กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 32 รักและชังพัวพันยุ่งเหยิง
บุรุษชุดดำหน้ากากเงินสังเกตมองซูหลีอย่างละเอียด แววตาลึกซึ้ง
เรือเล็กไกลจากระยะการมองเห็นของตงฟางเจ๋อออกไปเรื่อยๆ รอบด้านแสง
โพล้เพล้ มองไม่เห็นใบหน้างดงามของนางมานานแล้ว ปิดตาลง มีเพียงดวงตาดำ
ขลับคู่หนึ่งที่ส่องประกายลึกๆ ในใจ ดวงตาที่ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมศิโรราบ จ้องตง
ฟางเจ๋อแน่นิ่งอย่างเงียบๆ
ท้องน้ำที่เงียบสงบ จู่ๆ ก็มีเสียงร้อง ‘อ๊า’ ดังขึ้น นั่นเป็นเสียงของซูหลี! จาก
นั้นก็มีเสียง ‘ตุ๋ม’ ดังสนั่น เขาเบิกตาทันที่ น้ำในทะเลสาบกระเพื่อมม้วนออกไปรอบ
ทิศ เรือเล็กพลิกคว่ำอยู่บนท้องน้ำที่กระเพื่อมไม่หยุด คนทั้งสี่บนเรือหายไปไม่เห็น
เงา!
ทุกคนต่างตกตะลึงกับอุบัติเหตุในครั้งนี้
ตงฟางเจ๋อสูดลมหายใจลึก กระโดดลงทะเลสาบอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หนาวเย็น มืดมิด รวมถึงความกลัวที่เคยทำให้รู้สึกชีวิตสิ้นหวังพุ่งทะยานขึ้น
มาในวินาทีที่จมดิ่งสู่ก้นทะเลสาบ
ภายใต้น้ำแสงสลัวมองไม่ชัดเจน เห็นพืชน้ำที่เติบโตในน้ำได้เพียงเลือนราง พืช
เหล่านั้นกวัดแกว่งไปมา โบกสะบัดช้าๆ ราวกับมือผลักที่ไร้ความปรานี ทันทีที่ขาด
การระวัง อาจจะเกี่ยวรัดคนไว้แน่นหนา ไม่สามารถหลุดพ้นได้อีก
ซูหลีกลั้นหายใจสุดชีวิต ไม่กล้าเคลื่อนไหวมากเกินไป เพียงเพื่อรักษาแรง
กำลังไว้ มือทั้งสองถูกรัดพันธนาการแน่น ยากที่จะกางยืดออก ขาทั้งสองข้าง
ขยับเป็นระยะ พยายามไม่ทำให้ตัวเองจมลึกลงไป
เชือกที่มัดแขนทั้งสองดูแล้วซับซ้อน แต่ความจริงแล้วเพียงแค่พลิกหมุนข้อ
มือก็หลุดออกมาได้แล้ว หวั่นซิน… เข้าใจเจตนาของนางจริงๆ ใช้วิธีการที่แยบยล
แบบนี้ให้นางเหลือหนทางรอดในสถานการณ์คับขัน… น่าเสียดาย เกรงว่าวันนี้
คงจะไม่ได้ใช้แล้ว
ไม่มีความอบอุ่นจากแสงแดด อุณหภูมิน้ำเกือบจะถึงจุดเยือกแข็ง กระแสน้ำ
เย็นยะเยือกเข้ากระดูกอย่างกระชั้นชิดไม่มีช่องว่าง จนร่างบอบบางต้องห่อหุ้ม
กอดตัวเองแน่น นางพยายามเอาชนะความกลัวที่ยากจะควบคุมภายในใจ
พยายามผ่อนคลายอารมณ์ จินตนาการว่าตนเองยังคงเป็นทารกน้อยที่ไม่มีเรื่อง
กลุ้มใจ เฝ้าหาการปกป้องจากอ้อมกอดอบอุ่นของเสด็จแม่
ความหวาดกลัวแผ่กระจายอย่างไร้เสียง หลีซูที่เกิดใหม่ ไม่ยอม และจะไม่มีจุด
อ่อนใดอีก
กาลเวลาราวกับหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว คายเอาอากาศเฮือกสุดท้ายที่เหลือออก
มา แปรเปลี่ยนเป็นฟองอากาศละเอียดเล็กอยู่เบื้องหน้า พรั่งพรูขึ้นเหนือหัวอย่าง
ร่าเริง ร่างกายที่ถูกความหนาวเย็นแช่จนแข็งที่อ ค่อยๆ ไร้ความรู้สึก นางลอบ
คำนวณในใจ ตงฟางเจ๋อที่ยังคงลองหยั่งเชิงในช่วงความเป็นความตาย ต้องไม่
อยู่เฉยมองนางตายไปต่อหน้าต่อตาแน่ มิเช่นนั้นจากที่คิดจะหาประโยชน์จากผู้อื่น
ตนเองกลับจะเป็นฝ่ายที่สูญเสียเสียเอง ผ่านไปนานขนาดนี้ เขาควรจะปรากฏตัว
ออกมาได้แล้วไหม เทียบความโหดเหี้ยม… บางคราหญิงสาวก็เหนือกว่าเล็กน้อย
ส่วนลึกของหย่อมน้ำ คล้ายกับว่ามีเหยี่ยวปลาสีดำตัวหนึ่งเวียนว่ายอยู่ในนั้น
ดวงตาสว่างสดใสราวกับดวงดาว เดิมทีกำลังเสาะหาไปรอบตัวอย่าง
กระวนกระวาย ชั่วเวลาสั้นๆ ที่เห็นนาง พลันแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวมั่นคง เร่ง
