กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 30 เหตุพลิกผันขณะแล่นเรือชมทะเลสาบ
ข่มกลั้นเพลิงโทสะในใจไว้อย่างสุดชีวิต นางอยากสะบัดฝ่ามือใส่ใบหน้าบุรุษ
ตรงหน้าอย่างที่สุด! ทว่าในตอนนี้เอง มีคนตรงเข้ามารั้งมือนาง ก่อนจะสะบัด
แขนเสื้ออย่างแนบเนียน แรงที่มือของนางจึงไปกระทบโดนตำแหน่งที่เหมาะสม
ส่งผลให้ตงฟางจั๋วคลายมือจากนาง เซถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่ทันตั้งตัว
เขาหอบหายใจถลึงตาจ้องคนผู้นั้น
ตงฟางเจ๋อโอบเอวบางไว้ด้วยแขนแข็งแรง หมุนตัวคว้างหนึ่งรอบ พานาง
ออกไปยืนยังตำแหน่งที่ห่างออกไปหลายก้าว ก่อนเอ่ยตำหนิเสียงเรียบ “ซูซู เจ้า
ล่วงเกินแล้ว เหตุใดจึงไร้มารยาทกับท่านพี่ของข้าเช่นนี้!” สีหน้าเขาเรียบเฉยไร้
อารมณ์ ขณะเอ่ยต่อว่า “คุณหนูหลีโชคร้ายด่วนจากไป ผู้ที่รู้ข่าวย่อมปวดใจยาก
หลีกเลี่ยง เพียงแต่คนตายไม่อาจฟื้นคืน คนอยู่ยังต้องอยู่ต่อไป พี่รองหากอยาก
สืบทอดราชบัลลังก์แคว้นเฉิง อย่างไรก็ดูแลรักษาสุขภาพก่อนจะเป็นการดีกว่า!”
ตงฟางจั๋วบันดาลโทสะ หน้าซีดขาวดั่งแผ่นเหล็ก กัดฟันเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“ไม่รบกวนให้น้องหกต้องเป็นห่วง!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เจ๋อไม่ขอรบกวนเวลาผ่อนคลายของท่านพี่แล้ว ขอตัวก่อน
พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียง ตงฟางเจ๋อก็รั้งซูหลีออกเดิน
“หยุดเดี๋ยวนี้!” ตงฟางจั๋วตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงโกรธจัดจนไม่อาจควบคุม “ซู
หลีอยู่ก่อน ข้าอนุญาตให้เจ้าไปได้แล้วหรือ?”
ตงฟางเจ๋อไม่แม้แต่จะหันกลับไป เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ซูซูข้าเป็นผู้พามา ย่อม
ต้องเป็นข้าพากลับไป หากท่านพี่มีความเห็นใด ก็ไปร้องขอความเป็นธรรมจาก
เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้” รอยยิ้มพาดผ่านกลีบปากหนา สะท้อนแววเสียดสีชัดเจน
ซูหลีพลันรู้สึกหนักอึ้งในใจ
บานประตูค่อยๆ ปิดลง ในเรือเหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของตง
ฟางจั๋ว ยากจะควบคุมให้สงบ
ทั้งสองเพิ่งจะก้าวเท้าเหยียบกราบเรือ ผิวน้ำทะเลสาบที่สงบนิ่งก็พลันเกิด
คลื่นน้ำทันใด บุคคลชุดดำสามคนพุ่งตัวขึ้นเหนืออากาศ พร้อมกับฟองคลื่นอัน
หนาแน่นที่สาดกระเซ็นดั่งฝนห่าใหญ่ หนึ่งในนั้น สวมหน้ากากสีเงิน คำรามเสียง
ต่ำ “ตงฟางเจ๋อ ตายเสียเถิด!” ประกายกระบี่สว่างวาบ สะท้อนไอสังหารอันเย็น
เยือก สามคนนั้นพุ่งตัวเข้ามาหาตงฟางเจ๋อ ราวกับตาข่ายผืนใหญ่ที่ดักไว้ทุกทิศ!
