กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 42 ตัวตนของหวั่นซิน
ห่างออกไป แสงสีขาวสลัวดวงหนึ่งปรากฏขึ้น ยามนี้ มีเสียงฝีเท้าบางเบาดัง
ขึ้นอีกครั้ง
ซูหลีระแวดระวัง รีบหมุนกายหันไป
ผืนฟ้ายามราตรีมืดมิดวังเวง ทุกสิ่งรอบกายเงียบสงัด คนผู้นั้นยืนอยู่ภายใต้
แสงจันทร์สีขาวนวล สวมอาภรณ์สีเขียวทั้งร่าง สีหน้าสับสนปรวนแปร กลับเป็น
หวั่นซิน!
ซูหลีรีบเก็บงำความเจ็บปวดไว้ในใจ ลอบเตือนตัวเองในใจ ความอ่อนแอเช่นนี้
นับจากนี้มิอาจปล่อยให้เกิดขึ้นอีกแล้ว! ความเย็นชาผุดขึ้นบนพวงแก้มซีดขาว
นางสงบจิตใจ หยัดกายลุกขึ้นก่อนเอ่ยถาม “เจ้ามาได้อย่างไร?”
หวั่นซินก้มหน้าตอบ “หวั่นซินกลับจวน ได้ยินโม่เซียงบอกว่าคุณหนูมาเซ่นไหว้
ศพพระชายาในเซ่อเจิ้งอ๋องเป็นเพื่อนคุณหนูหลีเหยา เห็นยังไม่กลับจวนเสียที่ จึง
มาดูเจ้าค่ะ”
ซูหลีตอบรับ “อืม” เบาๆ ก้าวเท้าหมายเดินไปเบื้องหน้า เพิ่งจะก้าวเท้า พลัน
รู้สึกเจ็บหัวใจอย่างรุนแรง เลือดสายหนึ่งไหลออกจากกลีบปากบาง
หวั่นซินตื่นตกใจ รีบเข้าไปประคองซูหลี กล่าวอย่างร้อนใจ “คุณหนูเป็นอะไรไป
เจ้าคะ?”
นางเจ็บทรวงอกราวกับจะฉีกขาด สายตามืดมัว ซูหลีกำแขนของหวั่นซินแน่น
อดกลั้นอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยสูดหายใจ เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ข้า… เมื่อบ่ายตอนที่ี่ี่ข้านั่ง
รถม้ามาที่นี่ เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นที่หุบเขา ไม่ทันระวัง… จึงได้รับบาดเจ็บเล็ก
น้อย”
นางพูดคล้ายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ดูจากสีหน้าที่ซีดขาวถึงเพียงนี้ของนาง
เห็นชัดว่าได้รับบาดเจ็บจากภายใน กลับสามารถยืนหยัดมาจนถึงตอนนี้ได้! หวั่นซิ
นขมวดคิ้วแน่น ไม่พูดพร่ำทำเพลง ประคองซูหลีให้นั่งลงบนพื้นอย่างมั่นคง พลิก
ฝ่ามือทั้งสองข้าง ทาบลงใจกลางแผ่นหลังนาง
ไออุ่นร้อนสายหนึ่งแผ่กระจายไปทั่วร่างกาย เยียวยาความเจ็บปวดที่หัวใจนาง
ได้อย่างน่าประหลาด ผ่านไปครู่หนึ่ง เม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายบนหน้าผากหวั่นซิน
เมื่อรู้สึกได้ว่าลมปราณของซูหลีมั่นคงแล้ว จึงค่อยคลายมือออก
ซูหลีร่างกายอ่อนแรง เอนกายล้มสู่อ้อมกอดของหวั่นซิน หอบหายใจ เอ่ยว่า
“สถานที่แห่งนี้รั้งอยู่นานไม่ได้ มีเรื่องใด… กลับจวนค่อยคุยกัน”
โม่เซียงเฝ้ารออยู่ที่สวนด้านนอกทั้งคืน ร้อนใจดั่งไฟสุมอก เดินวนรอบเรือน
ไม่รู้กี่หน เมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง ซูหลีกับหวั่นซินจึงค่อยกลับจวนมาอย่าง
เงียบเชียบ ทั้งสองรีบประคองนางขึ้นเตียงเพื่อนอนพัก โม่เซียงช่วยนางทายา
