กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 41 เซ่นไหว้พระชายา
เพราะรักจึงเข้าใจ เพราะรักจึงเชื่อใจ…
สายตาของตงฟางจั๋วพลันแปรเปลี่ยน เขาจ้องหน้านาง และเอ่ยถาม “เจ้ารู้
เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?”
ซูหลีตอบ “วันที่ติดตามเจิ้นหนิงอ๋องไปที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋อง หม่อมฉันเห็นกับตา
ความเจ็บปวดของคนผมหงอกที่ต้องส่งคนผมดำ ยามนั้นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
ล้วนสะเทือนใจไม่ต่างกัน… พระชายาไม่เชื่อว่าท่านหญิงจะทำเรื่องเสื่อมเสียดังที่
คนนอกเล่าลือ ยิ่งไม่เชื่อว่าท่านหญิงจะกระโดดแม่น้ำปลิดชีพตนเองเพราะไม่มี
หน้าพบผู้คนอีก นางยืนหยัดจะเปิดโลงพิสูจน์ศพให้ได้ แต่เมื่อเห็นร่างกายที่เต็ม
ไปด้วยบาดแผลของท่านหญิง และร่องรอยที่บ่งบอกว่าถูกผู้อื่นกระทำชำเราอย่าง
ชัดเจน… พระชายาเศร้าโศก และโกรธเกรี้ยวอย่างไม่อาจควบคุม ถึงขั้นกระอัก
เลือด และสิ้นใจอยู่ข้างโลงศพของท่านหญิง!”
สายตาเย็นยะเยือกของนางจับจ้องไปยังใบหน้าที่ค่อยๆ ซีดเผือดขึ้นของตง
ฟางจั๋ว ทุกคำพูดทุกประโยค สงบนิ่งดั่งเรื่องที่กำลังพูดไม่เกี่ยวกับตนเองแม้แต่
น้อย นางเอ่ยต่อว่า “พระชายากับท่านหญิง ล้วนตายตาไม่หลับ!”
มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อผ้าตาดชั้นดี กระตุกสั่นอย่างแรง ตงฟางจั๋วมอง
ดวงตาที่ไร้ซึ่งความรู้สึกคู่นั้น พลันรู้สึกหายใจติดขัด หัวใจคล้ายถูกมือนิ่มนวลคู่
หนึ่งบีบรัดแน่น เจ็บปวดยากบรรยาย
“เช่นนั้น… นางฆ่าตัวตายจริงหรือไม่?” ได้ยินตนเองถามนางเช่นนั้น เสียง
ของเขาถึงขั้นสั่นเครือ ราวกับไม่ใช่เสียงของเขาเองอย่างไรอย่างนั้น
ซูหลีไม่ได้ตอบทันที่ นางแหงนหน้าสูดหายใจลึกๆ หลีเหยาหยุดร้องไห้แล้ว
ยามนี้กำลังฟุบหน้ากับอกนางเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งซูหลีจึงค่อยเค้นเสียงพูดออก
มา “ไม่ทราบเพคะ” น้ำเสียงหนักหน่วง ราวกับถูกภูเขาหลายลูกกดทับเอาไว้
ทั้งที่หลีซูถูกสังหารตายด้วยดาบ ทุกคนกลับพูดกันว่านางฆ่าตัวตาย เดิมที
เรื่องนี้ก็น่าแปลกมากแล้ว ฉะนั้นนางไม่อาจให้ผู้ใดรู้เรื่องที่หลีซูไม่ได้ฆ่าตัวตาย
ก่อนที่ความจริงจะถูกตรวจสอบ นางจำต้องระแวดระวังคนทุกผู้คนไว้ก่อน
เห็นตงฟางจั๋วหลุบเปลือกตา สีหน้าหดหู่ ซูหลีพลันหัวเราะ “ท่านอ๋องเคยคิด
หรือไม่เพคะ หากตอนนั้น ท่านให้ความรักและความเชื่อใจแก่ท่านหญิงมากกว่านั้น
สักหน่อย บางทีนางอาจมิต้องตาย?”
