กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 37 อันตรายที่เหนือความคาดหมาย
หลีเหยามองนาง ก่อนเอ่ยอย่างโศกเศร้า “แป้งชาดตลับนี้มีชื่อว่าซื่อจือหนิง
เซียง ทำขึ้นจากกลีบดอกไม้สดใหม่นับสิบชนิดผ่านกรรมวิธีอย่างพิถีพิถัน เป็น
ของขวัญที่ข้ามอบให้พี่สาวเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เดิมทีหวังว่าพี่สาวจะแต่งงานเข้า
ราชวงศ์และมีความสุขไปชั่วชีวิต นึกไม่ถึงว่า…” คล้ายพูดถึงเรื่องเจ็บปวด นาง
เหมือนพูดต่อไม่ได้ ยกผ้าเช็ดหน้าซับหางตาเบาๆ สีหน้าโศกเศร้าอาดูร
ซูหลีเจ็บปวดหัวใจ ยามนั้นนางเองก็ไม่เคยคิดเช่นกัน ว่าสิ่งที่รอนางอยู่กลับ
เป็นภัยพิบัติที่พลิกชีวิตนางไปตลอดกาล!
หลีเหยาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา เอ่ยอย่างปวดใจ “ต้องขออภัยคุณหนูซู ของที่
เคยใช้แล้วมิควรมอบให้ผู้อื่นต่อ แต่ข้าเห็นว่าคุณหนูซูหน้าตาละม้ายคล้ายพี่สาวข้า
นัก… นับตั้งแต่วันนั้นที่ข้าพบคุณหนูบนเรือ ข้าก็ยิ่งคิดถึงพี่สาว หลายคืนมานี้
เอาแต่ฝันเห็นพี่สาวฟื้นคืนมา เมื่อตื่นก็พบว่าเป็นเพียงฝันตื่นหนึ่ง… ข้าเคยคิด
บ่อยๆ หากพี่สาวฟื้นคืนมาจริงๆ คงจะดีมิใช่น้อย!” เอ่ยจบเบ้าตาแดงก่ำ สีหน้า
รวดร้าว คล้ายกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ
ซูหลีเห็นนางเป็นอย่างนี้ ความเจ็บปวดจากก้นบึ้งหัวใจก็กัดกินลุกลาม หวน
นึกถึงมิตรภาพระหว่างพี่น้องในวันวาน นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “คุณหนูหลีมีสาย
สัมพันธ์ลึกซึ้งกับท่านหญิงหมิงอวี้ ช่างน่าซาบซึ้งยิ่งนัก! ท่านหญิงตายอย่างน่า
อนาถ ศพถูกนำไปไว้ทุกข์ในจวนเจ็ดวัน คุณหนูหลีคงเจ็บปวดจวนเจียนจะขาดใจ
อยู่เฝ้าเป็นเพื่อนนางทุกคืนวันกระมัง?”
ในใจนาง เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนามแหลมคมที่ยังคงทิ่มแทงไม่เสื่อมคลาย
ซูหลีจ้องหน้าหลีเหยาเขม็ง มองเห็นเพียงสีหน้านางเปลี่ยนเล็กน้อยเมื่อได้ฟัง
ประโยคนี้ เสมองไปทางอื่นเล็กน้อย น้ำตาที่อดทนกลั้นเอาไว้ ในที่สุดก็ไหลออก
จากเบ้าตาแดงก่ำของนาง
หลีเหยารีบยกมือปาดน้ำตาโดยเร็ว แต่น้ำตาของนางไหลรินราวกับไม่อาจ
ควบคุม จึงทำได้เพียงสะอื้นไห้ตัวโยน สาวใช้ข้างกายรีบเอ่ยปลอบ “คุณหนู ท่าน
อย่าเป็นเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ท่านหมอกล่าวไว้แล้วว่าท่านไม่อาจปล่อยให้ตนเองเศร้า
โศกถึงเพียงนี้ได้อีกแล้วนะเจ้าคะ!”
ซูหลีพลันสงสัย สาวรับใช้นางนั้นถอนใจก่อนเอ่ยต่อว่า “คุณหนูซูอาจไม่ทราบ
คุณหนูของข้าเพราะการตายของคุณหนูใหญ่จึงตรอมใจอย่างหนัก ป่วยไปหลาย
วัน กระทั่งศพของคุณหนูใหญ่ถูกทำพิธี คุณหนูก็ยังนอนป่วยอยู่บนเตียง เพราะ
มิอาจไปส่งคุณหนูใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายด้วยตนเอง คุณหนูของข้าถึงกับร้องไห้อยู่
หลายวัน”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง! ซูหลีปวดแปลบในใจ เบ้าตาแดงก่ำเล็กน้อย ก่อนเอ่ย
ปลอบ “คุณหนูหลีมิต้องโศกเศร้าถึงเพียงนี้ ในเมื่อพี่น้องรักใคร่ อย่างไร
วิญญาณของท่านหญิงก็ต้องเข้าใจ ไม่มีทางโทษท่านแน่นอน!”
