กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 27 คนคุ้นเคยพบกันอีกครั้ง
“คุณหนูคิดอะไรอยู่เจ้าคะ?” จู่ๆ หวั่นซินก็ถามขึ้นขณะจ้องมองนาง
ซูหลีทอดถอนใจ “ข้ากำลังคิดว่า… จะทำอย่างไรให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้
บ้าง”
หวั่นซินเอ่ย “คุณหนูฝึกฝนคัมภีร์เมฆาลอยก่อน หลายวันที่บ่าวไม่อยู่ คุณหนู
ดูแลตัวเองดีๆ นะเจ้าคะ ถ้าหากมีคนถามถึงบ่าว คุณหนูก็บอกว่าบ่าวกลับบ้านนะ
เจ้าคะ”
วันนี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าสีครามสะอาดสดใส หมื่นลี้ไร้เมฆ แสงแดดอุ่นๆ
ส่องกระทบร่างกาย ช่างอบอุ่นยิ่งนัก กลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิแรกแย้มพัดผ่าน
มาตามสายลม กลิ่นหอมสดชื่นทำให้ซูหลีที่เพิ่งก้าวขาออกจากจวนฮึกเหิมมีชีวิต
ชีวา
ตงฟางเจ๋อรออยู่ด้านนอกประตูใหญ่นานแล้ว ห่างออกไปไม่ไกลมีองครักษ์
ประจำตัวสองคนติดตามอยู่ข้างกาย เขายังคงสวมชุดผ้าไหมสีดำเช่นเดิม รูปร่าง
สูงใหญ่ ยิ่งทำให้เขาดูสง่าเลอเลิศ กล้าหาญชาญชัย ซูหลีอดไม่ได้ที่จะลอบทอด
ถอนใจ บุรุษผู้นี้ไม่ว่าอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ใด ล้วนแต่โดดเด่นเหนือผู้อื่น
ไม่อาจละเลยมองข้ามได้เลย
เปล่งประกายสีดำแวววาวทั่วทุกส่วน ม้าอูจุยลำตัวมันวาวไร้ขนขรุขระ ภายใต้
สัมผัสอ่อนโยนของผู้เป็นนาย แม้แต่แววตายังแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลเป็นพิเศษ
ซูหลีเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังตงฟางเจ๋อ เอ่ยทำความเคารพเสียงเบา “ซูหลี
คารวะท่านอ๋อง ปล่อยให้ท่านอ๋องรอเสียนานเลยเพคะ”
ตงฟางเจ๋อหันตัวไป แววตาหยุดชะงักอยู่ที่ปิ่นปักผมบนหัวของนางครู่หนึ่ง
ก่อนจะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ข้าคิดว่าเจ้าจะแต่งตัวนานมากเสียอีก ดูเหมือนว่า…
ซูซูแตกต่างจากหญิงสาวทั่วไปจริงๆ”
ซูซู? เขาเรียกนางด้วยชื่อเล่น! ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ยังไม่คุ้น
เคยจนถึงจุดนั้นไหม! ซูหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย กดตาต่ำตอบรับเสียงเรียบ “ซูหลี
รู้ตัวเองว่าหน้าตาน่าเกลียด แม้นจะแต่งเสริมอย่างประณีตละไม ก็ยากที่จะปกปิด
ความน่าชังที่มีมาแต่กำเนิด กลัวก็แต่วันนี้ออกไปเที่ยวเล่นพร้อมกับท่านอ๋อง จะ
ทำให้ท่านอ๋องหมดสนุก” ไม่ว่าจะครุ่นคิดอย่างไรนางก็ไม่เข้าใจ ซูหลีผู้ที่ไม่เป็นสิริ
มงคล เหตุใดตงฟางเจ๋อจึงอ่อนโยนเอาใจใส่ต่อนางเป็นพิเศษ แสดงออกว่าสนใจ
