กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 29 เจ้าหนีไม่พ้น
ตงฟางเจ๋อจ้องมองทั้งสองคนที่กำลังพัวพันไม่ชัดเจน นัยน์ตาคมปลาบดั่ง
เหยี่ยว ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดอย่างมิดชิดไม่อาจคาดการณ์ได้ ซูหลี… หลีซู… ชื่อ
เล่นต่างก็คือซูซู รูปร่างหน้าตาเหมือนกันจนแม้แต่ตงฟางจั๋วยังแยกไม่ออก! นี่
เป็นเรื่องบังเอิญจริงหรือ…
‘ว้าย!’ เสียงหวีดร้องอย่างตกใจดังมาจากในตัวเรือ
ซูหลีได้ยินจึงหันไปมอง เห็นหญิงสาวสวมชุดซานฉวินสีเหลืองอร่าม ยืนอึ้ง
อยู่ตรงประตูห้องโดยสารของเรือ หญิงนางนั้นคิ้วเรียวงามดั่งใบหลิว ดวงตา
กลมรีดั่งลูกซิ่ง [1] บุคลิกงดงามอ่อนช้อย ยามนี้กำลังเบิกนัยน์ตากว้าง มองมา
ทางนางราวกับเห็นผีก็ไม่ปาน
ซูหลีชะงักงันเล็กน้อย เกือบเรียก ‘หลีเหยา?!’ ออกไป ทว่าโชคดีที่กลืนคำพูด
ลงคอทัน หญิงสาวตรงหน้านางนี้… ก็คือหลีเหยา น้องสาวต่างมารดาของนาง!
นึกไม่ถึง พี่น้องที่ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในวันวาน กลับได้พบกันอีกครั้งบนเรือ
ของตงฟางจั๋ว! ดูท่าวันนั้น เสด็จพ่อคงไม่ได้พูดลอยๆ พวกเขา… อยู่ด้วยกันแล้ว
จริงหรือ?
ซูหลีหัวใจร้าวรานอย่างไม่อาจต้านทาน น้องสาวที่เกิดจากอนุภรรยา ซึ่งนาง
เคยรักและเอ็นดูในอดีต หลังจากเกิดเรื่อง กลับทำดีกับคนที่ทำร้ายนางเช่นนี้ จะ
ไม่ให้นางเจ็บปวดรวดร้าวได้อย่างไร ในโลกใบนี้นอกจากเสด็จแม่ที่นางรักและ
เคารพที่สุดแล้ว ยังมีผู้ใดให้นางหวงแหนอีกหรือไม่?
เห็นตงฟางจั๋วกับหลีซูยืนแนบชิดกัน แววตกใจพาดผ่านดวงตาของหลีเหยา
นางถลาเข้ามา ขานเรียกเสียงเบาอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่ พี่สาว?” นางคว้าแขนซูหลี
สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงอย่างไม่อาจควบคุม ตงฟางจั๋วถูกเบียดไปยืนอีก
ด้าน
หลีเหยายื่นมือสั่นเทาออกไป ลูบดวงหน้าซูหลีเบาๆ ราวกับกำลังยืนยันว่าคน
ตรงหน้ามีอยู่จริงหรือไม่? เสี้ยววินาทีที่สัมผัสอบอุ่นแผ่ซ่านมา นางร่ำไห้อย่าง
ควบคุมตนเองไม่ได้ หยดน้ำตาเม็ดใหญ่ไหลรินออกจากดวงตาคู่งาม สาบเสื้อนาง
เปียกชื้นทันใด นางสะอื้นไห้ตัวโยน ขานเรียกซ้ำไปซ้ำมา “พี่สาว ท่านคือพี่สาว
จริงๆ? เหตุใดพวกเขาจึงต้องบอกว่าพี่สาวของข้าจากไปแล้ว?” นางตรงเข้าสู่
อ้อมอกของซูหลี กอดอีกฝ่ายไว้แน่น “พี่สาว เหยาเอ๋อร์คิดถึงท่านเหลือเกิน! บน
โลกใบนี้มีเพียงพี่สาวที่รักเหยาเอ๋อร์ที่สุด ท่านยังมีชีวิตอยู่แท้ๆ เหตุใดต้องทำให้
ข้าตกใจเช่นนี้?”