“หุบปาก!” ราวกับสะกิดถูกบาดแผล ตงฟางจั๋วพลันเงยหน้า ตะคอกอย่าง
เกรี้ยวกราด สีหน้าซีดขาวดั่งกระดาษ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
ซูหลีคล้ายไม่เห็นและไม่ได้ยิน ยังคงกล่าวต่อ “ถ้าหากท่านหญิงไม่ตาย พระ
ชายาก็คงไม่ต้องสิ้นใจตาม…”
“ข้าบอกให้เจ้าหุบปาก ยังกล้าพูดอีก!” เขาพลันยื่นมือไปบีบคอนางแน่น
ถลึงตาจ้องหน้านางอย่างเดือดดาล ส่วนลึกในดวงตากลับมีคลื่นอารมณ์ที่ตรง
กันข้ามอย่างสิ้นเชิงซ่อนเร้นอยู่
ซูหลีเชิดคางสูง สายตาแข็งกร้าวและเย็นเยียบ พาให้ตงฟางจั๋วรู้สึกลนลาน
อย่างน่าประหลาด รอยยิ้มที่มุมปากของนางราวกับกำลังถามเขาว่า ‘ตงฟางจั๋ว
ท่านกำลังกลัวสิ่งใด?’ หัวใจเขาพลันสะท้านวาบ ดวงตาเบิกโพลงหายใจติดขัด รีบ
ชักมือกลับ ก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ราวกับต้องการหลีกหนีจากความสับสน
ลนลาน และอารมณ์ป่วนพล่านที่ปิดไม่มิด
ซูหลีจ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างเย็นชา มุมปากผุดรอยยิ้มเยือกเย็น ไม่
เอ่ยสิ่งใดอีก
หลีเหยาร้องอย่างตกใจ “ท่านอ๋อง! พี่ซู ท่าน… ท่านอ๋องไปแล้ว แล้วพวกเรา
จะกลับอย่างไรเล่า?”
ซูหลีไม่เอ่ยอะไร
หลีเหยากล่าว “ข้าจะไปตามท่านอ๋องกลับมา!” เอ่ยจบก็รีบวิ่งตามไป ซูหลียืน
นิ่งอยู่ที่เดิม ทอดมองออกไป ตงฟางจั๋วบันดาลโทสะสุดขีด อุ้มหลีเหยาโยนขึ้น
หลังม้าขององครักษ์ประจำกายอย่างฉุนเฉียวรำคาญ ก่อนจะพุ่งตัวจากไปอย่าง
รวดเร็ว นางพลันรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
ในที่สุด นางก็มีเวลาอยู่กับมารดาตามลำพังแล้ว ไม่ต้องฝืนแสร้งทำเป็นสงบ
นิ่งอีก
เดินออกจากแท่นเซ่นไหว้ มาคุกเข่าตรงหน้าหลุมศพ ซูหลีไม่ได้ร่ำไห้ เพียง
หวนรำลึกถึงเสียงพูดและรอยยิ้มของมารดายามยังมีชีวิตอยู่ สิ่งเหล่านั้นหล่อ
หลอมความกล้าทำให้นางยังยืนหยัดและมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ครานี้นางถึงกับคุกเข่า
อยู่อย่างนั้นจนถึงยามค่ำ
บาดแผลบนร่างกายทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ขาทั้งสองข้างชาจนไร้
ความรู้สึก ราวกับไม่ใช่ขาของนาง ซูหลีพยายามลุกขึ้น ขยับขาทั้งสองข้าง ย้ายไป
นั่งอยู่ด้านหลังหลุมศพ นางซบกายลงบนดินซึ่งเป็นที่พักพิงของมารดา ค่อยๆ
ขดตัวกลม ทำท่าเหมือนยามที่ยังอยู่ในอ้อมอกของมารดาในวันวาน
ไอเย็นเยียบแผ่กำจายออกมาจากหลุมฝังศพ ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนังของนางที
ละน้อยๆ ไม่นาน ร่างกายของนางก็เย็นไปทั้งตัว แต่ซูหลีกลับไม่แยแส ได้อยู่ข้าง
มารดาอย่างไร้ซึ่งความกังวลใดๆ โอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
คนเฝ้าสุสานดับไฟเข้านอนไปนานแล้ว รอบด้านเงียบสงัด นางแหงนหน้ามอง
ผืนฟ้ายามราตรีกาล สายลมเย็นระลอกหนึ่งพัดผ่านข้างหู เสียงหวีดหวิวครวญ
ครางเล็กแหลม คล้ายเสียงคร่ำครวญจากก้นบึ้งหัวใจที่ไม่อาจเปล่งออกมา อยู่ๆ
นางก็รู้สึกง่วงงุน ขณะกำลังหลับตา ทันใดนั้น เงาร่างของคนผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามา
จากที่ไกลๆ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ทว่ากลับไร้ซุ่มเสียง
ซูหลีชะงักไปเล็กน้อย รีบซุกซ่อนตัวเองทันที่ ก่อนจะเงี่ยหูฟังและลอบสังเกต
ผู้มาอย่างระมัดระวัง
ดึกป่านนี้แล้ว ผู้ใดกัน?
ท่ามกลางความมืด นางมองเห็นอะไรไม่ชัดเจน มองเห็นเพียงรางๆ ว่าเป็นเงา
ร่างบอบบางสูงเพรียว น่าจะเป็นสตรีนางหนึ่ง สตรีนางนั้นเมื่อมาถึงหน้าหลุมศพ
ก็พลันคุกเข่าลง คลื่นอารมณ์ของนาง แม้แต่ซูหลีที่อยู่ด้านหลังหลุมศพยังรับรู้ได้
“นายหญิง ขออภัย จิ้งหวั่นมาช้าเกินไป!”
