กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 31 เส้นแบ่งความเป็นและความตาย
ตงฟางเจ๋อกล่าวอย่างเย็นชา “ยินยอมพร้อมใจที่จะติดกับ ในเมื่อพวกเจ้า
อยากสังหารข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็จะให้โอกาสสักครั้ง!”
ประตูห้องโดยสารเรือเปิดออก หลีเหยาเดินออกมา เห็นได้ชัดเจนว่านางเพิ่งจะ
ได้สติ ยังคงมีอาการมึนงง เท้าลอยโซเซ ดวงตาสวยเบิกกว้าง กล่าวกับตงฟางจั๋
วอย่างงุนงงไม่เข้าใจ “ท่านอ๋อง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเพคะ?”
ตงฟางจั๋วถลึงตาตะโกนใส่นางอย่างกระหืดกระหอบโมโหยิ่ง “ไสหัวไป!”
มือสังหารทั้งสามสบตากันอย่างรวดเร็ว บุรุษชุดดำสองคนพุ่งโจมตีตงฟางจั๋
วอย่างรุนแรงและพร้อมเพรียง ส่วนหญิงสาวชุดดำพุ่งไปหาหลีเหยา!
หลีเหยาสะดุ้งตกใจทันที่ จะตะโกนก็ตะโกนไม่ออก ยืนสั่นอยู่ตรงนั้นไม่หยุด
ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว ทันใดนั้นร่างกายก็ถูกคนดึงอย่างแรง เบื้องหน้ามืด
สลัวครู่หนึ่ง เกลือกกลิ้งลงบนพื้น ได้ยินเพียงเสียงร้องตะโกน “ซูซู!” เมื่อหลี
เหยาลืมตาได้สติ ซูหลีก็ถูกหญิงสาวชุดดำจับไว้ในมือ กระบี่แหลมคมพาดขวางอยู่
ที่ลำคอ
หลีเหยากรีดร้องเสียงหาย “คุณหนูซู!” พูดไม่ทันจบ นางก็หน้ามืดตาลาย เห็น
เงาร่างสีดำเพิ่มขึ้นมาหนึ่งสาย นั่นก็คือตงฟางเจ๋อ
“ปล่อยนาง แล้วข้าจะเหลือศพไว้ให้ครบสมบูรณ์” ตงฟางเจ๋อเอ่ยเสียงเย็น
หลีเหยาหมอบอยู่บนพื้นและเงยหน้าขึ้น ร่างตรงหน้านี้สูงใหญ่ดุจภูเขา ความ
เยือกเย็นที่แผ่ออกมาจากคำพูดนั้น ทำให้รู้สึกราวกับอยู่บนหิมะน้ำแข็ง นางเกิด
อาการหนาวสั่นอย่างห้ามไม่ได้
“เจิ้นหนิงอ๋องกำลังล้อเล่นอยู่หรือ?” หญิงสาวชุดดำไม่หวาดกลัวเลยสักนิด
ตะโกนเสียงต่ำ “ท่านกล้าก้าวเข้ามาแม้ก้าวเดียว ข้าจะฆ่านางซะ!” กระบี่แหลมคมที่
เปล่งประกายเย็นยะเยือกกดลึกลงอีกเล็กน้อย
ฝีเท้าของตงฟางเจ๋อหยุดชะงักทันใด
เป็นนางจริงๆ! ซูหลีพลันหนักอึ้งในใจ ถึงแม้ว่านางจะตั้งใจปกปิดเสียงตัวเอง
แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากความรู้สึกอันเฉียบคมและละเอียดของซูหลีได้ ใครจะ
ไปคิดว่าสาวรับใช้จวนอัครเสนาบดีที่ไม่โดดเด่นแม้แต่นิดจะเป็นมือสังหารเลือด
เย็น? ทั้งยังดูเหมือนว่าจะเป็นหัวโจกในสามคนนี้อีก! หวั่นซินเอ๋ยหวั่นซิน เจ้า
อำพรางตัวตนของตัวเองได้ดีมากจริงๆ!