ท่วงท่าดุดัน รวดเร็วไร้เทียมทาน
ตงฟางเจ๋อดึงซูหลีเดินไปทางบันได ด้านหลังเป็นห้องโดยสารเรือ กวาดมอง
ไปไร้ซึ่งหนทางถอยหนี
ซูหลีร้องบอกด้วยความตกใจ “ท่านอ๋องระวัง!” ยังไม่ทันสิ้นประโยค ร่างอรชร
ถูกตงฟางเจ๋อรั้งเบาๆ ให้ไปหลบอยู่ด้านหลังเขา ร่างกายของเขาไร้รอยขีดข่วน
สองแขนแข็งแรงยกเหวี่ยงกลางอากาศ แขนเสื้อสีหมึกโบกสะบัด ทั่วร่างมีลม
ปราณอ่อนๆ แผ่กำจาย ราวกับกำแพงเหล็กที่มองไม่เห็น พุ่งออกไปยังมือลอบ
สังหารอย่างทรงพลัง
มือสังหารทั้งสามตกตะลึง กระบี่ที่หมายพุ่งสังหารพลันพลาดเป้า หนึ่งในนั้น
เงาร่างแบบบาง ดูท่าทางคล้ายเป็นสตรี! ทว่ากลับเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไว
กว่าอีกสองคน ด้านหลังหน้ากากสีเงิน คือนัยน์ตาเย็นชาคู่หนึ่ง ซูหลีสะท้านวาบ
ในใจพลันเกิดความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในสามคนนี้
สองคนสวมหน้ากากสีเงิน ในขณะที่อีกหนึ่งกลับสวมหน้ากากทองสัมฤทธิ์ ไม่รู้ว่า
มีความหมายใดแฝงหรือไม่
สตรีชุดดำรีบถอยกรูดทันที่ เกือบถูกกระแสลมแรงโจมตีเสียแล้ว นางเงย
หน้าหมายส่งสัญญาณให้อีกสองคนโจมตีอีกครา ทว่ากลับไม่ทันกาล ทหารรักษา
ความปลอดภัยบนเรือได้ยินเสียงเคลื่อนไหว ก็รีบรุดมาล้อมทั้งสามไว้จนมิด
แรงกดดันพลันมลายหายไปทันใด ตงฟางเจ๋อยังคงยืนอย่างสงบนิ่งอยู่เบื้อง
หน้าซูหลีดังเดิม ราวกับมิเคยลงมือใดๆ ทั้งสิ้น นางรู้สึกเพียงหัวใจดวงน้อยกำลัง
เต้นรัวเร็ว ไม่เคยคิดว่ากำลังภายในของคนผู้นี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ กักเก็บและ
ปลดปล่อยอย่างเป็นธรรมชาติ กำหนดควบคุมได้ดังใจ
ตงฟางเจ๋อหมุนกายกลับมา จ้องนางอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา
“เจ้าตกใจหรือ? ซูซู ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ซูหลีส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ” นึกไม่ถึงภายใต้สถานการณ์ที่ต่อสู้กับ
ศัตรูอย่างเต็มกำลัง แม้ในใจนางจะมีคลื่นอารมณ์เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็ยังถูก
เขาสัมผัสรู้ได้
ตงฟางเจ๋อพยักหน้า ไม่เอ่ยอันใด มองไปยังมือสังหารสามคนตรงหน้า ไม่รู้
เพราะเหตุใด นางคล้ายสังเกตเห็นแววตาคาดหวังเล็กๆ ในสายตาเขา ทว่าเพียง
พริบตาเดียวสายตาเช่นนั้นก็หายไป
“พวกเจ้าช่างบังอาจ! ถึงขั้นกล้าทำการลอบสังหารบนเรือของข้า? ยังไม่รีบ
วางอาวุธยอมจำนนอีก!” ตงฟางจั๋วได้ยินเสียงก็รีบสาวเท้าออกจากห้องโดยสาร
เรือโดยเร็ว ทั่วร่างเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
“จิ้งอันอ๋อง เป้าหมายในการลอบสังหารของเราในครานี้คือตงฟางเจ๋อ ไม่
เกี่ยวกับท่าน อย่าเข้ามายุ่งดีกว่า” คนชุดดำผู้หนึ่งเอ่ยเตือนเสียงเย็นชา น้ำเสียง
ของเขายากจะปกปิดความยโสโอหัง คล้ายไม่เห็นบุรุษตำแหน่งสูงส่งสองคนนี้อยู่
ในสายตา ท่านอ๋องทั้งสองต่างก็มียศเป็นองค์ชาย นอกจากชาติกำเนิดของ
มารดา ตำแหน่งล้วนไม่แตกต่าง เขาเรียกตงฟางจั๋วว่าจิ้งอันอ๋อง กลับเรียกชื่อตง
ฟางเจ๋อตรงๆ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนี้ มิได้เล็ดลอดหูของตงฟางเจ๋อไปแต่
อย่างใด
ไอพิฆาตพาดผ่านดวงตาตงฟางเจ๋อ เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะเย็นชา “ปรารถนาชีวิต
ข้างั้นหรือ? อย่างนั้นก็ต้องดูว่าเจ้ามีปัญญาหรือไม่!” สิ้นประโยค สายตาเรียบเฉย
กวาดผ่านร่างตงฟางจั๋วคล้ายไม่จงใจ
ตงฟางจั๋วเพลิงโทสะลุกโชน ยามนี้เขากำลังหงุดหงิด มือสังหารผู้นี้กลับ
ท้าทายเขาเช่นนี้ เขาจึงก้าวเท้าออกไป สะบัดแขนเสื้อแรงๆ ก่อนเอ่ยอย่างเกรี้ยว
กราด “ข้าไม่สนว่าเจ้ามีจุดประสงค์อันใด กล้าดูหมิ่นเกียรติของราชวงศ์ ก็ต้องมี
ปัญญารับผลที่ตามมา! หวังอัน จ้าวสวิน จับตัวสามคนนี้มาให้ข้าโดยเร็ว! ข้า
ต้องการจับเป็น!”