ซูหลีใบหน้าไร้อารมณ์ ยกมือผลักหลีเหยาออกเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงแช่มช้า
“คุณหนู ท่านนี้ ท่าน… จำคนผิดแล้ว ข้า… มิใช่พี่สาวของท่าน ข้าแซ่ซู นามว่าหลี
เพียงบังเอิญมีใบหน้า… คล้ายพี่สาวของท่านหลายส่วนก็เท่านั้น”
หลีเหยาร้อง “หา” มือบางยกปิดปากเบาๆ น้ำตาเอ่อคลอในเบ้าตา ก่อนเอ่ย
ค้าน “ท่านโกหก ใต้ฟ้าจะมีเรื่องบังเอิญเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
ซูหลีมองนางเงียบๆ ยกมือปัดปอยผมที่ปิดบังดวงหน้าซีกซ้ายทัดหู เผยให้
เห็นปานสีแดงดั่งโลหิตดวงนั้น นางแสร้งทำสงบนิ่งก่อนเอ่ย “ท่านดูให้ดี บน
ใบหน้าของพี่สาวท่านต้องไม่มีสิ่งนี้อยู่แน่” บนผิวขาวสะอาดสะอ้าน พลันปรากฏ
ตราประทับดวงนั้น แดงตัดกับขาว มองแวบแรกยังพาให้รู้สึกน่ากลัวอย่างเลี่ยง
ไม่ได้
หลีเหยาสูดหายใจด้วยความตกใจ ยื่นมือไปลูบปานดวงนั้นทันที่ เมื่อเห็นว่า
ไม่มีสีติดมือนางมาด้วย ก็ก้าวถอยหลังอย่างตกตะลึงไปหลายก้าว จนพิงหน้าอก
ตงฟางจั๋วที่อยู่ข้างหลังพอดี จากนั้นก็เอ่ยถามเสียงสั่น “ท่าน ท่านไม่ใช่พี่สาวจริง
หรือ?”
ซูหลีนัยน์ตาคมปลาบ จ้องหน้าหลีเหยาตรงๆ ราวกับต้องการมองทะลุใจนาง
ผ่านไปครู่หนึ่งจึงค่อยส่ายหน้าช้าๆ แทนคำตอบ
“เพราะเหตุใดกัน?! คนดีๆ เช่นพี่สาว เหตุใดสวรรค์จึงต้องให้นางตาย?!” รู้สึก
ราวกับยากที่จะรับความโหดร้ายเช่นนี้ได้ หลีเหยาพลันระเบิดอารมณ์ ชั่วขณะหนึ่ง
นางหมุนกายอย่างเหม่อลอย หันหน้าเอ่ยกับตงฟางเจ๋ออย่างเลื่อนลอย “พี่สาวไป
แล้ว พี่สาวจากไปแล้วจริงๆ” นางยกสองมือกุมศีรษะ ร้องไห้คร่ำครวญอย่างทุกข์
ทรมาน พลางส่ายหน้าไม่หยุด “ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ…” พลันนั้น ก็ตัวอ่อนล้มลงไป
ตงฟางจั๋วยืนอยู่อีกด้าน ราวกับมองไม่เห็นเหตุการณ์ สายตาของเขาเพียงจับ
จ้องไปที่ปานแดงบนใบหน้าซูหลีอย่างไม่อาจละไปได้
“เหยา… คุณหนูหลี!” ซูหลีตกใจ ตรงเข้าไปประคองนางนั่งบนเบาะอ่อน ขาน
เรียกหลายครั้ง “คุณหนูหลี ท่านตื่นสิ!”
หลีเหยาดวงตาปิดสนิท เอนกายอยู่ในอ้อมอกนางด้วยใบหน้าซีดเผือดไร้สี
เลือด
ขานเรียกอยู่หลายหน หลีเหยายังคงไร้การตอบสนอง ซูหลีร้อนใจดั่งไฟสุมอก
พลันเงยหน้า กัดฟันเอ่ยถามตงฟางจั๋วเสียงลอดไรฟัน “จิ้งอันอ๋อง ท่านยังมัวยืน
อึ้งอันใดกัน? คู่หมั้นที่ใกล้จะตบแต่งหมดสติไปต่อหน้า เหตุใดท่านยังนิ่งดูดายเช่น
นี้อยู่ได้?! หรือในใจท่าน ความเป็นตายของหญิงสาว ล้วนไร้ความหมายเช่นนี้เสมอ
มา?!” อารมณ์ของนางเดือดพล่าน ทุกคำดังชัด เต็มไปด้วยพลัง สายตาที่ปกปิด
ความโกรธแค้นไว้ไม่มิด จดจ้องไปยังบุรุษที่ไร้ปฏิกิริยาตรงหน้า
ตงฟางจั๋วหลุบตามองนาง พลันก้าวยาวๆ มาข้างหน้า ดึงซูหลีเข้าไปในวงแขน
กว้าง จับคางแน่น บังคับให้นางแหงนหน้าขึ้น ท่ามกลางนัยน์ตางามคู่นั้น สายตา
ที่สะท้อนความโกรธแค้นออกมาอย่างปิดไม่มิด แปรเปลี่ยนเป็นคมปลาบดั่งมีด
ดาบ ราวกับต้องการเชือดเฉือนทิ่มแทงบุรุษที่นางเกลียดเข้ากระดูกผู้นี้ให้ตายไป
เสีย!
ตงฟางจั๋วดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย เอ่ยเสียงชิงชัง “เจ้าดูเจ้าสิ ยังคง
เกลียดชังข้าถึงเพียงนี้ ยังกล้าบอกว่าไม่ใช่หลีซูอีกหรือ?”