อย่างใส่ใจ ด้วยกลัวว่าจะทิ้งแผลเป็นไว้บนผิวเนียนขาว
ซูหลีเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ ไม่นานนางก็เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสะลึมสะลือ
จนกระทั่งถึงยามพลบค่ำจึงค่อยตื่น บาดแผลยังคงรู้สึกปวดแปลบรางๆ โม่เซียง
เห็นนางตื่นแล้วก็ดีใจยิ่งนัก รีบปรนนิบัติให้ซูหลีกินข้าวปลา
ซูหลีเห็นหวั่นซินยืนอยู่อีกด้าน คล้ายมีเรื่องในใจ จึงเอ่ยเสียงเรียบ “โม่เซียง
เก็บสำรับเถิด ข้าอยากพักผ่อน หวั่นซินอยู่คุยเป็นเพื่อนข้าก่อน”
โม่เซียงเก็บสำรับอาหารและออกจากห้องไป หวั่นซินยกน้ำชามายื่นให้ เงียบ
งันไร้คำพูด ซูหลีรับแก้วชาไป เอ่ยถามโดยไม่เงยหน้ามอง “ทำไม? หรือว่าเจ้าไม่มี
เรื่องใดอยากเอ่ยกับข้า?”
‘ตึง’ หวั่นซินกลับคุกเข่าลงกับพื้นอย่างแรง ซูหลีสะดุ้ง ช้อนตามองนาง พบว่า
หวั่นซินมีสีหน้าคล้ายสำนึกผิดรางๆ
“วันนั้นหวั่นซินประมาทเกินไป ทำให้คุณหนูตกอยู่ในอันตราย คุณหนูโปรด
ลงโทษหวั่นซินด้วยเถิดเจ้าค่ะ!” ยามนั้นสถานการณ์บีบบังคับ หวั่นซินไร้ซึ่งทาง
เลือกอื่นแล้วจริงๆ และไม่นึกว่าอยู่ๆ ซูหลีจะผลักหลีเหยาออก ยิ่งไม่นึกว่าซูหลีจะ
จำนางได้อย่างง่ายดายปานนั้น! นอกจากนั้นซูหลีไม่ลนลานหรือหวาดกลัวใดๆ
กลับช่วยเหลือนางให้หลุดพ้นจากอันตราย ซูหลีในยามนี้ เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน
อย่างสิ้นเชิงแล้วจริงๆ!
ซูหลีสายตาไหวระริกเล็กน้อย นางกลับยอมรับอย่างง่ายดาย! “เรื่องในวันนั้น
ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เป็นข้าไม่ระวังเอง เจ้าไม่จำเป็นต้องเก็บไปใส่ใจ ยิ่งไปกว่า
นั้น… ก่อนหน้านั้นเจ้าเคยเตือนข้าแล้วว่าให้อยู่ห่างจากตงฟางเจ๋อไว้” นิ่งเงียบไป
ครู่หนึ่ง นางเอ่ยต่ออีกหนว่า “หลายปีมานี้ เจ้าปกป้องและดูแลข้าอย่างสุดกำลัง
เสมอ ข้ารู้ดีแก่ใจ เพียงแต่… ตัวตนของเจ้า เหนือความคาดหมายของข้ายิ่งนัก”
คำพูด เอ่ยอย่างไว้หน้า ทว่าสายตาคมปลาบของนาง กลับฉาบไว้ด้วยความ
กดดันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หวั่นซินถอนหายใจ “เรื่องมาถึงขั้นนี้ หวั่นซินมิกล้าปิดบังกับคุณหนูอีกแม้แต่
น้อย”
ซูหลีมองนาง ไม่ได้เอ่ยอะไร รอฟังนางกล่าวต่อ
แววเศร้าโศกพาดผ่านดวงตาหวั่นซิน เมื่อนางเริ่มเล่าเรื่องชาติกำเนิดของ
ตนเอง “เดิมทีบ่าวเป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ร่อนเร่ข้างถนนมาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่มี
บ้านให้กลับ ยามอายุได้สิบปีก็ถูกคนผู้หนึ่งชุบเลี้ยง เขาดีกับบ่าวมาก อบรมเลี้ยงดู
บ่าวอย่างดี เพียงแต่พออายุได้สิบหกปีจึงเพิ่งรู้ ที่แท้เขาก็คือเจ้าสำนักเฉินเหมินผู้
เลื่องชื่อลือชาในยุทธภพ!”