ซูหลีเบนความสนใจ เอ่ยเตือนสติ “แค่ก แค่ก ชายชาตรี… ผู้นี้ เจ้าจับข้าเป็น
ตัวประกันเกรงว่าจะคิดผิดแล้ว ข้า… ฐานะต่ำต้อย กับท่านอ๋องทั้งสองเพียงแค่
รู้จักกันผิวเผินเท่านั้น แม้นว่าเจ้าฆ่าข้า ก็ไม่อาจหนีรอดจากการป้องกันอันแน่น
หนาของท่านอ๋องไปได้หรอก”
หญิงสาวชุดดำหัวเราะเย็นชา เอ่ยเสียงแหบกร้าน “ประโยคนี้เจ้าไปหลอกเด็ก
สามขวบน่าจะดีกว่า! มีใครไม่รู้บ้าง เจิ้นหนิงอ๋องไม่เคยไปไหนมาไหนกับหญิงใด
คนที่สามารถออกมาเที่ยวเล่นกับท่านอ๋องโดยลำพังได้ จะเป็นคนรู้จักกันผิวเผิน
ได้เช่นไร? เลิกพูดจาไร้สาระ! ขอความกรุณาเจิ้นหนิงอ๋องถอนกำลังทหารโดยเร็ว
ปล่อยพวกข้าสามคนออกไปอย่างปลอดภัย มิเช่นนั้น… อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
ซูหลีจิตใจใสราวกับกระจก เพิ่งจะเป็นก้าวแรกที่กลับมาร่ำเรียนวิทยายุทธ์ หาก
เกิดเรื่องกับหวั่นซิน ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองแม้แต่น้อย สถานการณ์ตอนนี้คับขัน…
ต้องรีบหาวิธีให้นางออกไปอย่างเร็วที่สุด
ตงฟางเจ๋อเงียบไม่เอื้อนเอ่ย เห็นดวงตานางมีความลังเลใจเล็กน้อย คล้ายกับ
ว่ากำลังชั่งใจ
ในหัวนางพลันเกิดประกายแสงแวบ ในเมื่อเขากำลังพิจารณา เช่นนั้นก็ย่อมมี
ความพะว้าพะวัง แน่นอนว่านางไม่หน้ามืดจนหลงคิดว่าตงฟางเจ๋อเกิดรักใน
ตัวนางลึกซึ้ง แม้ว่าซูหลีจะเกิดจากอนุภรรยา แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นคุณหนูจวน
อัครเสนาบดี วันหน้าหากลือออกไปว่าเขาเห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ยื่นมือเข้าช่วย
ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ ทว่าชัดเจนว่าแต้มได้เปรียบมีไม่มาก โอกาสชนะหากกระทำ
การบุ่มบ่ามนั้นไม่แน่ชัด แต่… แม้จะมีโอกาสเพียงเศษเสี้ยวก็พลาดโอกาสนี้ไปไม่
ได้!
หญิงสาวชุดดำเห็นตงฟางเจ๋อไม่เอ่ยวาจา ขมวดคิ้วกำลังจะปริปาก ทันใดนั้น
แขนที่ถือกระบี่อยู่ก็ถูกจับแน่นโดยสองมือของซูหลี ในใจสะดุ้งขึ้นมาอย่างห้ามไม่
ได้ กำลังจะเว้นระยะให้ออกห่างเล็กน้อย ก็ถูกนางยื้อยุดอย่างสุดกำลัง พุ่งตรง
เข้าหาคมกระบี่! นางตะโกนร้องอย่างแน่วแน่ “ท่านอ๋อง ซูหลี… ตายไปก็ไม่น่า
เสียดาย โปรดอย่าให้หม่อมฉันเป็นเหตุที่ทำให้ท่านอ๋องเสียการใหญ่เลยนะเพคะ!”
ท่าทางองอาจไม่ยอมจำนน หากเวลานี้ตงฟางเจ๋อคิดจะหลีกเลี่ยงย่อมต้องมี
ปฏิกิริยาตอบสนอง หากเป็นไปในทางตรงข้าม หวั่นซินย่อมรู้ว่าแผนที่จะขู่บังคับ
ให้ปฏิบัติตามนั้นไร้ประโยชน์
กระบี่แหลมคมพลันบาดทะลุผิวสีขาวหิมะ เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมา ย้อม
คมกระบี่เป็นสีแดง มองดูแล้วช่างน่าตกใจยิ่ง หญิงสาวชุดดำสะดุ้งใจสั่น ดึง
ตัวนางออกอย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงคมกระบี่ทันที
ตงฟางเจ๋อใบหน้าถอดสี ปริปากตะโกน “ซูซูอย่า!” ภายใต้แขนเสื้อยาวมือทั้ง
สองกำแน่น กระดูกข้อต่อเริ่มขาวซีดเล็กน้อย
“เจ้าปล่อยนาง ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปอย่างปลอดภัย!” ตงฟางจั๋วตะโกนอย่าง
แน่วแน่ ถลาตัวเข้าไปยืนเคียงข้างตงฟางเจ๋อ หน้าอกเขากระเพื่อมสั่นรุนแรง จ้อง
ซูหลีที่ถูกจับไว้เขม็ง ละเลยหลีเหยาที่หมอบอยู่กับพื้นไปโดยสิ้นเชิง ทันทีที่เปล่ง
ประโยคนี้ออกไป ทุกคนล้วนแต่ตกใจ ทุกคนต่างกำลังรอคำตอบของตงฟางเจ๋อ
คาดไม่ถึงว่าผู้ที่ลั่นวาจาเด็ดขาดกลับเป็นตงฟางจั๋ว
ตงฟางเจ๋อคิ้วกระตุก มองเขาอย่างประหลาดใจ ชัดเจนว่าคาดไม่ถึงเช่นกัน
แต่กลับไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ซูหลีในใจรู้สึกสับสนยุ่งเหยิง คิดไม่ถึงว่าเวลานี้ผู้ที่ตอบรับคนแรกจะเป็นเขา!