นางมากยิ่ง บุรุษล้วนแต่ควรที่จะโปรดปรานหญิงงามไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นเขา
ฐานะสูงส่งถึงเพียงนี้ ถ้าหากไม่ใช่เพราะอยากจะเข้าไปตรวจหาความจริงใน
พระราชวัง นางคงจะหลีกเลี่ยงเขาเป็นแน่แท้
“ข้าจะไปกับใคร เกี่ยวข้องอะไรกับผู้อื่น ไปมาหาสู่กับเจ้า ข้า… ย่อมมีเหตุผล ซู
ซูไม่ต้องคิดมาก ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวชมทะเลสาบวั่งเยวี่ย” ตงฟางเจ๋อ
เปลี่ยนเรื่องสนทนาอย่างสบายๆ ไม่ให้โอกาสนางได้ถอยหนีแม้แต่นิด กล่าวจบ
เขาก็พลิกตัวขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นมือไปหาซูหลี
ซูหลีก้าวถอยหลังเล็กน้อย มองซ้ายขวาไปมา ดวงตาใสแป๋วมองไปยังตงฟาง
เจ๋อ เอ่ยถามอย่างลังเลใจ “ท่านอ๋องจะขี่ม้า? ไม่ได้เตรียมรถม้าไว้หรือเพคะ?”
ชัดเจนว่าต้องการที่จะรักษาระยะห่างจากเขา
ตงฟางเจ๋อสีหน้าคร่ำเครียดเล็กน้อย คล้ายกับไม่พอใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้มเรียบ
นิ่ง “ซูซูเดินทางกับข้า เหตุใดจึงต้องถือเคร่งธรรมเนียมมากพิธี?”
ซูหลีเอ่ยเสียงเบาอย่างระมัดระวัง “หม่อมฉันมิได้… อ๊าย!” ไม่รอให้นางพูดจบ
ตงฟางเจ๋อโน้มตัวลงอย่างรวดเร็ว แขนยาวออกแรงรวบรัดเอวเรียวบางของซูหลี
แล้วยกขึ้นด้านบน อุ้มนางมานั่งบนหลังม้าอย่างไม่ยินยอมให้ปฏิเสธ
ริมฝีปากอุ่นของเขาเฉียดผ่านใบหูขาวเล็กของนางอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งสองใจสั่น
ไหวแทบทันที่ กลิ่นหอมจางๆ บนร่างนาง ซึมซาบเข้าสู่หัวใจทำให้เขารู้สึกสบายใจ
อย่างไม่รู้สาเหตุ ซูหลีเขินอายจนใบหน้าแดงระเรื่อ เกือบตกจากหลังม้า! นางรีบ
คว้าเข้าที่ส่วนอกของเสื้อคลุมเขา จิตใจถึงค่อยสงบลง
ตงฟางเจ๋อก้มหน้าหัวเราะ ม้าสีดำพันธุ์งามออกตัววิ่งทันทีราวกับลูกธนูที่ถูก
ดีดออกจากคันศร องครักษ์รักษาระยะห่างหลายฉื่อ [1] ตามหลังไปติดๆ
ไม่รู้ออกนอกเมืองมาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว ทะเลสาบขนาดใหญ่ค่อยๆ
ปรากฏต่อหน้าซูหลี มองจากระยะไกล คล้ายกับเด็กสาวแรกแย้มกำลังหลับใหลอยู่
ท่ามกลางทะเลดอกไม้ สงบเงียบงดงาม ริมฝั่งทะเลสาบมีป่าดอกท้อทอดยาวไม่
ขาดสาย ต้นหลิวเขียวขจีเรียงรายราวเมฆหมอก ยิ่งเติมแต่งให้งดงามมากขึ้น
ตงฟางเจ๋อพุ่งตรงไปยังริมทะเลสาบแล้วจึงหยุด รับซูหลีลงจากม้า ก่อนหัน
ตัวกลับไปกำชับ “เซิ่งฉิน เว่ยซู่ พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้”
