กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 38 บุญคุณความแค้น แบ่งแยกชัดเจน
ทอดมองออกไปทางตะวันตก ซูหลีกล่าวในใจเบาๆ เมื่อนึกถึงมารดา ใจนาง
ก็ปวดร้าว
นางปล่อยม่านลง ปิดกั้นแสงอาทิตย์เจิดจ้าไว้ด้านนอก เรื่องราวมากมายกด
ทับอัดแน่นในใจ
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็วคงที่ เข้าสู่หุบเขาหลินสือ ทันใดนั้น
เกิดแรงสะเทือนอย่างรุนแรง แทบพลิกรถม้าคว่ำทั้งคัน หลีเหยาหวีดร้องตกใจ
ร่างกายไถลมาชนเข้ากับซูหลี ยังไม่ทันหยัดตัวลุกนั่ง เสียง ‘ตูม’ ก็ดังสนั่นมาจาก
เหนือศีรษะ ราวกับมีบางสิ่งกำลังกลิ้งลงมาจากหน้าผา ซูหลีตื่นตะลึง หมายจะยื่น
มือไปแหวกม่านแอบมอง หลีเหยากลับลุกขึ้นตะโกนออกไปด้านนอกก่อน “เกิด
เรื่องอันใดขึ้น…”
ยังไม่ทันสิ้นประโยค ร่างอรชรของนางก็ถูกเหวี่ยงออกจากรถ เสียงหวีดร้อง
ด้วยความหวาดกลัวดังมา ซูหลีตะโกนสั่งด้วยความตกใจ “เหยาเอ๋อร์… หยุดรถ
หยุดรถเดี๋ยวนี้!”
คนขับรถม้าเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างหน้าตาธรรมดา ร่างกายกำยำ ได้ยิน
เสียงหวีดร้อง ก็รีบดึงบังเหียน ทว่าความเร็วไม่ลดลงกลับเพิ่มขึ้น ม้าที่ตื่น
ตระหนกไม่ฟังคำสั่ง คนขับรถม้าหันกลับไปมองหลีเหยาที่ตกจากรถจนลับตาไป
แล้ว หน้าพลันถอดสี ความลนลานฉายชัดบนใบหน้า ตะโกนเสียงดังลั่น “คุณหนู
สอง!” ไม่สนใจสิ่งใด ยืนขึ้นกระโดดลงจากรถไปทันที
รถม้าที่วิ่งทะยานด้วยความเร็วสูงไร้ซึ่งคนบังคับ เหมือนคนบ้าที่ตาบอด วิ่งไป
ทั่วอย่างไร้ทิศทาง ซูหลีขมวดคิ้วแน่น ยามนี้นางยังนั่งอยู่ในตัวรถ เป็นการรอ
ความตายมาเยือนอย่างไม่ต้องสงสัย นางลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วหมายจะออกไป
บังคับรถด้านนอก ยามนี้กลับมีก้อนหินกลิ้งตกลงมาจากหน้าผา กระแทกเข้ากับ
ท้องม้า ม้ายกกีบเท้าคำรามเสียงดังด้วยความเจ็บ ก่อนจะวิ่งพุ่งไปข้างหน้าด้วย
ความเร็ว ส่งผลให้นางล้มกลิ้งกลับเข้าไปในรถอย่างแรง
ในความทรงจำ ทิศทางนี้จะมีหน้าผา แม้ไม่สูง แต่ก้อนหินทับซ้อนเรียงราย
หากตกลงไปเช่นนี้ ไม่มีทางรอดชีวิตเป็นแน่
ซูหลีร้อนใจ ตั้งแต่พิธีแต่งงานจนถึงตอนนี้ ผ่านไปเพียงครึ่งเดือน นี่เป็นครั้ง
ที่สามแล้วที่นางเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตรายถึงแก่ชีวิต ไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิง
นางทำได้เพียงสงบสติอารมณ์ หน้าผาอยู่ห่างเพียงอีกหนึ่งอึดใจเดียว รถม้าใกล้
จะกลิ้งตกลงไป นางตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว กัดฟันกระโดดออกจากรถม้า
‘พลั่ก! โครม’ วินาทีที่ร่างอรชรกระโดดถึงพื้น เสียงรถม้ากระแทกพื้นอย่าง
รุนแรงดังสนั่นขึ้นมาจากด้านล่างของหน้าผา
ม้าทั้งสองตัวสภาพศพเลือดท่วม บาดแผลเหวอะหวะ โครงรถแตกกระเจิงไม่
เหลือเค้าเดิม ซูหลีสูดหายใจลึก อยากลุกขึ้นแต่ก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง แขนขาทั้งสี่ข้าง
ปวดแปลบ กลิ่นคาวเลือดพุ่งทะลักขึ้นมาถึงทรวงอก แรงกระแทกครานี้ รุนแรง
จนเหมือนอวัยวะภายในต่างเคลื่อนย้ายตำแหน่ง
