กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 33 ถอยเพื่อจู่โจม
ตงฟางจั๋วไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงจ้องมองดวงหน้าเย็นชาที่อยู่ห่างแค่คืบ นาง
ใจเย็นเกินเหตุ เห็นชัดว่าจงใจแสร้งทำ นัยน์ตาดำขลับลึกล้ำซ่อนเร้นอารมณ์มิให้ผู้
ใดล่วงรู้ ยิ่งทำให้เขาอยากกระชากหน้ากากสงบนิ่งนั้นออก และสำรวจทุกซอกมุม
ของความรู้สึกนาง!
เขาพลันก้มหน้าลง ประทับจูบนางอย่างรุนแรง ไม่เหลือโอกาสให้ปฏิเสธแม้แต่
น้อย ฝ่ามือใหญ่รั้งต้นคอนางไว้แน่น สัมผัสอ่อนนุ่มแทรกผ่านกลีบปาก ปลุก
รสชาติหอมหวานที่ทั้งรักและชิงชังในความทรงจำให้ตื่นขึ้นมา ซูหลีนึกไม่ถึงว่าเขา
จะฉวยโอกาสเช่นนี้ ความเจ็บปวดที่เคยถูกเขาบังคับขืนใจถาโถมจิตใจ ร่างกาย
สะท้านไปทั้งตัว นางผลักเขาออกด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ก่อนจะตวัดฝ่ามือเรียว
ใส่ใบหน้าเขาอย่างแรง
‘เพียะ’ เมื่อเสียงกระทบดังขึ้น ความปรารถนาที่ก่อตัวขึ้นของชายหนุ่ม ก็พลัน
มลายหายไปพร้อมกับฝ่ามือของนางที่ตวัดออกมา
บรรยากาศจมดิ่งสู่ภวังค์เงียบสงัดไร้สรรพเสียง
ตงฟางจั๋วจ้องหน้านางราวกับไม่อยากเชื่อ เกิดมาเขาเพิ่งเคยถูกสตรีตบหน้า
เพลิงโทสะพลันลุกโชนอย่างไม่อาจควบคุม สีหน้าเย็นยะเยือกจับจิต ประหนึ่งมี
พายุฝนกำลังก่อตัว เขายกมือบีบคอนางแน่น!
ลำคอยาวระหงบอบบางถูกบีบแน่นไว้ในฝ่ามือหนา ราวกับหากออกแรงเพียง
เล็กน้อยก็สามารถหักได้ เดิมซูหลีก็ไม่สบายตัวอยู่แล้ว ยามนี้ลมหายใจพลันติดขัด
รู้สึกเพียงเรี่ยวแรงทั่วร่างถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายประเดี๋ยวหนาว
ประเดี๋ยวร้อน อวัยวะภายในร้อนรุ่มดั่งถูกไฟแผดเผา ความรู้สึกเช่นนี้ กลับ
คล้ายคลึงกับอาการยามพิษในร่างนางกำเริบอยู่หลายส่วน นางจับฝ่ามือกว้างที่
บีบคอตนเองด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด เบิกตากว้างอย่างแค้นใจ อยู่ในมือของชายผู้
นี้ นางจะตายตาหลับได้อย่างไร ความคิดพลันแล่นผ่าน มือของนางทิ้งตัวลงข้าง
กาย ดวงตาทั้งสองข้างปิดลงอย่างอ่อนแรง ทั่วร่างอ่อนยวบดั่งกลีบบุปผาที่ถูก
ดูดพลังชีวิตจนเหี่ยวเฉา
ตงฟางจั๋วอึ้งงัน เพลิงโทสะที่ลุกท่วมท้นพลันมอดดับจนสิ้น ความลนลานพุ่ง
โจมตีจิตใจ จนมือทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม รีบรั้งตัวนางเข้ามาใน
อ้อมอก ขานเรียกอย่างร้อนใจ “เจ้าเป็นอะไรไป? ฟื้นสิ!”
