กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 34 รู้เท่าทันอุบาย
คิ้วงามของซูหลีขมวดเบาๆ นางไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด จากบทเรียนเมื่อ
ครู่ นางตระหนักแล้วว่า ด้วยศักดิ์ฐานะและความสามารถของนางในตอนนี้ หาก
ปะทะกับเขา ก็มีแต่รนหาความลำบากให้ตนเอง! มิสู้ถอยหนึ่งก้าว แล้วค่อยๆ
ไตร่ตรองอีกที่ จะต้องมีสักวันที่นางจะทำให้เขาต้องชดใช้กับทุกสิ่งที่ทำกับนางไว้!
กล้ำกลืนความโกรธแค้น นางฝืนใจเค้นเสียงเอ่ยออกไปเบาๆ”ขอบพระทัยที่ทรง
ห่วงเพคะ”
ตงฟางจั๋วคล้ายไม่พอใจท่าทีเหินห่างของนางเป็นอย่างมาก เอาแต่จ้องนาง
เขม็งไม่เอ่ยอะไรอยู่นาน ซูฮูหยินมีไหวพริบ อดไม่ได้ที่จะคิดหาทางแก้ไข รีบหัวเราะ
ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋องคงเหนื่อยล้าแล้ว ที่นี่คับแคบธรรมดา เชิญท่านอ๋อง
เสด็จไปดื่มชาที่ห้องโถงด้านหน้าก่อนเถิดเพคะ อีกประเดี๋ยวท่านอัครเสนาบดีก็
กลับมาแล้ว”
เดิมซูฮูหยินเพียงต้องการเอ่ยคำเกรงใจ นึกไม่ถึงว่ายามนี้ซูชิ่นจะหงุดหงิดจน
ไม่เข้าใจจุดประสงค์ของมารดา พลั้งปากบ่นอุบออกมาอย่างไม่พอใจ “คราก่อน
เจิ้นหนิงอ๋องเสด็จมา ท่านพ่อก็ให้คนจัดแจงตกแต่งใหม่ไปแล้วหนึ่งรอบ! ยังคับ
แคบธรรมดาที่ไหนกัน?”
ตงฟางจั๋วได้ยิน คิ้วหนาก็พลันกระดก สายตาคมปลาบกวาดมองคนทั้งสามใน
ห้องทันที่ สุดท้ายก็หยุดมองที่ดวงหน้าไร้อารมณ์ของซูหลี สายตากวาดพิจารณา
เครื่องประดับทุกชิ้นบนกายนาง ปิ่นปักผมที่สุดแสนจะธรรมดานั่น เป็นถึงบุตรี
จวนอัครเสนาบดี กลับไม่มีแม้แต่เครื่องประดับล้ำค่าสักชิ้น! เขาขมวดคิ้วออกคำ
สั่ง “หวังอัน!”
เสียงขานรับขององครักษ์ประจำกายดังเข้ามาจากนอกห้อง ตงฟางจั๋วออกคำ
สั่งโดยไม่หันกลับไป “เช้าตรู่ของวันนี้เสด็จแม่ได้สั่งให้คนส่งของบางส่วนมาที่จวน
รีบไปนำมา อีกอย่าง ไปนำไข่มุกฝูอวิ๋นที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้ามาพร้อมกัน
ด้วย!”
