กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 39 )
“ขอบพระทัยจิ้งอันอ๋องที่ทรงยื่นมือเข้าช่วยเพคะ!” หมื่นพันอารมณ์กลั้นลึก
อยู่ก้นบึ้งหัวใจ นางก้มหัวเคารพ น้ำเสียงนิ่งเรียบไร้คลื่นอารมณ์
ตงฟางจั๋วไม่เอ่ยคำใด ฉีกผ้าส่วนหนึ่งออกจากเสื้อ ดึงนิ้วมือของนางที่ยังคง
มีเลือดหยดมาปิดแผลนั้นไว้ จากนั้นก็มองดูบาดแผลบนตัวนาง ไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ
อุ้มนางขึ้นม้าโดยไม่ยินยอมให้ขัดขืน หันหัวม้ากลับเข้าเมืองหลวง ซูหลีใจกระตุก
วูบ รีบรุดหันไปห้ามปราม “ท่านอ๋องรอก่อนเพคะ!”
ไอเย็นยะเยือกแผ่ปกคลุม ตงฟางจั๋วสีหน้าคร่ำเครียดดุจคลื่นน้ำ เอ่ยอย่างขุ่น
เคือง “เจ้าสภาพเช่นนี้ยังจะไปไหนอีก? เจ้าลืมแล้วหรือว่าวันนั้นข้ากำชับเจ้าว่า
อย่างไร ร่างกายยังไม่หายดีห้ามไปไหนตามใจชอบ นี่เพิ่งผ่านมากี่วันเอง เจ้าก็…”
ความโกรธสาดกระหน่ำในใจอย่างห้ามไม่อยู่ เขาจ้องมองนางแต่ไม่เอ่ยคำใดอีก
ซูหลีสัมผัสได้ถึงอารมณ์โกรธที่ดุดันของเขา ไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่าเหตุใดจึงต้อง
โกรธ? น้ำเสียงของเขา ราวกับว่านางเป็นเด็กใกล้ตัวที่ไม่เชื่อฟังเขา! นางขมวดคิ้ว
ขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางค่อยๆ เย็นชาขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ตงฟางจั๋วพูดขึ้น
อีกครั้ง “วันนี้หากไม่ใช่เพราะข้ามาทันเวลา เจ้าก็จะถูกฝังเป็นศพอยู่ที่นี่ คนเรามี
เพียงชีวิตเดียว หากตายก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้… เจ้ารู้หรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาตื่นตัวและสั่นเครือเล็กน้อยยากจะสังเกตเห็น ความเจ็บปวดที่
เห็นได้รางๆ ผูกแน่นที่หว่างคิ้ว แววตาของเขาซับซ้อน คับแค้นที่จับจ้องใบหน้า
นางแต่ไม่อาจเข้าไปในใจของนางได้
ซูหลีมองเขา จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาเบาๆ คนเรามีเพียงชีวิตเดียว แต่สวรรค์
กลับประทานชีวิตที่สองให้นาง คงเพื่อให้นางกลับมาดูว่าเขาจะเสียใจเพียงไรใน
อนาคต! แม้ว่าวันนี้เขาจะช่วยนาง แต่มิอาจลบล้างความเกลียดชังและความเจ็บ
ปวดที่เขาเคยกระทำต่อนางได้!
“ท่านอ๋องพูดถูกเพคะ ต่อไป หม่อมฉันจะห่วงแหนชีวิตของตัวเองมากกว่านี้
พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอีก! วันนี้ต้อง
ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ช่วยชีวิตหม่อมฉัน ซูหลีเป็นคนแบ่งแย่งชัดเจนในเรื่องบุญ
คุณความแค้น ทุกอย่างที่ท่านอ๋องมอบให้หม่อมฉัน วันข้างหน้าหม่อมฉันจะ
ตอบแทนให้ทุกอย่าง” รวมทั้งบุญคุณ รวมทั้งความแค้น… ต้องมีสักวัน นางจะ
จ่ายกลับคืนให้ทั้งต้นและดอก
นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยน ดูไม่ออกว่ามีเจตนาร้ายหรือเย็นชา
แม้แต่นิดเดียว แต่ตงฟางจั๋วกลับคิ้วกระตุกโดยสัญชาตญาณ เกิดความรู้สึกไม่
วางใจขึ้นมาตงิดๆ แต่เขาไม่สาวความต่อ เพียงคิดตามสิ่งที่นางพูดว่ามอบให้คง
เป็นสิ่งของเหล่านั้นที่เขาให้นาง รวมถึงไข่มุกฝูอวิ๋นเส้นนั้น ดังนั้นจึงก้มหน้าดู แต่
กลับพบว่าข้อมือขาวดั่งหยกนั้นว่างเปล่า แววตาบึ้งตึงทันที่ คว้ามือนางขึ้นถาม
“ไข่มุกฝูอวิ๋นล่ะ? เหตุใดเจ้าจึงไม่สวม? คำพูดของข้า เจ้าฟังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวางั้น
หรือ?”