เมื่อครู่นางยังยั่วโทสะเขาเช่นนั้น จนแทบจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียด เหตุใด
เวลานี้…
“ตกลง! จิ้งอันอ๋องสมกับที่เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง! สั่งให้พวกเขาเตรียมเรือ
เล็กมาหนึ่งลำเดี๋ยวนี้” บุรุษชุดดำหน้ากากเงินเอ่ยออกมาทันที่ ปฏิบัติการล้มเหลว
ทั้งยังถูกปิดล้อม หากไม่ไปตอนนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อใด?
“ทุกคนบนเรือลำนี้ ห้ามขาดตกไปแม้แต่คนเดียว ถอยไปอยู่ที่ท้ายเรือเดี๋ยว
นี้!”
ตงฟางจั๋วโบกมือใบหน้าคร่ำเครียด คนเบื้องล่างรีบถดถอยอย่างว่องไว
บุรุษชุดดำหน้ากากเงินมองดูรอบๆ แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “เจิ้นหนิงอ๋อง ออก
คำสั่งให้องครักษ์ของท่านถอยห่างจากทะเลสาบวั่งเยวี่ยไปสองลี้ มิเช่นนั้นเมื่อ
พวกข้าขึ้นเรือจะไม่ถูกธนูยิงจนพรุนเป็นตะแกรงหรือ?”
ตงฟางเจ๋อแววตากลัดกลุ้ม ไร้คลื่นอารมณ์อื่นใดอีก ยกมือขึ้นออกคำสั่ง
องครักษ์ที่ประจำตำแหน่งอยู่ริมทะเลสาบถอยออกจากป่าดอกท้อไปอย่างเป็น
ระเบียบ ไม่ยุ่งเหยิงเลยแม้แต่นิด เวลานี้ทะเลสาบวั่งเยวี่ยค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วย
แสงยามพลบค่ำ แสงสาดส่องนุ่มนวลบนท้องฟ้า สวยสดงดงาม ระหว่างนั้นยังมี
เสียงกระซิบของนกน้ำลอยดังขึ้นมา
ซูหลีถูกลากให้เดินโซซัดโซเซไปขึ้นเรือเล็ก จากนั้นใต้เท้าก็ลอยขึ้นลงตาม
กระแสน้ำ เรือค่อยๆ แล่นไปยังกลางทะเลสาบ
“คิดไม่ถึงว่าสาวน้อยอย่างเจ้า ดูแล้วบอบบางอ่อนแอ กลับทำให้องค์ชายทั้ง
สองแห่งราชวงศ์ปัจจุบันเปลี่ยนความตั้งใจเดิมเพื่อเจ้าได้! ฝีมือไม่ธรรมดาเลย”
บุรุษชุดดำหน้ากากเงินเอ่ยขณะไตร่ตรอง
ซูหลีคล้ายว่าไม่ได้ยิน นางลอบถอนหายใจโล่งอก กล่าวอย่างสงบ “มัดข้า”
บุรุษชุดดำหน้ากากเงินแววตาแข็งที่อ ซูหลีเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา เอ่ย
เรียบๆ”หรือเจ้าจะรออีกเดี๋ยว ให้พวกเขาแบ่งความสนใจมาไล่ฆ่าเจ้า?”
เขากลอกตาไปมา พลันกระจ่าง ทะเลสาบวั่งเยวี่ยพื้นที่กว้างใหญ่ เดิมเขาตั้งใจ
ว่าเมื่อถึงเขตปลอดภัยจะทิ้งตัวประกันไว้บนเรือ แล้วทั้งสามจะถือโอกาสหลบหนี
ไประหว่างที่ฟ้ามืด ถ้าหากนางตกน้ำ ตงฟางเจ๋อและตงฟางจั๋วก็จะไม่มีเวลาปลีก
ตัวมาไล่ตามโจมตี องครักษ์บนเรือล้วนแต่ไม่ได้เรื่อง ไม่ควรค่าให้ต้องกังวล…
สาวน้อยคนนี้ช่างละเอียดรอบคอบ! ฉลาดยิ่งนักทั้งยัง… โหดเหี้ยมพอตัว
“เจ้าช่วยพวกข้าเช่นนี้ มีจุดประสงค์อันใด?” เห็นได้ชัดว่าบุรุษชุดดำหน้ากาก
เงินไม่อาจเข้าใจ หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่มิตร ทั้งยังไม่ได้ลงเรือลำเดียวกัน
เหตุใดถึงทำเช่นนี้?
หลีซูตอบกลับอย่างเรียบนิ่ง “ข้าไม่ได้ช่วยเจ้า ข้าเพียงแค่ช่วยตัวข้าเอง เจ้าจะ
เชื่อหรือไม่เชื่อก็ย่อมได้ สรุปว่าข้าไม่ได้มีความรู้สึกใดต่อสองคนนั้น” คำพูดนี้เมื่อ
เข้าหูของผู้ที่มีอะไรในใจ ย่อมมีความเข้าใจแตกต่างกัน
หญิงสาวชุดดำที่จับซูหลี ไตร่ตรองเล็กน้อย ก่อนจะเก็บเชือกป่านที่ไม่ได้ใช้
งานบนเรือขึ้นมา ไขว้มือทั้งสองข้างของซูหลีไว้ด้านหลังและจับมัดอย่างแน่นหนา