ความเร็วพุ่งตรงไปยังเบื้องหน้านาง ซูหลียิ้มให้เขาบางๆ ในใจพลันรู้สึกโล่งอก
ร่างกายจมดิ่งลงไปทันที
ช่วงเวลาสะลึมสะลือ ถูกแรงดึงฉุดเข้าสู่อ้อมกอด ริมฝีปากของเขาที่แข็งจน
ซีดขาว กดทับอย่างรุนแรงเข้าที่ปากของนาง ฟันที่ขบกันแน่นถูกดันให้เปิดออก
ด้วยลิ้นอันทรงพลัง ลมหายใจอุ่นร้อนไหลเข้ามาช่วยชีวิต ซูหลีพลันรู้สึกใจสั่น
สะท้าน ความอุ่นร้อนนั้นลวกปากและลิ้นที่เย็นยะเยือกให้ร้อนระอุ ว่ายไหลช้าๆ ไป
ตามเส้นเลือด ทำให้ร่างกายที่เหน็บชาค่อยๆ ร้อนขึ้น ตงฟางเจ๋อปลดเชือกออก
โอบกอดร่างกายนางแน่น ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว
เสียงดัง ‘พรวด’ ทั้งสองโผล่ขึ้นมาจากน้ำ
ซูหลีใบหน้าซีดเซียว ดวงตาทั้งสองแนบสนิท คล้ายกับว่าไม่รู้สึกตัว ตงฟาง
เจ๋อรู้สึกใจหนักอึ้งทันที่ “ซูซู ซูซู เจ้าตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้” เขาตบใบหน้าของนาง เอ่ย
เรียกอย่างกระวนกระวาย
ลมหนาวจากท้องน้ำพัดผ่าน ผิวบนใบหน้าเจ็บปวดดุจถูกมีดกรีด ตงฟางเจ๋อ
ไม่ลังเลใจอีกต่อไป รีบโอบซูหลีว่ายเข้าฝั่งอย่างรวดเร็ว
รถม้าหรูหรากว้างใหญ่ของตงฟางจั๋วทะยานเข้ามา ดวงตาบึ้งตึงที่เห็นตงฟาง
เจ๋อกอดร่างซูหลีไว้แน่นขณะขึ้นฝั่ง มีประกายเจ็บปวดและความหึงหวงที่ไม่อาจ
บรรยายได้พาดผ่าน เขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาใด ก้าวเข้าไปข้างหน้าและถอดเสื้อคลุม
ออกมาหุ้มห่อตัวซูหลีไว้อย่างรวดเร็ว
รถม้าตะบึงไปยังทิศทางที่ตั้งจวนอัครเสนาบดี
ซูหลีใบหน้าซีดเผือด เส้นผมยุ่งเหยิงเปียกโชกแปะติดอยู่บนแก้มสวยสด
งดงามที่เหลือให้เห็นเพียงครึ่งซีก ยิ่งทำให้ดูน่าสงสาร ตงฟางเจ๋อคิ้วขมวด ขับ
เคลื่อนพลังลมปราณ ไหลเวียนออกมาตามฝ่ามืออย่างไม่ขาดสาย ถ่ายทอดส่งไป
ยังร่างกายของนาง แม้จะเป็นเช่นนี้ ซูหลีก็ยังคงกระตุกสั่นรุนแรง มองหาความ
อบอุ่นอย่างไม่รู้ตัว อิงแอบเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ตงฟางเจ๋อรวบแขนสองข้าง
แน่น โอบรัดร่างกายบอบบางของนางไว้ในอ้อมอก สนิทใกล้ชิดอย่างเป็น
ธรรมชาติดุจคู่รัก
แววตามืดสลัวของตงฟางจั๋วจู่ๆ ก็เกิดพายุโหมกระหน่ำ กำหมัดแน่นทันที่ แต่
ยังคงไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ เพียงแค่ขบฟันแน่น เผยให้เห็นอารมณ์ที่สะกดกลั้นเอาไว้
อย่างสุดกำลัง
บรรยากาศภายในรถอึดอัดยิ่ง ไม่มีใครเอ่ยวาจาใดๆ ตลอดทาง หลีเหยาหด
ตัวอยู่ในมุมอับ ไม่ขยับเขยื้อน คล้ายกับว่ากำลังอึ้งตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้
หน้าประตูจวนอัครเสนาบดี รถม้ายังไม่ทันจอดสนิท ตงฟางเจ๋อก็กระโดดลง
อุ้มซูหลีก้าวฉับๆ ไปยังเรือนที่นางพักอาศัย ตงฟางจั๋วออกคำสั่งน้ำเสียง
เคร่งขรึม “ส่งคุณหนูหลีกลับจวน” เอ่ยจบ ก็สะบัดฝีเท้าไล่ตามไปติดๆ
ตงฟางเจ๋ออุ้มซูหลีตรงดิ่งเข้าไปในห้อง โม่เซียงเห็นทั้งสองเปียกโชกไปทั่วทั้ง
ร่าง ก็สะดุ้งตกใจ รีบก้าวเข้าไปเปลี่ยนเสื้อให้ซูหลี สวมใส่ชุดสะอาด ผ้าห่มคลุมปิด
ทั่วร่าง ซูหลียังคงหนาวจนตัวสั่น ร่างกายไร้แรงกำลัง
องครักษ์ระดับสูงปรากฏกายอย่างรีบร้อน กระซิบบางอย่างข้างหูตงฟางเจ๋อ
เขาใบหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ละสายตามองไปที่ซูหลี กำชับให้นางรักษาตัวดีๆ จาก
นั้นก็ก้าวจากไป
ซูหลีในใจหนักอึ้ง ไม่รู้หวั่นซินจะหนีรอดไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่?