คำพูดปลอบโยนอันอบอุ่นไหลผ่านหัวใจ หลีเหยาค่อยๆ หยุดสะอื้นไห้ เงยหน้า
มองหน้านางอย่างซาบซึ้ง แววคาดหวังบางอย่างพาดผ่านดวงตา ทันใดนั้น นาง
ยื่นมือจับมือซูหลี เอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อนเล็กน้อย “คุณหนูซู ภายหน้า… ข้าขอ
ได้ไหมอย่าเรียกข้าว่าคุณหนูหลีอีก? เหมือนพี่สาวข้า ช่วยเรียกข้าว่าเหยาเอ๋อร์ ได้
หรือไม่? ถึงแม้ท่านไม่ใช่พี่สาวข้า ข้าก็หวังว่าท่านจะกลายเป็นพี่สาวของข้าได้… ได้
หรือไม่?”
ซูหลีพลันรู้สึกอบอุ่นในใจ อดไม่ได้ที่จะดึงน้องสาวอันเป็นที่รักของนางเสมอ
เข้ามากอด ก่อนจะพูดเสียงปนสะอื้นเบาๆ”ขอเพียงเหยาเอ๋อร์ไม่รังเกียจ ต่อจากนี้
ไปเราคือพี่น้องกัน!” ถึงแม้มิอาจบอกความจริง แต่ยังเป็นพี่น้องกันได้ สำหรับซู
หลีแล้ว นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีเรื่องหนึ่ง
หลีเหยาดีใจ รีบพยักหน้าหลายหน นางหยิบแป้งชาดตลับนั้นออกมา ดึงซูหลี
ไปนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปรารถนาจะแต่งหน้าให้นาง “พี่สาวงามเช่นนี้ กลับไม่
ชอบแต่งหน้า ให้น้องสาวช่วยท่านเถิด” ขณะหันไปด้านข้าง ก็เหลือบเห็นกล่องไม้
จันทน์ที่วางอยู่ตรงนั้น สายตาพลันสะดุด “นั่นอะไรหรือ ดูงดงามประณีตยิ่งนัก!”
ซูหลียิ้มบาง “มิใช่สิ่งล้ำค่าอันใด” เปิดฝากล่องออกเบาๆ ไข่มุกฝูอวิ๋นงาม
แวววับปรากฏสู่สายตา หลีเหยาสีหน้าตกตะลึง “ไข่มุกฝูอวิ๋น?”
“เจ้ารู้จัก?”
หลีเหยาอ้าปากหมายจะพูดแต่ก็หยุด คล้ายไม่แน่ใจนัก
ซูหลียิ้มบางก่อนกล่าว “หากเหยาเอ๋อร์ชอบ พี่สาวมอบให้เจ้าเป็นเช่นไร?”
หลีเหยาโบกมือไปมาทันที่ “มิได้! พี่สาวทำให้น้องสาวลำบากใจแล้ว! ไข่มุกฝูอ
วิ๋นเป็นของศักดิ์สิทธิ์ประจำราชวงศ์ เหยาเอ๋อร์จะรับไว้ส่งเดชได้เช่นไร?”
เห็นนางสีหน้าแตกตื่น คล้ายไม่กล้ารับไว้จริงๆ ซูหลีจึงขมวดคิ้วเบาๆ”ไข่มุกนี้
แม้เป็นของราชวงศ์ แต่ในเมื่อจิ้งอันอ๋องมอบให้ข้าแล้ว ข้าก็มอบมันให้เจ้าต่อได้”
พูดไป นางก็หยิบไข่มุกสีเขียวใสออกมา และสวมให้หลีเหยาที่ข้อมือ
หลีเหยารีบลุกขึ้นยืน เอ่ยรัวเร็ว “พี่สาว ทำเช่นนี้ไม่ได้เจ้าค่ะ ใช่ว่าเหยาเอ๋อร์
อยากปฏิเสธน้ำใจท่าน เพียงแต่ไข่มุกฝูอวิ๋นนี้… ใต้หล้านี้ผู้ใดจะรับไว้ก็ได้ มีเพียง
เหยาเอ๋อร์ที่รับไว้ไม่ได้”
ซูหลีชะงัก มองนางอย่างไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใด?”