“พี่ซู! พี่ซู!” หลีเหยาที่อยู่ทางนั้นพอถูกประคองให้ลุกขึ้นยืน ก็ตะโกนเรียก
อย่างตกใจ ไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเอง ก้าวเท้ากะโผลกกะเผลกหมายจะ
พุ่งเข้ามาหานาง ทว่ากลับถูกคนขับรถม้ารั้งไว้ มองเห็นรถม้าตกหน้าผาจนแหลก
ละเอียดไร้หนทางซ่อมแซม สีหน้าของนางซีดขาวจนน่าตกใจ เมื่อเห็นซูหลีไม่ได้
ตกลงไปพร้อมกับรถม้า นางก็รีบสะบัดคนขับรถม้าออก และวิ่งเข้ามาอย่างร้อนใจ
“พี่ซู! ท่าน… บาดเจ็บหรือ? เป็นอะไรมากหรือไม่?” เสียงของหลีเหยาสั่นเครือ
เล็กน้อย
ซูหลีฝืนลุกขึ้น เห็นหลีเหยาร้อนใจถึงเพียงนั้น หัวใจพลันรู้สึกอบอุ่น รีบยื่นมือ
ไปกุมมือนางก่อนเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไร ดูเจ้าสิ ได้รับบาดเจ็บแล้ว
มาให้ข้าดูว่าเจ็บหนักหรือไม่…” นางก้มลงหมายจะสำรวจบาดแผลให้หลีเหยา หลี
เหยากลับพุ่งตัวเข้ามากอดนางก่อน
“พี่สาว นับจากนี้อย่าจากข้าไปไหนอีกเลย!” หลีเหยาสะอื้นไห้ตัวสั่น ท่าทางตื่น
ตระหนกและหวาดกลัว คล้ายมองเห็นซูหลีเป็นพี่สาวแท้ๆ ของตนเองไปแล้ว
ซูหลีใจสะท้าน ตบหลังนางเบาๆ ก่อนปลอบเสียงอ่อนโยน “ไม่อีกแล้ว เหยาเอ๋
อร์อย่าได้กลัว”
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลีเหยาจึงค่อยสงบลง ซูหลีเงยหน้ามองหน้าผาด้านบน
ในใจเต็มไปด้วยคำถาม อยู่ดีๆ เหตุใดจึงมีก้อนหินกลิ้งตกลงมาได้? อีกทั้งยามนี้ ก็
ราวกับไม่มีเรื่องใดเคยเกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
“ดูท่าวันนี้คงไปเซ่นไหว้พระชายาไม่ได้แล้ว! รถม้าพังแล้ว พี่ซูก็ได้รับบาดเจ็บ
อีก…” หลีเหยาเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย น้ำเสียงแฝงแววสะอื้น
ซูหลีรีบเอ่ย “ข้าไม่เป็นไร! เซ่นไหว้พระชายาเป็นเรื่องใหญ่ จะทำเสียเรื่องเพียง
เพราะอาการบาดเจ็บเล็กน้อยของข้าไม่ได้! ยิ่งไปกว่านั้น… ที่นี่น่าจะอยู่ห่างจาก
หลุมฝังศพของพระชายาไม่ไกลแล้ว พวกเราไม่มีทั้งรถและม้า เดินกลับเมืองไป
อย่างนี้เกรงว่าฟ้ามืดก็ยังไม่ถึง สู้เดินไปเซ่นไหว้พระชายาก่อน แล้วรอคนมารับก็
ยังไม่สาย”
หลีเหยาครุ่นคิด พยักหน้ายิ้ม “เป็นพี่สาวใคร่ครวญรอบคอบ! โจวฝู เจ้ารีบ
กลับไปหารถม้าอีกคันมารับพวกข้าเถิด”
คนขับรถม้าอ้าปากหมายจะรับคำสั่ง ทันใดนั้น เสียงกีบม้ากระทบพื้นก็ดังก้อง
มาแต่ไกล
หลีเหยาชะงัก หันกลับไปมองอย่างตื่นตระหนก ไม่ทันระวังเท้าสะดุดเข้ากับ
บางสิ่ง ร่างกายพลันไหวเอน หวีดร้องตกใจ เอนล้มไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว ด้าน
หลังคือหน้าผาหิน ซูหลีสะท้านวาบ ยื่นมือไปดึงนางอย่างไม่ลังเล ทว่ากลับถูกแรง
ดึงของนางกระชากให้ล้มลงไปพร้อมกัน
คนขับรถม้าหูตาว่องไว รีบเข้าไปคว้าแขนของหลีเหยาเอาไว้ ทั้งสองพลันห้อย
ตัวอยู่ตรงขอบหน้าผา
หลีเหยาอยู่ข้างบน ซูหลีอยู่ข้างล่าง พวกนางต่างขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าซีดเผือด
“พี่ซู ท่านจับข้าไว้แน่นๆ! อย่าปล่อยมือเด็ดขาดนะเจ้าคะ! โจวฝู เจ้ารีบคิดหา
