กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 40 )
คนขับรถหน้าถอดสีทันทีที่ได้ยิน ถูกคนล็อกแขน ไม่สามารถขยับเคลื่อนที่ได้
ในชั่วพริบตา จึงตะโกนร้องอย่างต่อเนื่องว่า “กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูหลีจ้องเขาอย่างเย็นชา คนผู้นี้แววตากะพริบพราย มีประกายหลุกหลิก เมื่อ
ครู่ที่ตะโกนร้อง ร่างกายก็สะเทือนสั่น ชัดเจนว่าไม่ใช่คนธรรมดา ครั้นกำลังจะไล่
ต้อนถาม กลับได้ยินเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของตงฟางจั๋ว “ถูกใส่ร้าย? คนที่รู้
การเดินทางของนางทั้งสองมีเพียงเจ้า รอข้าจับคนที่ผลักหินก้อนใหญ่นั่นได้ก่อน
ย่อมรู้เองว่าเจ้าถูกใส่ร้ายหรือไม่! จับมันไปขังคุก ปรนนิบัติให้ดีล่ะ!”
ประโยคสุดท้ายเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและเย็นชา หลังจากเข้าคุกแล้วจะ
กลับออกมาครบสามสิบสองหรือ? จิ้งอันอ๋องโมโหง่าย เมื่อโมโหย่อมมีการทำร้าย
นักโทษที่อยู่ในมือเขา มีกี่คนที่ตายอย่างสงบ? คนขับรถดวงตาถลน พลันหัวเราะ
อย่างน่าเวทนา “ดีมากตงฟางจั๋ว! โหดเหี้ยมใช้ได้!”
“เร็ว!” ซูหลีเห็นสิ่งผิดปกติ พูดไม่ทันจบประโยค คนขับรถผู้นั้นก็เอียงหัว
สำลักเลือดสีดำออกมา หมดลมหายใจเสียชีวิตไปเสียแล้ว!
หลีเหยากรีดร้องตะลึง ซูหลีรีบรุดไปดึงนาง ไม่ให้นางมอง
แววตาตงฟางจั๋วปรากฏประกายอำมหิต “ลากลงไปให้หมากิน! วิธีการตายนี้ดี
เกินไปสำหรับมัน!”
ซูหลีตื่นตะลึง รีบตะโกน “ท่านอ๋องเพคะ บนตัวของคนผู้นี้บางทีอาจจะมี
เบาะแสอะไรบ้าง จะจัดการด้วยวิธีการลวกๆ แบบนี้ไม่ได้นะเพคะ”
ตงฟางจั๋วจ้องนาง เผยสีหน้าคิดไตร่ตรอง “เช่นนั้น… เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”
แววตาของเขาแวววับถึงเพียงนั้น ทำให้ซูหลีก้มหน้าลงอย่างไม่รู้ตัว “หม่อม
ฉันคิดว่า ไม่ว่าคนผู้นี้จะก่อเหตุเพราะคุณหนูหลีหรือเพราะหม่อมฉัน ล้วนต้องเป็น
คนใน ต้องตรวจสอบให้กระจ่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก” วิธีฆ่าตัวตาย
ของชายผู้นี้โหดเหี้ยมขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน แม้ว่าเมื่อนานมาแล้ว
ตัวซูหลีจะออกเดินทางอยู่บ่อยๆ แต่ประสบการณ์ยังตื้นเขินนัก ครุ่นคิดอยู่นานก็
ยังไม่รู้ตัวตนของคนผู้นี้ ในเลือดสีดำนั่นมีกลิ่นของเฮ่อติ่งหง [1] แน่นอนว่าถูก
ซ่อนอยู่ใต้ลิ้น เมื่อทำภารกิจล้มเหลวก็ต้องปลิดชีพตัวเอง มีเพียงนักรบพลีชีพ
และนักฆ่าเท่านั้นที่ทำแบบนี้
ตงฟางจั๋วหรี่ตาลงเล็กน้อย โบกมือและเอ่ย “ตกลง ทำตามที่เจ้าบอก เอาศพ
ของคนผู้นี้กลับไปชันสูตร ตรวจสอบให้กระจ่าง”
ผู้ใต้บังคับบัญชารีบปลีกตัวออกไปหลังรับคำสั่ง
ตงฟางจั๋วยื่นมือไปหาซูหลี “ขึ้นมา!” ใบหน้าบึ้งตึงนั้นแฝงซ่อนไปด้วยอารมณ์
หงุดหงิดและความขุ่นเคืองที่ใกล้ปะทุ
ซูหลีขมวดคิ้วเข้ม เอ่ยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ “ท่านอ๋อง ซูหลีขอพูดอะไรหน่อย
ได้หรือไม่เพคะ?”
