝังไว้ในหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งอย่างลวกๆ เท่านั้น…’
หัวใจเจ็บเจียนขาดใจ กระบี่ในมือพลันแปรเปลี่ยนเป็นรวดเร็วดุดัน ราวกับ
ต้องการระบายความคับข้องในใจ ไอสังหารแผ่กำจายปกคลุมทั่วสวนเล็กๆ แห่งนี้
“คุณหนูกำลังทำอะไรเจ้าคะ?” ทันใดนั้นเสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง ซูหลีรีบ
หันไปมอง หวั่นซินกำลังยืนทำหน้านิ่งขรึมอยู่ด้านหลังนาง ไม่รู้ยืนอยู่นานเท่าใด
แล้ว “ที่นี่แม้ลับตาคน แต่ก็ยังต้องระวังให้มาก”
นางรู้ดี แต่นางเจ็บปวดและทรมานมากจริงๆ! ความทุกข์ทั้งหมดถูกเก็บงำไว้
ในใจไร้ที่ระบาย เจ็บปวดจนเหมือนอยากตายไปเสีย
หลับตาลง สูดหายใจลึกๆ
“ต่อไปจะไม่มีอีก” นางเอ่ยออกมาอย่างแช่มช้า คล้ายบอกกับหวั่นซิน และ
เตือนใจตนเองไปด้วย หลังจัดการอารมณ์ของตนเองแล้วเสร็จ ก็ลุกขึ้นยืนจาก
พื้น
หวั่นซินจ้องมองนางครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล้วงหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งออกมาจาก
อกเสื้อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บ่าวมีเรื่องต้องไปทำ อาจไม่อยู่หลายวัน
สิ่งนี้มอบให้คุณหนู”
“นี่คืออะไร?”
หวั่นซินไม่ตอบ เพียงยื่นหนังสือเล่มนั้นมาตรงหน้านาง ตัวอักษรคำว่า ‘คัมภีร์
เมฆาลอย’ สะดุดตานาง ซูหลีเบิกตากว้างทันใด จ้องมองอย่างตกตะลึงหาที่
เปรียบไม่ได้ “คัมภีร์เมฆาลอย? หลายวันมานี้… กำลังภายในที่เจ้าสอนข้า ล้วนมา
จากคัมภีร์เมฆาลอยหรือ?”
“คุณหนูรู้จักหรือ?” หวั่นซินขมวดคิ้ว แววสงสัยพาดผ่านดวงตาทันใด
ซูหลีส่ายหน้า กล่าว “เพียงเคยได้ยินผ่านหู ไม่รู้ว่าใช่อันเดียวกันหรือไม่”
หวั่นซินพยักหน้า “คัมภีร์เมฆาลอยเป็นวิชากำลังภายในระดับสูงที่ลึกลับมาก
ไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จัก เหมาะแก่ผู้ที่เปลี่ยนแปลงกลางคันอย่างคุณหนู สามารถฝึกฝน
สำเร็จภายในเวลาสามเดือน ทว่าหลังฝึกสำเร็จ จะไม่แข็งแกร่งมาก”
ซูหลีสงสัย “เพราะเหตุใด?”
“เพราะคนทั่วไป ไม่อาจฝึกจนถึงขั้นสูงสุดได้ นอกเสียจาก… จะมีกำลังภายใน
อีกวิชาหนึ่งเป็นตัวช่วย”
“คือกำลังภายในใดกัน?”
“ขี่วายุ”
ซูหลีสะท้านวาบ ขี่วายุ?! วิชากำลังภายในที่นางฝึกฝนมาแต่เล็กมิใช่หรือ? นาง
มิได้จำผิดจริงๆ เสด็จแม่เคยกล่าวไว้ วิชากำลังภายในลึกลับที่สามารถส่งเสริม
และฝึกร่วมกับวิชาขี่วายุได้ ก็คือคัมภีร์เมฆาลอยจริงๆ! แต่คัมภีร์เมฆาลอยหาย
สาบสูญไปหลายปีแล้ว เหตุใดจึงมาอยู่กับหวั่นซินได้ หวั่นซิน… เป็นผู้ใดกันแน่?
สายตาตกตะลึงกวาดมองหวั่นซินอย่างพิจารณา นางพยายามกลบซ่อน
อารมณ์ที่เกินความจำเป็น ได้ยินเพียงหวั่นซินพูดขึ้นอีกหน “ขี่วายุเองก็เป็นวิชา
กำลังภายในที่ลึกลับมากเช่นกัน ผู้ที่มีมันในครอบครองจะต้องฝึกฝนแต่เด็ก หาก
มีผู้ใดสามารถฝึกสองวิชานี้ไปพร้อมกัน จับทางได้ และฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด…”
พูดมาถึงตรงนี้หวั่นซินพลันเว้นช่วง ซูหลีอดถามไม่ได้ “จะเป็นเช่นไร?”
หวั่นซินเอ่ยต่ออย่างแช่มช้า “ไร้เทียมทาน!”
ร้ายกาจถึงเพียงนี้ตามคาด เหมือนที่เสด็จแม่พูดไว้ไม่ผิด! ซูหลีหลุบตาต่ำ
ซ่อนความเศร้าโศก หากเป็นเมื่อก่อน นางอาจสามารถลองดู แม้ไม่ถึงขั้นไร้เทียม
ทาน แต่อย่างน้อยก็สามารถปกป้องตนเองไม่ให้ถูกผู้ใดทำร้ายได้ แต่ยามนี้ นางมี
เคล็ดลับวิชาขี่วายุ ทว่ากลับไม่อาจฝึกฝนได้…