กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 28 ข้าไม่ใช่นาง
ใบหน้าทั้งสองอยู่ใกล้กันเช่นนี้ ใกล้จนกระทั่งสามารถมองเงาเล็กๆ ของตัว
เองในดวงตาของกันและกันได้อย่างชัดเจน หากใครไม่รู้มองไปเห็น จะดูเหมือน
หนุ่มสาวรูปงามที่รักใคร่กันอย่างลึกซึ้งกำลังสบตามองกันและกันด้วยรอยยิ้ม
อบอุ่น มีเพียงผู้ที่อยู่ในสถานการณ์นั้นถึงจะสัมผัสได้ถึงประกายไฟไร้นามกลาง
อากาศ ที่กระเด็นกระจายอยู่รอบด้านนานแล้ว
“น้องหกช่างน่าสนใจจริงๆ พาหญิงงามมาเที่ยวชมทะเลสาบ ไม่รู้ว่าบุตรสาว
ตระกูลใดที่ได้รับเกียรติเช่นนี้!” มีเสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มดังมาจากระยะไกล
ทำเอาซูหลีร่างกายสั่นกระตุก รอยยิ้มแข็งที่อติดอยู่ที่ริมฝีปาก เสียงนี้ราวกับคม
ดาบที่ไร้ความปรานีทิ่มแทงแผลเดิมในหัวใจของนางเข้าอย่างแรง
ถัดจากเรือลำเล็ก เรือสำราญโอ่อ่าหรูหราค่อยๆ หยุดนิ่ง คนผู้หนึ่งบนเรือ
มองจากที่สูงลงมา ยืนแกร่วมือไขว้หลังอยู่ที่หัวเรือ ท่าทางหยิ่งยโส สวมชุด
สีน้ำเงินสดใสปลิวสะบัดอยู่กลางสายลม อากัปกิริยากดขี่ข่มเหงเป็นอย่างยิ่ง ด้าน
หลังของคนผู้นี้ คือหวังอันและจ้าวสวินองค์รักษ์ประจำตัวทั้งสอง ทันที่เห็นตง
ฟางเจ๋อ ในแววตาพลันมีประกายระมัดระวังเตรียมป้องกัน
ตงฟางเจ๋อแววตาเยือกเย็นขึ้น ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน เงยหน้าจับจ้องตรงไป
ยังแววตาของคนผู้นั้น ขมวดคิ้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าคิดอยู่ว่าผู้ใดมาเที่ยว
ทะเลสาบจัดขบวนยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็พี่รองนี่เอง…”
ซูหลีแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น รู้สึกได้ถึงเสียงอื้ออึงดังอยู่ในหัว ไม่ได้ยินว่าพวกเขา
กำลังคุยอะไรกัน เลือดทั่วร่างกายพลันไหลพุ่งตรงไปยังศีรษะ! นางไม่มีทางลืม
เจ้าของเสียงผู้นี้… ตงฟางจั๋ว! ในเวลาไม่กี่ชั่วยาม ทำให้ชีวิตนางพลิกฟ้าพลิก
แผ่นดิน จมดิ่งสู่นรกอเวจี ชีวิตปราศจากความสุข เสียชีวิตอย่างไม่ผาสุก! ถ้าหาก
วันนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันพวกนั้น ตอนนี้นางคงจะยังเป็นพระชายาของ
เขา และเวลานี้ผู้ที่มาเที่ยวเล่นเคียงข้างนางก็คงไม่มีทางเป็นตงฟางเจ๋อ… เดิม
ควรจะเป็นพระสวามีที่รักกันหวานชื่น ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่นางเกลียดชัง
ที่สุด!