ตงฟางจั๋วก้าวเข้าไปในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แสงสลัวไม่ชัดเจน สีหน้าอึ
มครึมบ้างสดใสบ้าง ปรวนแปรไม่หยุด คล้ายว่าก้าวเข้ามาในห้องเพียงแค่ชั่วครู่ ก็
ดีดดิ้นไปหลายตลบ สีหน้าซับซ้อนเหลือล้น
ซูหลีไม่อยากเห็นเขา หลับตาลง ศีรษะค่อยๆ หันข้างไปด้านใน แต่แววตาของ
ตงฟางจั๋ว ไม่ได้ละห่างไปเพราะเหตุนี้ ใบหน้าด้านข้างที่ไม่เห็นปาน ซีดเซียวจนแทบ
โปร่งใส ซ้อนทับกับหญิงสาวในความทรงจำที่หยิบเอาใบหย่าและหมุนตัวจากไป
อย่างขุ่นเคือง วินาทีนั้นคลื่นซัดถาโถมเข้าที่หัวใจ เขาก้าวไปด้านหน้าอย่างควบคุม
ไม่ได้ ยื่นมืออยากจะลูบจับใบหน้านาง…
ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสโดนผิว ทันใดนั้นซูหลีก็เบิกตา หันหัวกลับมามองเขา
อย่างเย็นชา แววตาเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง คล้ายว่าต้องการที่จะแช่แข็งคนผู้นั้น
ตงฟางจั๋วอึ้งเล็กน้อย มือลอยค้างกลางอากาศ
“เจ้า… คือคุณหนูซูหลีแห่งจวนอัครเสนาบดีจริงหรือ?” ยังคงยากที่จะเชื่อ ใต้
หล้านี้มีคนสองคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่กลับหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงถึงเพียงนี้!
ซูหลีกระตุกยิ้มเรียบ เอ่ยอย่างถากถางเล็กน้อย “ท่านอ๋องตามมาถึงที่นี่ ก็
เพื่อยันยันเรื่องนี้ไม่ใช่หรือเพคะ? ตอนนี้คำตอบก็ชัดเจนมากแล้ว เชิญท่านอ๋อง
กลับไปเถิดเพคะ!”
คำพูดชี้ขาดสิ่งที่ครุ่นคิด ยิ่งไปกว่านั้นยังออกปากขับไล่อย่างไร้ความปรานี ไม่
เคยมีหญิงสาวคนใดเย็นชากับเขาได้ถึงเพียงนี้ เกือบที่จะรังเกียจอยู่แล้ว ตงฟาง
จั๋วถูกยั่วโทสะในพริบตา คิ้วขมวดขึ้น ดวงตาทั้งสองบึ้งตึง คว้าหมับเข้าที่เสื้อนาง
และหิ้วปีกมาตรงหน้า ดวงตาจับจ้องนางอย่างดุดัน พลันมีใบหน้างดงามของอีก
คนที่เหมือนกันทุกส่วนผุดขึ้นในหัวอย่างต่อเนื่อง
“เจ้าเกลียดชังข้าเหลือหลาย… เจ้าเกลียดชังข้า!?”
ซูหลีในใจกระตุกสั่น พยายามควบคุมความผิดปกติของร่างกายตัวเอง เอ่ย
ด้วยรอยยิ้มสงบ “ท่านอ๋องกล่าววาจาน่าขัน ซูหลีและท่านอ๋องไม่เคยรู้จักกัน เหตุ
ใดจึงต้องเกลียดชังหรือเพคะ?”