ตงฟางจั๋วมองนางด้วยแววตาคร่ำเครียด ไม่เอ่ยคำใด คล้ายอยากลองฟังว่า
นางจะให้เหตุผลอะไรที่ปฏิเสธเขาได้อย่างสมเหตุสมผล
ซูหลีทอดถอนใจและเอ่ย “ไม่ใช่ว่าซูหลีไม่ให้เกียรติ หรือมีเจตนาปฏิเสธท่าน
อ๋อง แต่ว่าเวลานี้ ณ ที่แห่งนี้นอกเหนือจากซูหลีแล้วยังมีคุณหนูหลี! ที่นี่ไม่มีรถม้า
นางขี่ม้าไม่เป็น หากซูหลีไปกับท่านอ๋อง เช่นนั้นเหยาเอ๋อร์จะทำเช่นไร? ท่านคงไม่
ให้คุณหนูแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋องขี่ม้าร่วมกับคนของท่านหรอกใช่หรือไม่เพคะ? ถ้า
หากลือออกไป ไม่เพียงแต่จะไม่เป็นผลดีต่อจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง ยิ่งจะส่งผลเสียต่อ
ชื่อเสียงของท่านนะเพคะ! ดังนั้น… ท่านอ๋องโปรดอภัยในความเสียมารยาทของซู
หลีด้วยเถิดเพคะ!”
ตงฟางจั๋วตะลึงเล็กน้อย เหตุผลนี้ดูเหมือนจะไร้ที่ติ ชื่อเสียงอะไรนั่น เขาไม่
เคยแยแส เพียงแต่เซ่อเจิ้งอ๋อง เขาจะไม่ให้ความสำคัญไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ทางฝั่งเสด็จแม่…
“หลีเหยา เจ้าขี่ม้าไม่เป็นหรือ?” เขาขมวดคิ้วถาม ซักถามน้ำเสียงตำหนิ คล้าย
กับมีอีกหนึ่งความหมายแฝงอยู่ ‘เหตุใดเจ้าจึงขี่ม้าไม่เป็น!’
หลีเหยาส่ายหัว เอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็นเพคะ” พูดจบก็ก้มหน้าลง สีหน้าลำบาก
ใจเล็กน้อย
ตงฟางจั๋วเหลือบมองนาง สายตามีประกายเอือมระอาพาดผ่านอย่างจับ
สังเกตไม่ได้ หันไปกล่าวกับซูหลีด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี หาก
ตกลงไปอีกครั้งไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้แล้ว” พูดจบก็ควบม้าออกตัวไปยัง
สุสานพระชายาก่อน
สุสานพระชายาพื้นที่กว้างใหญ่ ทางทิศใต้มีประตูใหญ่ที่ทำจากหินอ่อนสีขาว
ตั้งตระหง่าน แกะสลักสวยงาม เป็นแถวเรียงราย ข้ามผ่านประตูใหญ่เข้าไปเป็น
ศาลสักการะ เวลานี้ประตูใหญ่เปิดออก คนเฝ้าสุสานรู้จักหลีเหยาและตงฟางจั๋ว
รีบคุกเข่าถวายคำนับกับพื้นทันที
ทั้งสามเข้าสู่ศาลสักการะ ทันทีที่ซูหลีเห็นแผ่นป้ายด้านหน้า ความเจ็บปวด
ทรมานสุดขีดก็แผ่ปกคลุมความคิดนางโดยพลัน นางแทบจะวิ่งเข้าไปตะโกนเรียก
ท่านแม่อย่างอดกลั้นไม่ไหว บอกกับท่านแม่ว่านางทรมานเพียงใด แต่ว่า… เมื่อ
นึกถึงคนที่อยู่ข้างๆ นางก็ฝืนชะงักฝีเท้า ห้ามบุ่มบ่าม แม้นว่าในใจจะทุกข์ทรมาน
เพียงใด นางก็ต้องใจเย็น! มีเพียงใจเย็นเท่านั้น นางถึงจะมีโอกาสล้างมลทินให้ตัว
เอง และแก้แค้นให้ท่านแม่!
เสด็จแม่ ซูซูที่ท่านอยากเห็นคือซูซูที่เป็นแบบนี้ใช่หรือไม่?
ใจเย็น มีสติปัญญา มีความสามารถในการปกป้องตัวเอง ไม่ยอมให้ตนเองถูก
ทำร้ายได้ง่ายๆ อีกแล้ว… เสด็จแม่ ลูกทำได้แน่ ต้องทำได้แน่ นางกำมือแน่น ให้
คำสาบานเงียบๆ คุกเข่าคำนับตามหลีเหยา ตอนที่ี่ีลุกขึ้น หลีเหยาหันมากอดนาง
และร้องไห้คร่ำครวญ
“พี่ซู ข้าเป็นทุกข์มากจริงๆ!”