ทั้งหมดนี้น่าขำขันเพียงใด? ร่างกายของนางอดที่จะสั่นเล็กน้อยไม่ได้ ปลาย
นิ้วมือเล็กที่เย็นนิดๆ ถูกจับแน่นด้วยมือใหญ่ที่อบอุ่นและนุ่มนวล ความอบอุ่นแผ่
ซ่านไปยังหัวใจอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหล่อเหลาล้ำเลิศของตงฟางเจ๋อ ภายใต้
แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิที่สาดส่องลงมา ยิ่งมีเสน่ห์น่าดึงดูดมากขึ้น ความอ่อนแอ
ที่นางเผยออกมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้หัวใจเขาสั่นไหวอย่างอดไม่ได้ กล่าวเสียงอ่อน
โยน “ซูซู เมื่อครู่เจ้ารู้สึกไม่ค่อยดี ตามข้าไปพักผ่อนบนเรือใหญ่สักครู่เถิด” กล่าว
จบก็ประคองนางลุกขึ้น น้ำเสียงห่วงใยแต่กลับมีความน่าเกรงขามอย่างแจ่มแจ้ง
ใบหน้านี้ที่เหมือนกับหลีซูทุกประการ หากตงฟางจั๋วเห็นเข้า เขาจะมีปฏิกิริยา
เช่นไร? ความลับนี้ วันนั้นไม่ได้บอกตงฟางเจ๋อ เมื่อขึ้นเรือไปเขาจะต้องรู้แน่ว่านาง
ปิดบังเรื่องนี้ มิรู้ว่าจะคิดกับนางอย่างไร… สิ่งที่ควรประสบ ถึงอย่างไรก็ต้อง
ประสบ! ซูหลีหลุบตาต่ำเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมด ปล่อยให้ความคิดพลุ่งพล่าน
ในใจตามปรารถนา ความเกลียดชังทะลักพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า แต่นางกลับหน้านิ่ง
ไม่เอ่ยวาจาใด ตามติดตงฟางเจ๋อไปเงียบๆ ก้าวขึ้นเรือสำราญลำนั้น
ตัวเรือกว้างใหญ่ ตกแต่งโอ่อ่าหรูหรา ห้องโดยสารจัดแต่งอย่างงดงาม
อลังการ ฟุ้งเฟ้อเหลือล้น ตงฟางจั๋วนั่งอยู่บนที่นั่งหลัก ก้มหน้าจิบชาสบายๆ ไม่
รีบร้อน
“จุ๊ จุ๊ กล่าวถึงการดื่มด่ำสุข มีไม่กี่คนจริงๆ ที่สามารถเทียบกับพี่รองได้ น้อง
หกอับอายจริงๆ ที่มิอาจเทียบเทียมได้!” ตงฟางเจ๋อสังเกตการจัดเรียงตกแต่ง
รอบๆ บริเวณห้องโถงเรือ แล้วเอ่ยปากชื่นชม เพียงแต่ประโยคนี้เมื่อเข้าสู่หูของ
ตงฟางจั๋ว เหตุใดจึงฟังดูมีอารมณ์ถากถางซ่อนอยู่เล็กน้อย
ตงฟางจั๋วส่งเสียงหึเยือกเย็น จับจ้องหญิงสาวผู้นั้นที่อยู่ด้านหลังตงฟางเจ๋อ
ด้วยสายตาเย็นชา นางยืนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ก้มหน้าก้มตา แก้มด้านซ้ายถูกบดบัง
ด้วยเส้นผมสีดำขลับ มองเห็นหน้าค่าตาไม่ชัด ชุดกระโปรงสีขาวเรียบสะอาด ภาย
ใต้แสงแดดในฤดูใบไม้ผลิสว่างไสว สดใสนุ่มนวลดุจสายน้ำ ประกายระยิบแผ่ซ่าน
ออกมารอบกาย คล้ายกับดอกบัวบริสุทธิ์ แฝงซ่อนด้วยกลิ่นอายกินใจที่ไม่อาจ
พรรณาได้ ในใจเขารู้สึกสั่นไหว เพียงแค่ร่างบอบบางก็สามารถทำให้บุรุษหลงใหล
ใบหน้าอ่อนช้อยนั้นที่ยังมิเงยหน้าขึ้น จะงดงามเลิศเลอถึงเพียงใด?!
ตงฟางเจ๋อแววตาสั่นไหว ยิ้มพลางดึงซูหลีมายืนข้างกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียง
อ่อนโยน “ซูซู ขอแนะนำให้เจ้ารู้จัก ท่านนี้คือพี่รองของข้า จิ้งอันอ๋อง ตงฟางจั๋ว”
ซูหลีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นขณะที่เขาพูด พยายามหยุดยั้งคลื่นในใจที่โหมซัด
กระหน่ำรุนแรง ภายใต้แววตาเย็นชา แฝงซ่อนไปด้วยความเกลียดชังลึกเข้า
กระดูก นางค่อยๆ ขยับสายตาไปที่บุคคลตรงหน้า โค้งตัวเคารพเล็กน้อย เอ่ย
เสียงเรียบ “หม่อมฉันซูหลี ถวายบังคมจิ้งอันอ๋องเพคะ”
คำว่า ‘ซูซู’ ทำให้ตงฟางจั๋วที่ถือแก้วน้ำชาในมือชะงักทันที่ ยังไม่ทันฟื้นสติ
ใบหน้าละเอียดงดงามเบื้องหน้าก็กระหน่ำตีเข้าที่หัวใจของเขา แทบจะหยุดหายใจ
แม้แต่ปลายนิ้วมือก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
“เจ้า! เจ้าคือ…” ภายในดวงตาเขามีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาด สีหน้าท่าทางทั้งตก
ตะลึงทั้งยากที่จะเชื่อ ทำไมเป็นนางไปได้?!
แก้วน้ำชาประณีตงดงามตกกระแทกพื้น ส่งเสียงดังก้องกังวาน น้ำชาสาดลง
บนร่างแต่ราวกับเขาไม่รู้สึกตัว ก้าวฝีเท้าเดินตรงเข้าไปหาซูหลีอย่างห้ามไม่ได้
ใบหน้างดงามไร้ที่ติที่ทำให้คนตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบ ใต้หล้านี้จะมีคนกี่คนที่
คล้ายคลึงกันถึงเพียงนี้? ไม่! ไม่ใช่คล้ายคลึง คิ้วนั้น ดวงตานั้น… บุคคลิกนั้น
ความงดงามนั้น… เหมือนกับหญิงสาวในความทรงจำเขาทุกอย่าง!