ออกคำสั่งเพียงครั้งเดียว เสียงสังหารกันอย่างดุเดือดก็พลันดังขึ้นบนกราบ
เรือ องค์รักษ์ประจำกายของตงฟางจั๋ว หวังอันและเจ้าสวินนำทหารนับสิบนายเข้า
ล้อมคนชุดดำทั้งสาม เปิดฉากการต่อสู้อันดุเดือดคร่าชีวิต
สามคนนั้นเห็นชัดว่าเป็นมือสังหารยอดฝีมือที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี โดย
เฉพาะสตรีชุดดำ กระบวนท่าโหดเหี้ยมไร้ปรานี โจมตีจุดตายอย่างไม่ลังเล พริบตา
เดียวทหารเหล่านั้นก็ถูกสังหารและบาดเจ็บไปกว่าครึ่ง เริ่มล่าถอยทีละก้าวๆ เข้า
ใกล้เหล่าคนที่ยืนอยู่หน้าเรือเรื่อยๆ ทหารนายหนึ่งถูกแทงไหล่ ยกมือกุมแผลถอย
กรูดอย่างทุลักทุเล จนเกือบชนกับตงฟางจั๋วที่อยู่ข้างหลัง
เจ้าพวกไร้ค่า! ตงฟางจั๋วบันดาลโทสะ ถีบทหารนายนั้นจนล้มกลิ้ง ก่อนจะชิง
กระบี่ของทหารนายหนึ่งไป และพุ่งเข้าใส่กลุ่มคนชุดดำ
ตงฟางเจ๋อสายตาไหวระริก เอ่ยกำชับกับซูหลีโดยเร็ว “ดูแลตนเองด้วย” ก่อน
จะแย่งกระบี่ยาวไปจากทหารนายหนึ่ง และยกขึ้นพาดขวาง กลีบปากหนาแสยะยิ้ม
เย็นชา นัยน์ตาสีดำต้องแสงสะท้อนสีเงินของกระบี่ ขับให้เขาดูยากแท้หยั่งถึง และ
โหดเหี้ยมมากขึ้นอีกหลายส่วน
คนชุดดำทั้งสามพลันตื่นตะลึง ไอสังหารรุนแรงมาก!
ตงฟางเจ๋อเคลื่อนไหวงดงามอ่อนช้อย พลิ้วไหวดั่งมังกร ประสานเข้ากับ
ท่วงท่าดุดันไร้เทียมทานของตงฟางจั๋วได้อย่างเหมาะเจาะไร้ที่ติ เพียงไม่นาน ก็
โจมตีคนชุดดำทั้งสามจนพ่ายแพ้ยับเยิน
สตรีชุดดำเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี รีบหันไปส่งสายตาให้คนที่อยู่ข้างหลังทันที
คนชุดดำผู้นั้นดีดตัวกระโดดขึ้นกลางอากาศ ผิวปากส่งสัญญาณ เสียงนั้นเล็ก
แหลมเสียดแทงแก้วหู ท่วงทำนองเป็นเอกลักษณ์พุ่งทะลุชั้นเมฆกระจายไปทั่วทิศ
อย่างรวดเร็ว
ตงฟางจั๋วสะดุดกึก นางกำลังเรียกกำลังเสริม! สองมือพลันจู่โจมดุดันกว่า
เดิม
ซูหลีจ้องเงาร่างสตรีชุดดำ การเคลื่อนไหวหมดจดงดงาม และทุกกระบวนท่า
ไร้ที่ติของสตรีตรงหน้า ทำให้นางตื่นตะลึง หวั่นซินเคยกล่าวไว้ ศิลปะการต่อสู้ที่
สอนนางเป็นเคล็ดวิชาลับสุดยอด มิเคยถ่ายทอดให้ผู้ใดมาก่อน วันนี้นางออกไป
ทำธุระข้างนอก ไม่อยู่จวน หรือว่า…
ซูหลีใจสะท้านวาบ ด้วยตกใจความคิดของตนเอง
เสียงสัญญาณที่ส่งออกไปไม่ได้รับการตอบสนองอย่างที่คาดหมาย สตรีชุด
ดำตระหนักได้ถึงสถานการณ์ตึงเครียด รีบส่งสัญญาณมือให้อีกสองคนถอยทัพ
“คิดหนีหรือ? เกรงว่าจะมิง่ายเพียงนั้น!” ตงฟางเจ๋อแสยะยิ้มเย็นชา ลอยตัว
ขึ้นไปอยู่เหนือหลังคาเรือ ผิวปากส่งสัญญาณแหลมใส
ริมทะเลสาบวั่งเยวี่ยพลันปรากฏทหารกลุ่มใหญ่ เคลื่อนพลเข้ามา เรียงแถว
ตามลำดับ ในมือถือคันธนูเล็งมายังเรือที่กำลังแล่น ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เรือลำนี้
ลอยเข้าใกล้ฝั่ง
สตรีชุดดำสายตาตึงเครียด ชายชุดดำหน้ากากทองสัมฤทธิ์อีกคนเปล่งเสียง
ตะโกนลั่น “เจ้าสารเลวตงฟางเจ๋อ ที่แท้ก็วางกับดักไว้ก่อนแล้ว!”