ซูหลีแววตาสั่นไหว ก้มหน้าตอบรับ “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะเพคะ ไข่มุกฝูอ
วิ๋นเป็นของล้ำค่าแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน ทั้งยังมีน้ำใจของท่านอ๋อง หม่อมฉันจะไม่
ชอบได้เยี่ยงไร! เพียงแต่… เป็นเพราะว่าล้ำค่าเกินไป หม่อมฉันมิกล้าสวมไว้ที่มือ
กลัวว่าหากไม่ระวังจะทำให้สิ่งของล้ำค่าเสียหายได้ เช่นนั้นหม่อมฉันคงรู้สึกผิดต่อ
น้ำใจของท่านอ๋องแย่เลยเพคะ!” กล่าวจบก็ค่อยๆ ช้อนตาขึ้น ใบหน้าเย็นชาของ
ตงฟางจั๋วอ่อนโยนขึ้นมาก
“เจ้าไม่จำต้องเป็นกังวลเรื่องพวกนั้น ข้าให้เจ้าสวม เจ้าก็เพียงแค่สวมมัน ขอ
แค่เจ้าไม่ได้มีเจตนาทำลาย ข้าก็จะไม่ถือโทษเจ้า!” เขาคลายมือนางออก แขนแข็ง
แรงโอบรอบร่างบอบบาง คว้าจับบังเหียน กักหญิงสาวไว้ด้านหน้าลำตัวของเขา
ซูหลีลอบขมวดคิ้ว กลิ่นอายของเขาเผด็จการเหลือเกิน เผด็จการจนทำให้ทุก
ครั้งที่นางเห็นเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความอับอายและความเจ็บปวดที่เขาเคยทำ
กับนาง อยากจะออกจากอ้อมแขนของเขา แต่สติกลับบอกนางว่า เวลานี้ไม่เหมาะ
ที่จะยั่วโมโหเขา ดังนั้นนางจึงทำได้แค่ลอบกำมือแน่น นิ่งเงียบไม่พูดจา
จู่ๆ ตงฟางจั๋วก็ก้มหน้าถามอย่างอารมณ์ดี “เมื่อครู่เจ้าจะไปไหน?”
ซูหลียังไม่ทันตอบรับ หลีเหยาก็เอ่ย “ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันทั้งสองจะไปที่
สุสานพระชายาเพคะ”
ตงฟางจั๋วสีหน้าเปลี่ยนแปลงโดยพลัน ราวกับเพิ่งจะเห็นว่าข้างๆ ยังมีหลี
เหยายืนอยู่อีกคน ถามขณะจ้องซูหลี “เจ้าเป็นคุณหนูจวนอัครเสนาบดี ไปทำอะไร
ที่นั่น?”
ซูหลีตอบด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “เหยาเอ๋อร์บอกว่าวันนี้เป็นวันครบรอบยี่สิบเอ็ด
วันที่พระชายาจากไป นางอยากจะไปไว้อาลัยที่สุสาน ถือเป็นการแสดงความ
กตัญญูแทนท่านหญิง วันนี้เป็นวันแรกที่หม่อมฉันและเหยาเอ๋อร์ถือตนเป็นพี่
น้อง จึงอยากไปเป็นเพื่อนนาง ขอความกรุณาจากท่านอ๋องด้วยเพคะ”
“พวกเจ้า… ถือตนเป็นพี่น้องกันแล้ว?” ตงฟางจั๋วขมวดคิ้วค้างนิ่ง หันไปมอง
หลีเหยาอย่างสงสัย เห็นหลีเหยาพยักหน้ายืนยัน แววตาที่เขามองไปที่นางก็ยิ่งซับ
ซ้อนขึ้น ยกมือขึ้นปัดผมที่ตกอยู่ข้างแก้มซ้ายนาง จ้องมองปานสีแดงที่ถูก
เส้นผมบดบังเงียบๆ อยู่นานสองนาน คล้ายว่ากำลังยืนยันอะไร ผ่านไปครู่หนึ่งก็
พูดขึ้น “แผลของเจ้า… ไม่เป็นไรจริงหรือ?”
ซูหลีส่ายหัวเบาๆ แม้ว่ากายและใจจะเจ็บปวดจนนางอยากสะเทือนสั่น แต่
ใบหน้านางยังคงมีรอยยิ้มผ่อนคลาย พิธีแห่ขบวนศพของเสด็จแม่ในตอนนั้น
นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคือวันไหน! ในฐานะลูกคนเดียวของเสด็จแม่ ทำให้เสด็จแม่เจ็บ
ปวดทรมานจนถึงแก่ความตายก็อกตัญญูมากแล้ว เวลานี้เสด็จแม่พักอยู่ใต้ดิน
อย่างสงบ แต่ฐานะของนางเป็นอุปสรรค เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสงสัยจึงไม่อาจ
เดินทางไปไว้อาลัย ยิ่งอกตัญญูไปกันใหญ่ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยาก เพียง
เพราะบาดแผลแค่นี้นางจะพลาดไปได้อย่างไร?