ทางเร็วเข้า ดึงพวกข้าขึ้นไป!” หลีเหยาตะโกนอย่างร้อนใจ แต่ซูหลีเดิมก็บาดเจ็บ
หนักมาก ทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง ยามนี้ต้องห้อยตัวอยู่เช่นนี้ ยิ่งไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ไม่นาน
มือของนางและหลีเหยาที่จับกันไว้ ก็ค่อยๆ คลายออกจากกัน
เพราะโจวฝูดึงคนอย่างรอบคอบ จึงค่อนข้างช้า มือของหลีเหยาสูญสิ้นซึ่ง
เรี่ยวแรงในที่สุด ซูหลีก้มหน้ามองก้อนหินมากมายที่อยู่ด้านล่างหน้าผา ในหูคล้าย
มีเสียงแห่งความตายกำลังเรียกหา และเสียงร้องไห้ของหลีเหยาดังก้องอยู่ เมื่อ
เห็นว่าตนเองใกล้จะมีชะตากรรมอันน่าอนาถเหมือนรถม้า ในใจของนางสิ้นหวัง
อย่างสุดแสน ในเสี้ยววินาทีที่กำลังจะตกลงไป นางเอื้อมมือไปเกาะก้อนหินที่นูน
ขึ้นมาข้างมือได้ทันเวลา
เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นิ้วมือของนางถูกหินบาดจนเลือดไหล เลือด
หยดหนึ่งหยดกระทบลงบนก้อนหินด้านล่าง สะเก็ดเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็น
“ท่านอ๋อง!” ในขณะที่นางใกล้ทนไม่ไหว เสียงร้องอย่างยินดีของหลีเหยาก็ดัง
ขึ้นจากเหนือศีรษะ “ท่านอ๋องได้โปรดช่วยพี่ซูด้วย…”
ไร้เสียงตอบรับ
มือของนางค่อยๆ หลุดออกจากหินที่ยึดเกาะไว้ เสียงสายลมกรีดผ่านใบหู
ร่างกายของนางดิ่งลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาทีที่สิ้นแล้วซึ่งความ
หวัง เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งพลันไหววูบตรงหน้า มีคนโอบเอวนางและอุ้มนางขึ้น
ไปด้านบน ร่างอรชรถูกดึงรั้งเข้าไปในอ้อมอกอบอุ่น กลิ่นอายเฉพาะกายของบุรุษ
เพศลอยฟุ้งอยู่ข้างใบหู แผงอกกว้างของชายหนุ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ราวกับกำลังเดือดดาลระคนใจหาย และคล้ายกำลังหวาดกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งล้ำค่า
ในชีวิตไป
ซูหลีอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ทว่าแรงกระเพื่อมขึ้นลงส่งผลให้ดวงตาเย็นชาและ
คิ้วคมเข้มของชายหนุ่มแลดูเลือนรางไม่ชัดเจน เรี่ยวแรงที่โอบรัดตรงเอวก็แน่น
จนนางหายใจลำบาก กระทั่งถูกพาไปยังจุดที่ปลอดภัย มือคู่นั้น ก็ยังคงไม่ยอม
คลาย
“พี่ซู…” หลีเหยารีบรุดเข้ามา ไม่อาจพูดให้จบประโยค ได้แต่สะอื้นไห้ คนขับรถ
ม้าที่ยืนอยู่อีกข้างได้แต่ตัวสั่นงันงกทำสิ่งใดไม่ถูก
ชายหนุ่มยอมปล่อยนางในที่สุด ลุกขึ้นมองรถม้าที่แหลกละเอียดอยู่ด้านล่าง
หน้าผา ก้อนหินที่กลิ้งตกลงมาจากบนภูเขา มีขนาดใหญ่เท่าจานหิน คิ้วเข้มขมวด
เข้าหากัน เอ่ยเสียงเย็นชา “หวังอัน ขึ้นไปดูบนภูเขาว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่”
หวังอัน องค์รักษ์ประจำกายขานรับก่อนจะปลีกตัวออกไปทำตามคำสั่ง ซูหลี
หอบหายใจ เอ่ยปลอบขวัญหลีเหยาสองสามคำก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน สายตา
ทอดมองไปยังใบหน้าหล่อเหลาอันคุ้นเคยที่อยู่ตรงหน้า ทั้งที่เขาเป็นคนที่นาง
ชิงชังสุดแสน แต่กลับเป็นเขาที่ช่วยชีวิตนางไว้ในยามคับขัน ในใจของนาง พลัน
บังเกิดความรู้สึกประหลาดที่อธิบายไม่ถูก