หวังอันเงยหน้าอย่างตกตะลึง คล้ายกับว่าไข่มุกฝูอวิ๋นเส้นนั้นมิใช่ของ
ธรรมดา การที่ตงฟางจั๋วมอบมันให้ผู้อื่นจึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย ซูหลี
นักอึ้งในใจ รีบเอ่ยห้ามปราม “ช้าก่อน! ท่านอ๋อง…”
“เจ้าไม่อาจปฏิเสธข้าได้!” ตงฟางเจ๋อเชิดคางตัดบทคำพูดนาง นัยน์ตาจ้อง
นางแน่นิ่งก่อนเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ “ของที่ข้าบอกว่าจะให้ มิมีผู้ใดบอกให้ข้ารับ
คืนได้”
คำพูดเผด็จการ ไม่เปิดช่องให้ปฏิเสธแม้แต่น้อย คำพูดที่ซูหลีต้องการเอ่ยถูก
กลืนลงคอไปจนสิ้น แม้นในใจหนักอึ้ง ทว่ากลับจนใจ เมื่อสิ่งของเหล่านั้นถูกขน
ย้ายมาวางตรงหน้านาง จิตใจของนางก็ยิ่งหนักอึ้งดั่งก้อนหินที่จมดิ่ง
ผ้านวมไหม ชุดชาเครื่องปั้นดินเผาแลแก้วหยก ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิต
ประจำวันที่ล้ำค่าละลานตาอยู่ตรงหน้านาง มิขาดเหลือแม้เพียงสิ่งเดียว กองรวม
กันอยู่ตรงนั้น ราวกับภูเขาขนาดย่อมลูกหนึ่งก็ไม่ปาน
ซูชิ่นดวงตาเหลือกกลม ความอิจฉาริษยาที่ไม่อาจควบคุมทำให้นางลืมเลือน
คำสั่งสอน วิ่งไปยืนตรงหน้าภูเขาลูกเล็กก่อนร้องอย่างตกตะลึง “เหล่านี้ล้วนมอบ
ให้นางหรือ!?”
ตงฟางจั๋วเหล่มองนางด้วยสายตาดูถูกอย่างสุดแสน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าไร้
อารมณ์ “ดูจากการแต่งกายของคุณหนูใหญ่แล้ว คงไม่ขาดเหลือสิ่งเหล่านี้
กระมัง”
ซูชิ่นย่อมไม่ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ ทว่าข้าวของในจวนอัครเสนาบดีมีหรือจะ
เทียบกับของที่ราชวงศ์ใช้กันได้! ดูอย่างผ้านวมไหมสองชั้นผืนนี้สิ ลายเส้น
ละเอียดลออ สีสันสวยงาม มิอาจบรรยายได้ด้วยคำว่าสวยงามธรรมดาด้วยซ้ำ!
ยิ่งกาน้ำชาพื้นขาวลายบุปผาสีเขียวใบนั้น ช่างประณีตงดงาม…
ตงฟางจั๋วยื่นมือไปรับกล่องไม้จันทน์กล่องหนึ่งมา เปิดฝากล่องเบาๆ
ประกายแสงที่ทอออกมาจากข้างใน ทำให้ซูชิ่นเบิกตาโพลง แม้แต่ซูฮูหยินก็อึ้งงัน
ไปทันที่ สีหน้าแปรปรวนจ้องมองไปยังซูหลี คล้ายกับคิดอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจ
ในกล่องเป็นหยกสีเขียวเม็ดกลมมันวาวเรียงร้อยกันเป็นสาย เขียวใสเกลี้ยง
เกลา เป็นประกายเจิดจ้า ยิ่งอยู่คู่กับผ้าตาดสีทองสว่างในกล่อง ยิ่งขับให้ประกาย
แสงสีเขียวสะดุดโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาออกไปได้ ตงฟางจั๋วหยิบสร้อยไข่มุก
ขึ้นมา ดึงมือซูหลีไป ก่อนจะสวมใส่ให้นางตรงข้อมือ กล่าวกลั้วเสียงหัวเราะพึง