ซูหลีจ้องเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว เอ่ยชัดถ้อยชัดคำ “คุณหนูหลีซูเป็นธิดา
ชายาเอกแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง แล้วยังได้รับพระราชทานยศจากฮ่องเต้องค์
ปัจจุบันให้เป็นท่านหญิงหมิงอวี้ ฐานะสูงส่ง หาใช่ผู้ที่คนต่ำต้อยด้อยค่าเช่นหม่อม
ฉันจะเทียบชั้นได้” นางเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเศร้า “เพียง
เสียดายคนเช่นนี้ กลับถูกใส่ร้ายป้ายสี ชื่อเสียงบริสุทธิ์ผุดผ่องที่สั่งสมมาตลอด
ชีวิตพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน แม้นหลังความตาย… ศพก็ยังไม่อนุญาตให้ถูกนำ
เข้าทั้งในสุสานราชวงศ์ และสุสานบรรพชนของตระกูลหลี ท้ายที่สุดกระดูกเพียง
ถูกนำไปฝังไว้ในหุบเขากันดารห่างไกลแห่งหนึ่ง… และทั้งหมดนี้ ก็เป็นเพราะ
ท่าน!”
“ข้า ทำ อะไร!” ผ่านไปครู่หนึ่ง ตงฟางจั๋วจึงค่อยเค้นเสียงลอดไรฟัน
“หากไม่ใช่ท่านเข้าใจผิดและใส่ความนาง ย่ำยีนาง หย่าร้างนาง และไสส่งนาง!
นางจะตายได้เช่นไร! ตัวการของเรื่องนี้ก็คือท่าน! ท่านอ๋อง ท่านลืมไปหมดแล้ว
หรือไร?!” ข่มกลั้นความเกลียดชังในใจ นิ้วมือทั้งสิบของนางจิกเข้าเนื้อของ
ตนเอง
สายตาตงฟางจั๋วเปล่งประกายวาบจนน่าตกใจ ออกแรงที่มือ แทบบีบคางของ
นางให้แหลก ก่อนเอ่ยเสียงเบาและแช่มช้า ราวกับกำลังถามตนเอง “ลืม? ความ
อัปยศที่นางมอบให้ข้า ข้าจะลืมได้อย่างไร?”
ซูหลีเจ็บแปลบ ผลักเขาก็ผลักไม่ออก ในใจเคืองแค้นสุดแสน ไม่รู้ควรทำเช่นไร
ดี ตงฟางจั๋วจ้องหน้านาง เอ่ยเสียงดุดัน “กลับเป็นเจ้า เอาแต่บอกว่าตนเองไม่ใช่
หลีซู หากเจ้าไม่ใช่ แล้วมีสิทธิ์อันใดสงสัยในตัวข้า?!”
ซูหลีโต้กลับอย่างขึ้งเคียดทันที่ “ซูหลีเป็นเพียงสหายของคุณหนูหลีซู เดิม
ไม่มีสิทธิ์ถามเรื่องส่วนตัวนางอยู่แล้ว ทว่าเรื่องที่มนุษย์โลกหรือแม้แต่เหล่าทวย
เทพยังต้องพิโรธเช่นนี้ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจทนมองเฉยอยู่ได้!”
“เป็นศัตรูกับข้ามีแต่หาเรื่องอัปยศให้ตนเอง!”
“คนเรามักทำให้ตนเองอัปยศก่อนที่จะทำให้ผู้อื่นได้รับความอับอาย!”
“เจ้า! ช่างใจกล้าไม่กลัวเกรงสิ่งใด!” ตงฟางจั๋วชะงักไปครู่หนึ่ง เพลิงโทสะแผ่
ปกคลุมทั่วร่าง กดดันจนคนแทบหายใจไม่ออก
ซูหลีกลับแหงนหน้า จ้องตาเขากลับ ไร้ซึ่งความกริ่งเกรง
ตงฟางจั๋วจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาสับสน แปรเปลี่ยนไปมา ไม่รู้อยู่ๆ นึกอัน
ใดขึ้นมา กลับยิ้มชั่วร้าย ก้มหน้าเข้าใกล้นาง ก่อนจะเอ่ยกระซิบข้างหูนางด้วยเสียง
เย็นชาและชัดเจน “ดี! ดีมาก! ข้าชื่นชมความกล้าของเจ้า! ข้าขอบอกเจ้าให้รู้ไว้ ข้า
ไม่สนว่าเจ้าเป็นผู้ใด แต่จากนี้ไปเจ้าหนีไม่พ้นแน่!”
นี่เป็นวาจาตลกที่สุดเท่าที่ซูหลีเคยได้ยินตั้งแต่นางเกิดมา! นางหลุดหัวเราะ
ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ไม่พบกันเพียงไม่นาน ความหยิ่งผยองของบุรุษผู้นี้ยังคง
ไม่ลดลง เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้ใด เทพเซียนผู้ควบคุมทุกอย่างบนโลกใบนี้หรือ?
ขอเพียงเขาเอ่ยคำเดียว ก็สามารถบีบนางไว้ในกำมือได้อย่างง่ายดาย? ทว่านาง ซู
หลี มิใช่หลีซูในอดีตอีกต่อไปแล้ว! โชคชะตาของนางต่อจากนี้ไป ล้วนอยู่ในกำมือ
ของตัวนางเอง!
ซิ่
ลูกซึ่ง แปลว่า ลูกแอพริคอต