ซูหลีไร้ซึ่งการตอบสนอง
ตงฟางจั๋วยิ่งตะลีตะลานแตกตื่น ความเจ็บปวดทำให้เขาขาดสติ ตะโกนเรียก
เสียงดัง “ใครอยู่ข้างนอก! รีบไปเชิญหมอมาเร็ว!”
ซูหลีสูดหายใจเฮือกหนึ่ง ค่อยๆ ลืมตาขึ้น อาการลนลานที่ปิดไม่มิดของชาย
ตรงหน้า สะท้อนชัดในม่านตานาง ก่อให้เกิดความสับสน นางกลอกตาเสมองทาง
อื่น ก่อนกำแขนเสื้อเขาแน่นๆ และเอ่ยห้ามเขาด้วยเสียงแผ่วเบาอ่อนแรง “มะ…
ไม่ต้อง…”
ตงฟางจั๋วหน้าง้ำ คว้ามือนาง ก่อนต่อว่าอย่างร้อนใจและโกรธขึ้ง “เจ้าร่างกาย
อ่อนแอ ไม่ให้หมอตรวจแล้วคิดจะทำอย่างไร?” ความหมายในประโยคคล้าย
ต้องการสื่อว่านางไม่ทะนุถนอมร่างกายตนเอง ทว่ากลับลืมไปว่าเมื่อครู่เป็นเขา
เองที่บีบคอนางจนเกือบสิ้นลม
ซูหลีส่ายหน้าเบาๆ”ไม่มีประโยชน์! หม่อมฉันป่วยเป็นโรคเรื้อรังมานานหลาย
ปี… หมอธรรมดาไม่อาจช่วยได้!” แววตาไม่เย็นชาดังเก่า กลับมีความเศร้าโศก
เพิ่มขึ้นมาสองส่วน พาให้ผู้พบเห็นหัวใจบีบรัดอย่างไม่รู้ตัว ตงฟางจั๋วกระชับกอด
นางตามสัญชาตญาณ ก่อนตะโกนสั่งเสียงร้อนใจ “หวังอัน เรียกหมอหลวงมาให้
ข้า”
ประกายเย็นชาที่แทบไม่สังเกตเห็นพาดผ่านดวงตาของซูหลี นางรีบหลุบ
เปลือกตาลง ฝ่ามือหนาของตงฟางจั๋วลูบเรือนผมของนางเบาๆ”เจ้าอดทนไว้ก่อน
หมอหลวงจะมาถึงในอีกไม่ช้า” ซูหลีชะงัก มือข้างนี้เคยจับมือนางเดินลงจากเกี้ยว
พระราชทานอย่างมั่นคง และก็เคยบีบคอนางอย่างไร้ความปรานีจนเกือบตายเช่น
กัน ทว่ากลับไม่รู้ว่าความอ่อนโยนในยามนี้ หมายความเช่นไร? ความรวดร้าวกัด
กินจิตใจอีกครั้ง ซูหลีกัดฟันข่มใจไม่เอ่ยอะไร
ตงฟางจั๋วคล้ายรับรู้ได้ถึงอารมณ์สับสนของนาง นึกได้ว่าเมื่อครู่ตนเองวู่วาม
จนเกือบพลั้งมือฆ่านาง ก็อดเสียใจไม่ได้ ทว่าความเย่อหยิ่งแต่กำเนิดกลับทำให้เขา
ไม่อาจเปิดปากเอ่ยคำขอโทษออกไป ทำได้เพียงโอบกอดนางไว้ไม่ยอมคลาย ทั้ง
สองต่างเงียบงัน บรรยากาศกดดันส่งผลให้ซูหลีแน่นหน้าอกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หมอหลวงเดินทางมาถึงไวตามคาด เขาสาวเท้าเข้ามาโดยเร็ว ตงฟางจั๋วออกคำสั่ง
“นางตัวร้อนมาก หมอหลวงหลี่ ท่านรีบมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง!”