พอใจ “ไข่มุกฝูอวิ๋นนี้เดิมเป็นเครื่องบรรณาการจากแคว้นติ้ง ผ่านการปลุกเสก
จากพระอาจารย์ฮุ่ยกวงแห่งอารามฝอกวงด้วยการสวดมนต์สี่สิบเก้าวัน มีความ
ขลัง เสด็จพ่อมอบมันให้แก่ข้า วันนี้ข้ามอบมันให้แก่เจ้า มองไข่มุกนี้เมื่อใด ก็
เท่ากับมองข้า เจ้าต้องดูแลรักษามันไว้ให้จงดี”
ซูหลีสะท้านใจ หดข้อมือกลับโดยสัญชาตญาณ ทว่ากลับถูกดึงรั้งไว้แน่น ไข่
มุกเย็นๆ สวมอยู่รอบข้อมือบางของนาง สะท้อนประกายที่แตกต่างออกไป ซูหลี
ขมวดคิ้วเอ่ย “ในเมื่อล้ำค่าเช่นนี้ ซูหลีฐานะต่ำต้อย มิกล้ารับไว้แน่นอน! ท่านอ๋อง
ได้โปรดรับคืนไปด้วยเพคะ!” ท่าทีของนางเด็ดเดี่ยว
แต่ตงฟางจั๋วกลับทำเสมือนมองไม่เห็น สายตาร้อนรุ่มบีบบังคับผู้คน จ้องตา
นางและเอ่ยขึ้นว่า “ครั้งหน้าหากเจอกัน ข้าต้องเห็นมันอยู่บนมือของเจ้า!” สิ้น
ประโยคก็หมุนกาย สาวเท้ายาวๆ ก้าวออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงความ
ประหลาดใจ และคลื่นอารมณ์ที่สั่นสะท้านไปทั่วห้อง
ซูฮูหยินสายตาเย็นชา จ้องหน้าซูหลีอยู่ครู่ใหญ่ ไม่นาน ก็เอ่ยเสียงเข้ม “ข้าไม่
สนว่าเจ้าใช้วิธีใดทำให้ท่านอ๋องทั้งสองเห็นความสำคัญของเจ้าเช่นนี้ แต่เจ้าจงพึง
ตระหนักในฐานะของตนเองไว้ด้วย อย่าได้กระทำเรื่องเกินงาม สร้างความเดือด
ร้อนให้แก่จวนอัครเสนาบดีเป็นอันขาด! ชิ่นเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถิด”
“ฮูหยินได้โปรดรั้งอยู่ก่อน” ซูหลีรีบเอ่ยรั้ง ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คำพูดของฮูหยิน ซูหลีเข้าใจแจ่มแจ้ง และจะระวังตัวอย่างแน่นอน! สิ่งของที่จวน
จิ้งอันอ๋องส่งมาในวันนี้ เป็นสิ่งของที่ฮองเฮาทรงเลือกสรรให้ท่านอ๋องอย่างดี แม้
ท่านอ๋องส่งมอบพวกมันให้แก่ซูหลี แต่ซูหลีฐานะต่ำต้อย จะกล้าใช้สอยได้
อย่างไร… เรือนนี้คับแคบยิ่งนัก ไม่มีที่ให้เก็บวาง เพียงกลัวไม่ระวัง ทำของมีค่า
ของท่านอ๋องเสียหาย วันหน้าคงยากจะเอ่ยกับท่านอ๋อง ฉะนั้น… ฮูหยินได้โปรด
ดูแลแทนซูหลีด้วย!”
นางยิ้มบางเอ่ยอ้อนวอนอย่างนอบน้อม น้ำเสียงยามกล่าวไร้ซึ่งวี่แววฝืนใจ
บอกว่าดูแลแทน แท้ที่จริงคือการยกให้ซูชิ่นสองแม่ลูกนำไปใช้สอย ไม่ว่าผู้ใดต่างรู้
ดี คนอย่างตงฟางจั๋วเมื่อมอบสิ่งของใดให้แก่ผู้อื่น ย่อมมิเคยถามว่าเอาไปใช้สอย
อย่างไร!
ซูฮูหยินมองนางด้วยสีหน้าสับสน มิได้เอ่ยตอบทันที
ซูชิ่นดวงตาเป็นประกาย หัวเราะอย่างย่ามใจ “เจ้ากลับรู้จักสำเหนียกตนเอง!