ซูหลีพยายามระงับอารมณ์เศร้าโศก ปลอบนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คนที่
ตายไปแล้วฟื้นคืนชีพไม่ได้ เหยาเอ๋อร์อย่าเสียใจไปเลย”
หลีเหยาส่ายหัวร่ำไห้ “พี่ซูคงไม่รู้ว่าพระชายาปฏิบัติต่อข้าเหมือนเป็นลูกแท้ๆ
ของพระนาง… แม้ว่าคนในวังจะเคารพยำเกรงพระนาง แต่ข้าไม่เคยเห็นพระนาง
ดุด่าใครเลย! พระนางอ่อนโยนเสมอ แม้นมีความกลัดกลุ้มปรากฏให้เห็นที่หว่าง
พระขนง พระนางเป็นคนที่ดีขนาดนั้นเลย ดีเหมือนกับพี่สาว แต่ทำไมพระผู้เป็นเจ้า
ถึงไม่ยุติธรรมกับพวกเขา! มันเป็นเพราอะไรกัน พี่สาว…”
เสียงร้องไห้ทุกข์ทรมานของหลีเหยา ปลุกกระตุ้นความเศร้าโศกที่นาง
พยายามระงับไว้ให้ทะลักในชั่วพริบตา น้ำตาใกล้จะไหลรินออกมา นางรีบแหงน
หน้าขึ้น กัดริมฝีปากแน่น อดกลั้นไว้อย่างยากลำบาก
พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรมต่อนางจริงๆ แต่ว่าในโลกใบนี้ มีเพียงผู้ที่มีความ
สามารถเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่ายุติธรรม คิดพึ่งพระผู้เป็นเจ้ามีแต่จะเดินไปสู่
หนทางแห่งความตาย ประสบกับเรื่องมากมายขนาดนี้ นางเข้าใจหลักเหตุผลนี้
แล้ว เทียบกับการกล่าวโทษพระผู้เป็นเจ้า ไม่สู้ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นดีกว่า นาง
ตบหลังหลีเหยาเบาๆ นางอยากอยู่ตามลำพังกับท่านแม่สักครู่ แต่ในสถานะนี้…
นางก้มหน้าทอดถอนใจ หางตาเหลือบเห็นตงฟางจั๋วยืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้า
เรียบเฉย ไม่รู้ว่าคิดเรื่องอะไรถึงได้เหม่อลอยแบบนั้น เทียบกับหลีเหยาที่ร้องไห้
คร่ำครวญ เขาสงบเกินไป เย็นชาราวกับเป็นคนนอก ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกทิ่ม
แทงใจ ถ้าไม่ใช่เพราะบุรุษผู้นี้ ทุกอย่างคงไม่เป็นแบบนี้! ความอาฆาตแค้นพุ่ง
ทะยานขึ้นในใจ นางพยายามระงับมันลงไปทีละนิด
คล้ายสัมผัสได้ถึงสายตาของนาง ตงฟางจั๋วจึงหันมามองนาง
ซูหลีเอ่ย “ท่านอ๋องไม่มาเคารพพระชายาเซ่อเจิ้งอ๋องหรือเพคะ? พระนางเคย
เป็นพระสัสสุ [2] ของท่านอ๋องนะเพคะ!” เสียงของนางสงบมาก อารมณ์บน
ใบหน้าก็ปกปิดได้ดีมาก แต่ความโศกเศร้าที่เอ่อล้นออกมารอบกายก็ยังถูกความ
เฉียบแหลมของเขาจับได้
พระสัสสุ?! ตงฟางจั๋วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ แต่เขาบีบให้ตัวเองมองข้าม พลาง
ขมวดคิ้วเอ่ยถาม “ดูเหมือนเจ้าเสียใจมาก?”
ซูหลีเอ่ย “ใช่เพคะ”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะว่าพระนางเป็นมารดาผู้ยิ่งใหญ่! ตอนที่ี่ี่ทุกคนเหยียบย่ำด่าทอท่าน
หญิงอย่างไร้ปรานี มีเพียงพระนางเท่านั้นที่เชื่อในความบริสุทธิ์ของท่านหญิง! นี่
ไม่ใช่แค่ความรักของมารดาที่มีต่อลูกตัวเองเท่านั้น มันคือความเข้าใจ หลักฐาน
มัดแน่นดั่งภูผาในสายตาคนอื่น เทียบไม่ได้กับความเชื่อใจที่พระนางมีต่อธิดาของ
ตนเอง! ดังนั้นหม่อมฉันจึงเลื่อมใสในตัวพระชายา รู้สึกเสียใจและเสียดายต่อการ
ตายอันน่าเศร้าสลดของพระนาง” เมื่อพูดประโยคเหล่านี้จบ ซูหลียังคงสีหน้าสงบ
แต่ในใจนั้นเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดแทง
ติ่
นึ่
1 เฮ่อตึ่งหง คือ ยาพิษชนิดหนึ่งในสมัยโบราณ 2 พระสัสสฺหมายถึง แม่ยาย