เป็นน้าจิ้งหวั่น! ซูหลีแทบหลุดร้องออกมาด้วยความตกใจ นางรีบยกมือ
ปิดปากตนเอง ได้ยินเพียงเสียงจิ้งหวั่นเอ่ยต่อ “… ท่านมักจะพูดเสมอว่าเซ่อเจิ้
งอ๋องมีพระคุณต่อท่านดั่งขุนเขา แต่ในหัวใจของเขา ท่านกลับเทียบไม่ได้กับ
อำนาจและแคว้นของเขาเลยแม้แต่น้อย! ท่านไม่โกรธแค้นเขา แต่จิ้งหวั่นกลับไม่
อาจทำเช่นนั้นได้… หากมิใช่ท่านอ๋องพยายามผลักดันให้คุณหนูแต่งงานกับตง
ฟางจั๋ว เรื่องทั้งหมดนี้คงไม่เกิดขึ้น!”
ซูหลีไม่เคยเห็นจิ้งหวั่นมีอารมณ์พลุ่งพล่านเช่นนี้มาก่อน ในความทรงจำของ
นาง จิ้งหวั่นมีบุคลิกคล้ายกับมารดาของนาง สงบนิ่งแลเยือกเย็น ไม่ค่อยแสดง
อารมณ์ความรู้สึกมากนัก ทว่าคำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์เช่นนี้ ซูหลีได้ยินยังใจ
เต้นรัว ยากจะควบคุมตนเอง
จิ้งหวั่นคล้ายกำลังพยายามข่มกลั้นความทุกข์ในใจอย่างเต็มที่ น้ำเสียงของ
นางเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “นายหญิงชาติกำเนิดสูงส่ง ทว่ากลับต้องด่วนจาก
ไป เคยถูกผู้อื่นหลอกลวง รังแก… ยามที่สิ้นหวังที่สุด ท่านยังไม่เคยล้ม ข้ารู้ว่า
นั่นล้วนเป็นเพราะคุณหนู! ความปรารถนาสูงสุดของท่าน คือหวังอยากมอบ
ครอบครัวอันอบอุ่นให้แก่คุณหนู ให้นางเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขท่ามกลาง
ความรักจากสองบุพการี ฉะนั้นท่านจึงเลือกท่านอ๋อง… แต่สุดท้ายเรื่องกลับ
ตาลปัตร ท่านจึงไม่อาจรับได้ ทั้งหมดนี้จิ้งหวั่นทราบดีแก่ใจ หลายปีมานี้ มีเพียง
จิ้งหวั่นที่เข้าใจความทุกข์ใจของท่านดีที่สุด…”
ซูหลีได้ยินก็อึ้งงัน ความทุกข์ใจของมารดางั้นหรือ?
จิ้งหวั่นพลันหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ หลังชักออกมาก็กรีดลง
กลางฝ่ามือ คมมีดวาววับอาบไล้ด้วยสีแดงสดของหยาดเลือด ซูหลีแทบหลุดปาก
หวีดร้องตกใจ
“จิ้งหวั่นวางแผนทุกอย่างไว้อย่างดีแล้ว จากนี้ไปจะไม่ขอรั้งอยู่ที่จวนเซ่อเจิ้งอ๋
องอีกต่อไป เรื่องที่ท่านมอบหมายให้จิ้งหวั่นไปตรวจสอบ แม้นต้องแลกด้วยชีวิต
จิ้งหวั่นก็จะสืบให้ละเอียดทุกซอกมุม! วันนี้ จิ้งหวั่นขอสาบานต่อหน้าหลุมฝังศพ
ของท่าน ขอนายหญิงโปรดวางใจ ความปรารถนาทั้งสองข้อของท่าน จิ้งหวั่น
แม้นตายก็จะทำให้ท่านสมปรารถนาให้ได้!”
ความปรารถนาสองข้อ… ซูหลีชะงักงันไปอีกหน ข้อหนึ่งคือคำสั่งให้สืบหา
ความจริงที่นางถูกใส่ร้ายจนตาย แล้วอีกข้อเล่า?
เสียงโขกศีรษะบนแท่นหินดังสนั่น น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว และแผ่นหลังอันแน่วแน่
ของจิ้งหวั่น สลักลึกลงในดวงใจของซูหลีในค่ำคืนนี้ น้ำตาพรั่งพรูอีกครั้ง มิอาจ
หักห้ามใจได้อีก จิตใจอันเย็นยะเยือกดั่งน้ำแข็งของซูหลี รับรู้ถึงไออุ่นเบาบางที่
แทรกซึมเข้ามาอีกหน
ไม่รู้ว่านั่งอยู่อย่างนี้นานเท่าไรแล้ว ท้องฟ้าคล้ายใกล้จะรุ่งสาง ซูหลีเงยหน้า
มองผืนฟ้าที่มืดสนิทดั่งน้ำหมึก น้ำตาที่เคยหลั่งรินแห้งเหือดจนตึงผิว