องครักษ์ทั้งสองขานรับอย่างพร้อมเพรียง “พ่ะย่ะค่ะ”
ซูหลีกวาดตามองอย่างไม่ได้ตั้งใจ เซิ่งฉินนั้นดูจะอายุราวๆ สามสิบปี รูปร่าง
สูงใหญ่กำยำ กล้ามเนื้อปูดนูนมีกำลัง เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีกำลังภายในยอด
เยี่ยม ส่วนเว่ยซู่นั้นสูงยาวเข่าดี โค้งตัวก้มหน้า แม้นจะเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่
รู้สึกถึงพลังดุดันได้รางๆ ในใจนางมีประกายระมัดระวังพาดผ่านอย่างไม่มีเหตุผล
ยังไม่ทันได้ครุ่นคิดละเอียด ก็ถูกตงฟางเจ๋อคว้าเข้าที่มือแล้ว
เมื่อเดินเข้าไปในป่าดอกท้อ กลิ่มหอมยิ่งเข้มข้น รมอบให้มอมมาย เขาพาซูหลี
เดินเข้าไปยังส่วนลึกของป่า ริมฝั่งทะเลสาบมีเรือโกลนขนาดเล็กลำหนึ่ง จอดพัก
อยู่ตรงนั้นอย่างแน่นิ่ง ประดุจกับว่าเฝ้ารอมานาน เพียงแค่รอให้ผู้เป็นนายมา
เมื่อออกแรงพายไม้พาย เรือเล็กก็โยกเยกเคลื่อนที่ออกไป ลอยโต้คลื่นน้ำ
เล็กๆ ที่มาเป็นระลอก เมื่อพายถึงกลางทะเลสาบ ท้องน้ำทะเลสาบมีคลื่นน้ำซัด
สาด ลำน้ำและท้องฟ้าเชื่อมต่อราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน ซูหลีมองจนตาลาย
ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย พลันรู้สึกแน่นในใจอย่างกะทันหัน แรงกดดันมหาศาล
จากการจมน้ำครั้งล่าสุด ดูเหมือนว่าจะลอยปะทะเข้ามา นางรีบรุดจับเข้าที่กราบ
เรือสองข้าง เบนสายตามองไปที่ไกล ไม่กล้ามองท้องน้ำที่ทำให้เวียนหัวนี้อีก
ตงฟางเจ๋อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของซูหลี จึงวางไม้พายลง แล้วขยับไป
นั่งข้างกายนาง เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “รู้สึกไม่สบายหรือ?” ซูหลีรู้สึกจุกคอ
ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจา เพียงแค่หลับตาส่ายหัวไปมา ตงฟางเจ๋อเพ่งมองอย่าง
พินิจ กล่าวอย่างแปลกใจ “เจ้ากลัวน้ำ? เหตุใดไม่บอกแต่แรก?”
ซูหลีสงบจิตใจ มองเขาแวบหนึ่งและเอ่ย “ซูหลีมิเป็นไรเพคะ เพียงแค่เกิด
อาการเมาเรือเล็กน้อย ประเดี๋ยวก็หายดีแล้ว ท่านอ๋องอย่าเป็นกังวลเลยเพคะ”
หลังผ่านเหตุการณ์วันอภิเษกสมรส นางก็ไม่อยากให้ผู้ใดรู้จุดอ่อนของตนเองอีก
โดยเฉพาะบุรุษผู้นี้ที่ละเอียดลออราวกับเส้นผม ก้นบึ้งหัวใจเกิดรู้สึกกลัวเล็กน้อย
อย่างไม่มีเหตุผล ราวกับหากจุดอ่อนถูกผู้อื่นรู้ถ่องแท้ จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่
สิ้นหวังแบบนั้นอีกครั้ง หน้าผากนางมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยจากอาการประหม่า