หลีเหยาเบ้าตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อขึ้นมารวมตัวกันอีกครั้ง “ในเมื่อพี่สาวเห็นข้า
เป็นน้องสาวจากใจจริง ข้าก็จะบอกพี่สาวอย่างไม่คิดปิดบัง ไข่มุกนี้ฮ่องเต้
พระราชทานให้แก่จิ้งอันอ๋อง ตอนแรกพี่สาวข้า หลีซู จะแต่งงานเป็นพระชายาของ
จิ้งอันอ๋อง เขาเคยคิดมอบสิ่งนี้ให้พี่สาว เป็นสิ่งของแทนคำมั่นว่าจะแก่เฒ่าไปด้วย
กัน นึกไม่ถึง… พี่สาวกลับด่วนจากโลกนี้ไป…” นางสูดหายใจลึก ไม่อาจพูดต่อไป
ซูหลีสะท้านใจ มอบให้นางงั้นหรือ?! น่าเสียดายที่ใจคนโหดเหี้ยม แม้มอบของ
เช่นนี้ให้แล้วอย่างไรเล่า? หลุบตาสูดหายใจ นางพยายามยับยั้งอารมณ์ที่กำลัง
เดือดพล่าน จับมือหลีเหยา “น้องสาวข้า จิตใจของเจ้า ท่านหญิงหมิงอวี้ที่อยู่ใน
ปรโลกจะต้องรับรู้ และรู้สึกถูกปลอบประโลมเป็นแน่”
หลีเหยาส่ายหน้า “ไม่หรอกเจ้าค่ะ เป็นข้าไม่ดีเอง ช่วยอะไรพี่สาวไม่ได้ ทว่าของ
สิ่งนี้เดิมเป็นของพี่สาว ไม่ว่าอย่างไร เหยาเอ๋อร์ก็ไม่ขอรับไว้”
ซูหลีถอนหายใจ รั้งตัวนางเข้ามากอด “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถิด ของสิ่งนี้
ถือว่าข้าดูแลแทนพี่สาวเจ้าก็แล้วกัน”
ทั้งสองเอ่ยคำพูดสนิทสนมหลายประโยค ความรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าสายมากแล้ว หลีเหยาจึงเอ่ย “ข้าควรไปแล้ว วันนี้เป็นวันครบรอบยี่สิบ
เอ็ดวันที่พระชายาจากไป ข้าอยากไปเซ่นไหว้ที่สุสาน ประการแรกเพื่อแสดงความ
กตัญญูแทนพี่สาว ประการที่สองตอนที่ี่ี่พระชายายังอยู่ พระนางดีกับข้ายิ่งนัก
ข้า… แค่คิดข้าก็โศกเศร้ายิ่งนัก ยามนี้ก็สายมากแล้ว หากช้ากว่านี้เกรงจะไม่ทัน พี่
ซู ครั้งหน้าข้าจะมาเยี่ยมท่านอีก” สิ้นเสียงก็ยกเท้าหมายจะเดินออกจากห้อง
ซูหลีสะท้านวาบไปทั้งใจ ในสมองมีเพียงประโยคเดียวดังก้องอยู่ ครบรอบ
ยี่สิบเอ็ดวันที่พระชายาจากไป…
“เหยาเอ๋อร์รอก่อน! ข้าจะไปกับเจ้า” นางแทบตะโกนออกไปทันทีตาม
สัญชาตญาณ
หลีเหยาชะงัก หันกลับมามองนางอย่างประหลาดใจ ซูหลีรีบเอ่ยต่อ “ในเมื่อ
เจ้าเห็นข้าเป็นพี่สาวแล้ว เรื่องของเจ้าก็เปรียบเสมือนเรื่องของข้า สุสานพระชายา
อยู่ห่างไกลและกันดาร กอปรกับวันนี้ข้าว่าง ไปเป็นเพื่อนเจ้าย่อมดีกว่า” เอ่ยจบก็
หันไปสั่งให้โม่เซียงเตรียมของเซ่นไหว้ สองพี่น้องจูงมือกันเดินออกจากห้อง
สกุลหลีนั้นเจริญเฟื่องฟูมาช้านาน บรรพบุรุษเคยเป็นวีรบุรุษผู้บุกเบิกและก่อ
ตั้งแคว้น หลังตายได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากจักรพรรดิไท่จู่ให้ฝังศพไว้ข้างๆ
สุสานราชวงศ์ นับจากนั้นฝั่งตะวันตกของสุสานราชวงศ์ ก็กลายเป็นสุสานประจำ
สกุลหลี สถานที่แห่งนั้นตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหลายร้อยลี้ แม้รถม้าวิ่งด้วย
ความเร็วก็ยังต้องใช้เวลาถึงสองชั่วยาม
ซูหลีไม่ได้ให้โม่เซียงติดตามมาด้วย หลีเหยาเองก็สั่งให้สาวรับใช้ข้างกายกลับ
จวนไปเสีย ก่อนที่สองพี่น้องจะจูงมือกันออกจากประตู พูดคุยกันอย่างสนิทสนม
ราวกับย้อนเวลากลับไปยังวันวาน เพียงแต่วันนี้ ซูหลีไม่รู้จักแม้แต่คนขับรถม้า
แล้ว
นั่งนิ่งอยู่ในรถ ซูหลีทอดมองภูเขาลำธารข้างทางที่เคลื่อนผ่านและถูกทิ้งไว้
เบื้องหลังอย่างรวดเร็วผ่านบานหน้าต่าง ในใจเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย หลี
เหยาเองก็คล้ายกำลังคิดบางสิ่งจนเหม่อลอย เสียงล้อรถและกีบเท้าม้ากระทบพื้น
ดังมาจากข้างนอก ทั้งสองต่างเงียบงันไร้คำพูดตลอดเส้นทาง
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด รถม้าเคลื่อนตัวมาถึงหุบเขาหลินสือ ซูหลีตระหนักดี
ผ่านหุบเขาลูกนี้ไป ก็จะถึงสุสานตะวันตกของราชวงศ์แล้ว
‘เสด็จแม่ ข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว!’