ซูหลีอดสะท้านวาบในใจไม่ได้ เฉินเหมิน?! นั่นคือสำนักอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียง
คับฟ้ามิใช่หรือ! มิน่าเล่าปิ่นปักผมของนางจึงมีกลิ่นยานอนหลับของเฉินเหมิน
ซ่อนอยู่ด้วย นึกดูแล้วคงเป็นหวั่นซินเตรียมไว้ให้ซูหลีใช้ป้องกันตัว
คำเล่าลือกล่าวว่าวิทยายุทธ์ของเจ้าสำนักเฉินเหมินนั้นไร้เทียมทาน ฝีมือ
ร้ายกาจ เลี้ยงชีพด้วยการรับภารกิจลอบสังหารเป็นหลัก มีสี่นักฆ่าผู้ยิ่งใหญ่อยู่ใน
สำนัก ไม่ว่าปุถุชนคนธรรมดา หรือชนชั้นสูง ขอเพียงท่านมีกำลังทรัพย์มากพอ ก็
ไม่มีผู้ใดที่เฉินเหมินไม่กล้าลงมือ! ใต้หล้าเมื่อเอ่ยถึงเฉินเหมิน ไม่ว่าผู้ใดสีหน้าล้วน
เปลี่ยน
ซูหลีถามหยั่งเชิง “เช่นนั้นเจ้า… ต่อมาจึงกลายเป็นมือสังหาร?” เจ้าสำนักเฉิน
เหมินผู้นั้นร้ายกาจถึงเพียงนี้ มิใช่เพียงคำเล่าลือ เขาต้องเล็งเห็นถึงคุณสมบัติอัน
ยอดเยี่ยมของหวั่นซินแน่นอน เขารู้ว่านางคือต้นกล้าชั้นดีในการฝึกฝนวิทยายุทธ์
จึงได้รับเลี้ยงนาง รอจนนางเติบใหญ่ก็จะสามารถถวายชีวิตให้ตนเอง!
หวั่นซินพยักหน้า เอ่ยตอบเสียงจริงจัง “หวั่นซินคือหนึ่งในสี่นักฆ่าผู้ยิ่งใหญ่
เจ้าค่ะ”
ซูหลีอึ้งงัน เอ่ยอย่างตกตะลึง “มิน่าเล่าเจ้าถึงได้มีฝีมือร้ายกาจเช่นนี้ ถ้าเช่น
นั้น คนในสำนักเฉินเหมินมิใช่ว่ามีแต่ยอดฝีมือไร้เทียมทานหรอกหรือ?”
หวั่นซินขมวดคิ้วครุ่นคิด “คนในสำนักไม่ค่อยรู้จักหรือคุ้นเคยกันนัก ทุกครั้งที่
ทำภารกิจ เจ้าสำนักจะเป็นผู้ออกคำสั่ง เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นก็แยกย้ายกัน เรื่องอื่น
บ่าวจึงไม่ค่อยกระจ่างนักเจ้าค่ะ”
ซูหลีพยักหน้าเบาๆ ก่อนพิจารณาครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างฉงน “ด้วยความ
สามารถระดับเจ้า เหตุใดจึงยอมมาเป็นบ่าวรับใช้อยู่ในจวนอัครเสนาบดีเล่า?”