สิ่งของเหล่านี้มิใช่สิ่งที่เจ้าจะใช้สอยได้จริงๆ ท่านแม่ รีบให้คนมาขนไปกันเถิด
เจ้าค่ะ”
ซูฮูหยินครุ่นคิด คล้ายกำลังพิจารณาแทนซูหลี เอ่ยด้วยเสียงโอนอ่อน “เช่น
นั้นก็ดี ข้าวของของราชวงศ์ไม่เหมือนข้าวของทั่วไป หากทำเสียหายอาจต้องโทษ
ฐานดูหมิ่นราชวงศ์ สิ่งของเหล่านี้ ข้าจะนำไปก่อน ไข่มุกฝูอวิ๋น… ในเมื่อท่านอ๋อง
สวมใส่ให้เจ้ากับมือ ก็อย่าถอดออกมาจะดีกว่า มิเช่นนั้นท่านอ๋องจะเคืองขุ่น
พระทัยได้! เจ้าร่างกายอ่อนแอ หลายวันนี้ก็อย่าออกจากเรือน พักฟื้นอยู่ในห้องไป
เถิด”
“เจ้าค่ะ” ซูหลีขานรับอย่างว่าง่าย ก่อนเบนสายตา และถามเสียงเบา “เหตุใดไม่
เห็นพี่ใหญ่เล่าเจ้าคะ?” ยามปกติในจวนแห่งนี้ผู้ที่ใส่ใจเรื่องของนางที่สุดก็คือซูฉุน
วันนี้เกิดเหตุการณ์ใหญ่เช่นนี้กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา
“ฉุนเอ๋อร์มีราชการติดพัน หลังบ่ายก็มุ่งหน้าไปเมืองจางโจวแล้ว” ซูฮูหยินเอ่ย
เสียงเย็นชา “เดิมทีเขาหมายอยากกล่าวลากับเจ้า เพียงแต่เจ้ายุ่งอยู่กับการ
ต้อนรับท่านอ๋อง จึงไม่มีโอกาส”
ซูหลีชะงัก เขาไปแล้ว? ไม่กล่าวสักคำก็ไปเลยหรือ? เขาไม่อยากเห็นนางมี
ปฏิสัมพันธ์กับตงฟางเจ๋อเช่นนั้นหรือ? “เช่นนั้น… พี่ใหญ่จะกลับมาเมื่อใดเจ้าคะ?”
“ไม่แน่นอน มากสุดสิบเดือน น้อยสุดครึ่งเดือนกระมัง” ซูฮูหยินก้าวเท้าออก
จากห้องไป “เจ้าพักผ่อนเถิด”
หลังมองส่งสองแม่ลูกสกุลซูจากไป สายตานางก็ค่อยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
สิ่งของในห้อง ไม่นานก็ถูกขนย้ายออกไปจนสิ้น โม่เซียงกระฟัดกระเฟียด “เกินไป
แล้วนะเจ้าคะ! ขนไปจนสิ้นเช่นนี้ ไม่เหลือให้คุณหนูดูต่างหน้าสักอย่างเดียว! คุณ
หนูเจ้าคะ โม่เซียงไม่เข้าใจจริงๆ ท่านไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ดีๆ สักชุด ผ้าไหมเหล่านั้น
สวยงามปานนั้น เหตุใดท่านไม่เก็บไว้สักนิดเล่าเจ้าคะ? หากฮูหยินเอาไป ภายหน้าก็
ต้องกลายเป็นของคุณหนูใหญ่หมด! คุณหนู เหตุใดท่านไม่เรียกร้องความเป็น
ธรรมให้กับตนเองบ้างเจ้าคะ?”
ซูหลีแค่นหัวเราะเบาๆ”พวกนางชอบ ก็ให้พวกนางเอาไปเถิด! วัตถุนอกกาย
ข้ามิได้ใส่ใจถึงเพียงนั้น” ยิ่งไปกว่านั้น ของของตงฟางจั๋ว นางยิ่งไม่อยากได้ ยิ่ง
ไม่มีทางใช้ หากเป็นไปได้ นางกระทั่งอยากมอบกำไรหยกเส้นนี้ให้ไปด้วยเลย! ใน
จวนอัครเสนาบดีแห่งนี้ นอกจากอัครเสนาบดีแล้วก็มีฮูหยิน การแสดงออกของ
นางก่อนหน้านี้ทำให้ฮูหยินไม่พอใจหลายหนแล้ว อย่างไรก็ต้องแสดงท่าที
อ่อนน้อมบ้าง จะได้ใช้ชีวิตสงบสุขไปอีกหลายวัน