หมอหลวงหลี่! ซูหลีสะท้านวาบไปทั้งใจ รีบเงยหน้ามองไป ผู้มาก็คือหลี่จงเหอ
หมอหลวงขั้นหนึ่งที่ตรวจจับชีพจรให้หลีซูในครานั้น! ยามนี้เขาเดินเข้ามา เมื่อเห็น
ใบหน้าฝั่งหนึ่งของซูหลี ก็พลันเบิกตาโพลง ตงฟางจั๋วเห็นเขามีสีหน้าตื่นตะลึง ก็
ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด “มัวยืนอึ้งอันใดกัน? ยังไม่รีบเข้ามาตรวจชีพจรอีก!” ซู
หลีผลักเขาออกก่อนเอ่ย “เชิญท่านอ๋องออกไปก่อนเพคะ”
สายตาไม่สบอารมณ์ของตงฟางจั๋วตวัดมองมา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
คล้ายต้องการเอ่ยสิ่งใด แต่ก็พยายามข่มกลั้นไว้อย่างสุดชีวิต ผ่านไปครู่หนึ่งจึง
ค่อยลุกขึ้น เดินออกประตูไปด้วยท่าทางขึงขัง
หลี่จงเหอยกมือปาดเหงื่อ สายตาจับจ้องซูหลีอย่างตกใจระคนสงสัย ซูหลียิ้ม
บางก่อนเอ่ย “ลำบากหมอหลวงหลี่แล้ว”
หลี่จงเหอฝืนยิ้ม เดินเข้ามาจับชีพจรนาง ถอนใจกล่าวว่า “ร่างกายของคุณหนู
นั้นไม่เป็นอันใดมาก เพียงแต่มีความบกพร่องมาแต่กำเนิด พื้นฐานสุขภาพ
อ่อนแอ กอปรกับถูกความเย็นเข้าแทรก อารมณ์พลุ่งพล่านส่งผลกระทบต่อหัวใจ
ข้าจะออกใบสั่งยาให้คุณหนู กินยาเจ็ดวันอาการก็จะดีขึ้น ทว่า… หากอยากรักษา
ให้หายขาด จำเป็นต้องระวังเรื่องอาหารการกินให้มาก!”
ซูหลีพยักหน้าขอบคุณ “ลำบากหมอหลวงหลี่แล้ว!”
หลี่จงเหอกลับหัวเราะ ก่อนเอ่ยว่า “คุณหนูเป็นผู้มีบุญ แม้วันนี้ข้าไม่มาตรวจ
ชีพจรให้ท่าน วันข้างหน้าย่อมมีโอกาสเป็นแน่ แล้วเช่นนี้จะกล่าวเกรงใจกันไปไย!”
เขาจ้องหน้านาง กล่าวประโยคซึ่งมีความนัยแฝงชี้ชัด ซูหลีแม้เข้าใจ แต่กลับไม่
เอ่ยอันใด เพียงหลุบตากล่าวเสียงเรียบ “ซูหลีขอน้อมรับคำมงคลของท่านหมอ
หลวงไว้ด้วยใจ! ข้าขอเรียนถามเรื่องหนึ่งกับท่านได้หรือไม่”
“คุณหนูเชิญพูดมา”
“หญิงพรหมจรรย์ มีความเป็นไปได้ไหมที่จะตั้งครรภ์?” เนื่องจากไร้ความ
เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องระหว่างชายหญิง ปัญหานี้นางจึงไม่อาจยืนยันมาโดยตลอด
นางพยายามเบาเสียงให้มากที่สุด เลี่ยงมิให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกได้ยิน
หลี่จงเหอเงยหน้าอย่างสงสัย เห็นชัดว่าเขาไม่เข้าใจ เหตุใดบุตรีแห่งจวนอัคร
เสนาบดีจึงเอ่ยถามคำถามเช่นนี้! เห็นสายตาของซูหลีนิ่งสงบและลึกล้ำ คล้ายมิได้
มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง ในใจพลันประหลาดใจ ลังเลอยู่นานก็ยังไม่กล้าเอ่ยตอบ
ส่งเดช ซูหลีรู้ดีว่าหมอหลวงหลี่ทำงานในวังหลวงมานาน ย่อมระมัดระวังตัวเป็น
อย่างดี ไม่มีทางเอ่ยคำพูดไม่ยั้งคิดแน่นอน จึงรีบคลี่ยิ้มบาง “ไม่กี่วันก่อนข้า
ได้ยินเด็กสาวสองคนถกเถียงกัน กล่าวว่าหญิงพรหมจรรย์ก็สามารถตั้งครรภ์ได้
ฉะนั้นจึงนึกสงสัย เลยถือโอกาสถามก็เท่านั้น หมอหลวงหลี่ไม่จำเป็นต้องกังวล
นัก”
นางดูคล้ายไม่ค่อยแยแส แต่ก็คล้ายมีความหมายอื่นแอบแฝง หลี่จงเหอนิ่ง
ตระหนัก ครุ่นคิดก่อนตอบ “หญิงพรหมจรรย์ไม่อาจตั้งครรภ์ได้แน่นอน นอกเสีย
จากว่า…”
“นอกเสียจากว่าอะไร?” ในใจของซูหลีราวกับมีคลื่นก่อตัวขึ้น นางพยายามข่ม
กลั้น ก่อนจะเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
หลี่จงเหออ้าปากคล้ายจะพูดแต่ก็หยุด ซูหลียิ่งร้อนใจ หมายจะถามให้ละเอียด
ทว่าเสียงซูชิ่นกลับดังเข้ามาจากข้างนอกเสียก่อน “ซูชิ่นถวายบังคมจิ้งอันอ๋อง
เพคะ… เอ๊ะ ท่านอ๋อง หน้าท่าน…”
ได้ยินเพียงเสียงซูฮูหยินเอ็ดบุตรสาวตัวเองเสียงเข้ม “ชิ่นเอ๋อร์! อย่าเสีย
มารยาท!”
เสียงประตูถูกเปิดดังขึ้นเบาๆ คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ตงฟางจั๋วสายตาเย็น
เยียบ สาวเท้ายาวๆ เดินมานั่งหน้าเตียงซูหลี เอ่ยเสียงเย็นชา “หมอหลวงหลี่ คุณ
หนูซูป่วยเป็นอะไร?”
หลี่จงเหอรีบก้มหน้าตอบ “คุณหนูร่างกายอ่อนแอ ร่างกายถูกความเย็นเข้า
แทรก หากบำรุงรักษาให้ดีก็ไม่มีอุปสรรคใหญ่หลวงพ่ะย่ะค่ะ”
ซูฮูหยินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ซูซูร่างกายอ่อนแอตั้งแต่ยังแบเบาะ ไม่สบายบ่อย
ครั้งจนกลายเป็นเรื่องปกติเพคะ” เดิมทีนางต้องการกล่าวคำพูดที่แสดงถึงความ
เกรงใจ ทว่าตงฟางจั๋วกลับฟังเป็นคำพูดปัดความรับผิดชอบ สายตาเย็นยะเยือก
ของเขากวาดผ่านผู้คนในห้อง น่ากลัวจนซูชิ่นต้องหดคอ ไม่กล้าแม้แต่จะมองเขา
อีก
ตงฟางจั๋วมองนางด้วยใบหน้าถมึงทึง สายตาแปรเปลี่ยนเป็นสับสนรางๆ
ก่อนเอ่ย “ในเมื่อร่างกายอ่อนแอ ภายหน้าก็อย่าวิ่งพล่านไปทั่ว ดูแลตนเองอยู่ใน
เรือน” ในคำสั่งแฝงน้ำเสียงตักเตือนเล็กน้อย เสมือนนางเป็นของของเขาก็ไม่
ปาน!