มือของเขาคว้าจับไหล่บอบบางทั้งสองข้างของนางไว้ในฝ่ามือ ราวกับใช้แรง
กำลังที่มีอยู่ทั้งหมด ประกายตาหมุนวนบนใบหน้านางอย่างตกตะลึง ผ่านไปครู่
หนึ่งจึงกัดฟันเอ่ย “หลีซู… ที่แท้เจ้า… ยังมีชีวิต?!”
หลีซู?! เหตุใดพี่รองจึงจำซูหลีเป็นหลีซูไปได้? ตงฟางเจ๋อตะลึงเล็กน้อย
ดวงตาพลันปรากฏประกายเฉียบแหลม สังเกตการณ์โดยละเอียด ในใจเต็มไป
ด้วยข้อสงสัยต่างๆ มากมาย
ไหล่ทั้งสองข้างถูกบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ ซูหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่กลับไม่มี
ปฏิกิริยาใด เขาหวังให้นางตายงั้นหรือ?
แต่สีหน้าท่าทางของตงฟางจั๋วมองดูแล้วมีอาการตื่นตัวเล็กน้อย แววตาซับ
ซ้อนยากที่จะคาดเดา มีประกายเสียใจพาดผ่านแวบหนึ่ง พริบตาเดียวก็ถูกแทนที่
ด้วยความเกลียดชัง และภายใต้ความเกลียดชังนี้ กลับคลุกเคล้าไปด้วย… ความ
เบิกบานใจอย่างไม่มีเหตุผล?
ช่างน่าขันเสียจริง! ซูหลีพยายามควบคุมตนเองอย่างสุดกำลัง ไม่ส่งเสียง
หัวเราะเยาะออกมาต่อหน้าเขา ยังคงจำคำพูดบ้าระห่ำไร้ความรู้สึกในวันนั้นได้ ยัง
คงดังสะท้อนชัดเจนอยู่ในหัวจนถึงวันนี้ ‘เสียใจ? ข้าอยากรู้นัก เจ้าจะทำให้ข้าเสียใจ
ได้เช่นไร!’
ไหล่อยู่ในความควบคุมหยาบคายใช้อำนาจ ทำให้คนรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก!
ซูหลีขมวดคิ้วสองข้าง บิดตัวให้ตนเองหลุดพ้นออกจากมือของเขา พยายามรักษา
ความสงบเยือกเย็นเอาไว้อย่างสุดกำลัง โค้งตัวก้าวถอยหลังสองสามก้าว น้ำ
เสียงเย็นชาและห่างเหินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋องจำคนผิดหรือเปล่าเพคะ?
หม่อมฉันนามว่าซูหลี มิใช่คุณหนูหลีซูที่ท่านอ๋องกล่าวถึง! และคุณหนูหลีซู… ก็
เสียชีวิตไปนานแล้ว วันเดียวกับที่อภิเษกสมรสกับท่านอ๋อง นางจมน้ำตายใน
แม่น้ำหลานชางไปแล้วเพคะ!”
นางเจตนารักษาระยะห่างจากเขา กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ พุ่งตรงเข้าไป
ฆ่าเขา! ไม่พูดเรื่องที่ตอนนี้นางไม่มีความสามารถที่จะฆ่าเขาให้ตายได้ ถ้าหากเขา
ตายจริงๆ ความเป็นธรรมที่นางไม่ได้รับ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงมิอาจล้างมลทินให้
สะอาดได้อีกแล้ว!
ทั้งที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้น แต่ประโยคนี้กลับเหมือนแส้ฟาดเข้าที่หัวใจของตง
ฟางจั๋วอย่างรุนแรง เขาเบิกตากว้างจ้องมองมือที่ค้างอยู่กลางอากาศ หอบหายใจ
ถี่ ใบหน้าคร่ำเครียดจนน่าตกใจ ก้าวประชิดใกล้ทีละก้าว จนกระทั่งนางไม่เหลือทาง
ให้ถอยได้อีก ร่างกายชนเข้ากับผนังเรือ
ตงฟางจั๋วกัดฟันเอ่ย “เจ้าหมายความเช่นไร? เป็นเจ้าที่เสียความบริสุทธิ์ก่อน
จึงกระโดดแม่น้ำฆ่าตัวตาย ยังจะกล่าวโทษข้าอีกงั้นหรือ?”
‘เสียความบริสุทธิ์’ คำนี้ราวกับเข็มน้ำแข็งทิ่มแทงเข้าที่หัวใจนาง ซูหลีเจ็บปวด
จนแทบหายใจไม่ออก ความเคียดแค้นที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจพลันกระชั้นทะลักออกมา
นางกลับยังพยายามกล่าวกับเขาด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันมิกล้า! ท่านอ๋องจำคน
ผิดแล้วจริงๆ เพคะ หม่อมฉันมิใช่ท่านหญิงหมิงอวี้จริงๆ เพคะ!” ถ้าเป็นไปได้ นาง
ไม่อยากจะมองเขาเสียด้วยซ้ำ เบือนหน้าหนี น้ำเสียงค่อยๆ เยือกเย็นขึ้น