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในใจนางมานานแล้ว ด้วยคำพูดและการกระทำของหวั่นซินใน
ยามปกติ ซูหลีคนเก่าต้องไม่รู้เรื่องเป็นแน่
หวั่นซินแววตาหม่นหมอง ยิ้มเศร้าเอ่ยว่า “แม้เก่งกาจอีกสักเท่าใดก็ย่อมมี
เวลาที่พลาดพลั้ง ปีนั้นหวั่นซินยังอ่อนหัดนัก ภารกิจล้มเหลว หากไม่ได้ฮูหยินรอง
ยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิต บ่าว… บ่าวคงได้ไปเยือนปรโลกแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้… เช่นนั้นเพื่อตอบแทนพระคุณของท่านแม่ข้า เจ้าจึงยังรั้ง
อยู่ที่จวนตลอดมา?”
“วันนั้นฮูหยินรองเห็นข้าบาดเจ็บสาหัส จึงโกหกนายท่านว่าข้าเป็นญาติฝั่ง
มารดาที่มาขอพึ่งใบบุญจากแดนไกล ระหว่างทางถูกโจรปล้น หลังจากบาดแผล
หายดี เจ้าสำนักเห็นว่าท่านอัครเสนาบดีตำแหน่งสูงส่ง สะดวกแก่การสืบข่าวให้สำ
นักเฉินเหมิน บ่าวจึงไม่ได้จากไปเจ้าค่ะ” ยามหวนนึกถึงอดีต อารมณ์ของหวั่นซิน
คล้ายมีคลื่นแปรปรวนเล็กน้อย
“พระคุณที่ฮูหยินรองช่วยชีวิต หวั่นซินมิกล้าลืมเลือนแม้เพียงวันเดียว ก่อน
จากไปนางยังกำชับแล้วกำชับเล่า สั่งให้หวั่นซินดูแลรับใช้คุณหนูอย่างสุดกำลัง
แม้นตายหวั่นซินก็ต้องปกป้องให้คุณหนูอยู่ดีมีสุขเจ้าค่ะ” พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียง
ของนางสั่นไหวเล็กน้อย ทว่ากลับข่มกลั้นตนเองเอาไว้ คำพูดเหล่านี้ล้วนมาจาก
ก้นบึ้งหัวใจ
เมื่อซูหลีได้ฟัง ก็อดรู้สึกขมขื่นไม่ได้ ที่แท้เบื้องหลังของแต่ละคนล้วนมีเรื่องจำ
ใจซุกซ่อนไว้ หัวใจพลันอบอุ่น ย้อนนึกไปว่าเมื่อก่อนที่หวั่นซินบังคับให้ซูหลีฝึก
วิทยายุทธ์ คงเป็นเพราะกลัวว่าวันหนึ่งตนเองจะเกิดเรื่อง แล้วซูหลีจะไม่มีผู้ใด
คอยปกป้องอยู่ข้างกายอีก เพียงแต่เรื่องที่นางไม่รู้คือ ซูหลีตัวจริงไม่ได้อยู่บน
โลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว
ซูหลีโน้มกายประคองหวั่นซินให้ลุกขึ้นช้าๆ ถอนใจและเอ่ยว่า “เอาละ หวั่นซิน
ข้าเข้าใจหมดแล้ว”
หวั่นซินพลันปรับอารมณ์และสีหน้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หวั่นซินยัง
มีอีกเรื่อง ที่ต้องเอ่ยกับคุณหนูให้ชัดแจ้งเจ้าค่ะ”
คิ้วงามงอนกระดกเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าว่ามา”
หวั่นซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “วันนั้น… ภารกิจล้มเหลว หลังกลับไปเจ้า
สำนักมิได้ลงโทษ เขา… ให้หวั่นซินมาถามคุณหนูว่าประสงค์อยากเข้าร่วมสำนัก
เฉินเหมินหรือไม่” ซูหลีนัยน์ตาเปล่งประกายวาบ อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “ข้าเป็น
เพียงสตรีอ่อนแอนางหนึ่ง ทั้งวิทยายุทธ์แลกำลังภายในล้วนไม่มี มีดีที่ใดให้เจ้าสำ
นักเฉินเหมินเล็งเห็นความสำคัญเช่นนั้นหรือ?”