ตงฟางเจ๋อดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมออกมาจากหน้าอก
เช็ดไปที่หน้าผากของซูหลี
ซูหลีเอียงหัวหลบเลี่ยงตามสัญชาตญาณ จ้องมองเขาอย่างระมัดระวัง มือ
ของตงฟางเจ๋อค้างอยู่เบื้องหน้านาง จะยื่นไปข้างหน้าหรือจะเก็บกลับคืนก็ไม่ใช่
บรรยากาศอึดอัดชั่วครู่ บนใบหน้าเขามีประกายผิดหวังสาดส่องอย่างชัดเจน ส่วน
ลึกของดวงตาดำขลับ มีประกายเย็นชาจับก้อนอย่างรวดเร็ว และกระจายหายไปใน
ชั่วพริบตา เผชิญหน้าต่อความไม่สุภาพของนาง เขากลับไม่รู้สึกโกรธเคือง เพียง
เอ่ยเรียบๆ”รู้สึกไม่สบายก็พูดออกมา มิเช่นนั้นคนที่ลำบากก็คือตัวเอง”
สุดท้ายผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมก็ซับลงที่หน้าผากอย่างอ่อนโยน ครั้งนี้ซูหลีไม่ได้
หลบเลี่ยง เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เป็นห่วงเพคะ” นางยัง
ต้องการให้เขาช่วยเหลือเรื่องสำคัญ หากครั้งนี้เกิดทำให้เขาขุ่นเคือง ความ
พยายามที่ทุ่มเทไปทั้งหมดก็สูญเปล่า จิตใจของบุรุษผู้นี้ลึกซึ้งเฉียบแหลมเกินไป
ยากที่จะมองทะลุปรุโปร่ง นางเข้าใจดี ภายใต้ความอ่อนโยนอันไร้ขอบเขตที่ปรากฏ
เบื้องหน้าต้องมีความลับที่มิอาจให้คนล่วงรู้ซ่อนอยู่เป็นแน่
“ปิ่นปักผมของเจ้างดงามมาก ใครให้มาหรือ?” ดวงตาของเขา หลังจากหมุน
วนอยู่ที่ใบหน้าซูหลีครู่หนึ่ง สุดท้ายก็จดจ้องไปยังปิ่นปักผมของนาง ประโยคที่
ธรรมดาเป็นที่สุด นางกลับรับรู้ได้ถึงการค้นหาอะไรบางอย่าง
ในใจนางพลันรู้สึกหนักอึ้ง ในหัวพลันปรากฏสิ่งที่หวั่นซินเคยกำชับไว้อย่าง
จริงจัง ทว่าเพียงปิ่นปักผมอันเดียว เป็นเพียงวัตถุเล็กๆ ที่ซูหลีเอาไว้ป้องกันตัว
ตอนช่วงเวลาคับขัน กลับทำให้ตงฟางเจ๋อสนใจถึงเพียงนี้ หรือว่าเขาจะรู้อะไร
แล้ว?
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่กล่าวชมเพคะ” ขณะเอ่ยซูหลียื่นมือไปหยิบเอาปิ่นปัก
ผมลงมาวางไว้บนมือพินิจอย่างละเอียด รูปร่างดูเรียบง่ายยิ่ง ดูแล้วไม่มีความผิด
ปกติใด ในใจนางสงบ เงยหน้ากล่าวขณะยิ้มราบเรียบ “ธรรมดายิ่ง ไม่มีราคา ยาก
ที่จะเข้าตาท่านอ๋อง”
ตงฟางเจ๋อหัวเราะเล็กน้อย ขยับเข้าใกล้นาง จ้องมองปิ่นปักผมนั้นอย่าง
ละเอียด เอ่ยด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย “ธรรมดาจริงๆ ทว่า… สิ่งของมากมายที่
ดูแล้วธรรมดาไม่ประหลาด มักมีอะไรเหนือความคาดหมายซ่อนอยู่เสมอ” นัยน์ตา
คมกริบหรี่ลง มองจับจ้องไปยังดวงตาทั้งสองข้างของซูหลี
1 ฉื่อ คือ มาตรวัดความยาวของจีน 1 เฉื่อ (ฟุต)= l0 นิ้ว