นั่งตัวตรง ฉวยโอกาสที่เขาไม่ทันระวัง นางพลิกตัวลงจากม้าโดยพลัน ไม่รู้ว่า
เพราะบาดแผลสาหัสหรือไม่ ท่าทางที่เดิมทีควรจะคล่องแคล่ว กลับทำให้นางเกือบ
ล้มลงกับพื้น นางฝืนหยัดตัวยืนตรง แววตาที่ส่องลงมาจากเหนือศีรษะเต็มไป
ด้วยความโกรธ ไม่รอให้เขาปลดปล่อยอารมณ์ นางรีบเอ่ย “หม่อมฉันไม่เป็นไร
เพคะ ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เป็นห่วง! ซูหลี… ยังมีอีกเรื่องที่อยากขอ หวังให้ท่าน
อ๋องให้หม่อมฉันทั้งสองยืมม้าหนึ่งตัวเพคะ”
“เจ้าขี่ม้าเป็น?” ตงฟางจั๋วประหลาดใจอย่างมาก
ซูหลีหลุบตาต่ำพลางตอบ “พอที่จะเดินทางได้เพคะ”
ตงฟางจั๋วเอ่ย “เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด ข้าจะไปส่งเจ้า”
“ขอบพระทัยในความหวังดีของท่านอ๋อง แต่ซูหลี…”
“เจ้ากล้าปฏิเสธข้า?”
“ซูหลีมิบังอาจเพคะ”
“บอกให้เจ้าขึ้นมาก็ขึ้นมา จะปฏิเสธอะไรมากมาย!” ในที่สุดเขาก็หมดความ
อดทน ยื่นมือไปหานางและออกคำสั่ง สีหน้าไม่สบอารมณ์ ราวกับว่าหากนางยัง
กล้าพูดออกมาแม้คำเดียว ก็จะบังเกิดลมพายุโหมกระหน่ำ
เวลานี้มีคนขี่ม้าลงมาจากเนินเขาอย่างเร็ว ตะโกนเสียงดัง “ท่านอ๋อง! ก้อนหิน
นั่นมีคนตั้งใจผลักให้ตกลงมาพ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนตกตะลึง มีเพียงตงฟางจั๋วที่กล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ใครมันใจ
อำมหิตเช่นนี้?”
หวังอันลงจากม้า ก้าวเข้าไปรายงาน “ตอนที่ี่ี่กระหม่อมขึ้นไปบนยอดเขาพบว่า
มีคนหนีไปที่ป่าหลังเขา ที่หน้าผามีร่องรอยเสียดสีจากการผลักหินก้อนใหญ่พ่ะย่ะ
ค่ะ จุดที่ตกลงไป เป็นถนนจุดเดียวกับที่รถม้าผ่าน ดังนั้นกระหม่อมจึงคาดเดาว่า
ก้อนหินที่กระแทกโดนรถม้าต้องมีคนจงใจทำ แต่ว่าคนผู้นั้นหนีไปเร็วมาก
กระหม่อม… จับกุมไม่ทัน ขอท่านอ๋องโปรดอภัย”
ตงฟางจั๋วเอ่ยอย่างเดือดดาล “ใจกล้าเสียจริง! จ้าวสวิน หวังอัน รีบส่งคนไล่
ล่าเต็มกำลัง ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย ข้าล้วนแต่ตบรางวัลให้!”
หวังอันขานรับแล้วจากไป ใจของซูหลียิ่งหนักอึ้งขึ้น หลีเหยายิ่งตื่นตระหนกไม่
มั่นคง เอ่ยพึมพำ “เป็นไปได้อย่างไร? วันนี้ที่มาไว้อาลัยพระชายา มีคนไม่มากที่รู้”
ซูหลีเอ่ยขณะครุ่นคิด “เหยาเอ๋อร์เคยพูดกับใครหรือไม่?”
หลีเหยาส่ายหัว “ไม่เคยนะเจ้าคะ แม้แต่เสด็จพ่อข้าก็ไม่ได้บอก วันนี้ข้าบอกว่า
จะออกไปเยี่ยมพี่ซู เมื่อครู่มองท้องฟ้า เห็นว่ายังพอมีเวลา ถึงได้ตัดสินใจไป
ไว้อาลัยพระชายา พี่ซูออกมาพร้อมกับเหยาเอ๋อร์ แม้แต่คนในจวนอัครเสนาบดี ก็
ไม่มีใครถามว่าพี่สาวจะไปที่ใด”
ซูหลีขมวดคิ้ว ถ้าหากหลีเหยาไม่เคยบอกใครว่าจะมาสุสานพระชายา นางเองก็
ไม่เคยบอกกับผู้ใด รวมถึงโม่เซียง เช่นนั้นผู้ที่ใช้วิธีการลอบทำร้ายแบบนี้… นาง
รู้สึกใจกระตุก มองไปทางคนขับรถอย่างอัตโนมัติ ยังไม่ทันเอื้อนเอ่ย ก็ได้ยินเสียง
ตงฟางจั๋วตะโกนขึ้นแล้ว “เข้ามา จัดการคนต่ำช้านี้ซะ!”