กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 44 คล้ายกันจนน่าตกใจ
กลับเข้ามาในห้อง ซูหลีนั่งตั้งสติครุ่นคิดหาวิธีอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ลูบ
แก้มข้างซ้ายเบาๆ โดยไม่รู้ตัว รอยประทับสีแดงสดขนาดเท่ากับเหรียญเงินตรา
สิ่งนี้คือที่มาของข่าวลือ… ดวงตาของนางหยุดกึก ขยับตัวเข้าใกล้กระจกโดย
พลัน ภายใต้การสังเกตอย่างละเอียดถี่ยิบ ปานนี้… ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจาก
คนทั่วไป
ปานปกติส่วนใหญ่จะนูนขึ้นจากผิวหนังเล็กน้อย แต่ปานบนหน้าของซูหลีราบ
เรียบเกลี้ยงเกลา ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับผิวหนัง ดูคล้ายกับแต้มแป้งทาแก้มเสีย
มากกว่า มีประกายแวววับรางๆ ซูหลีลิ้มรสมุนไพรนานาชนิดมาตั้งแต่เด็ก เรื่อง
พิษของสมุนไพรก็พอมีความรู้อยู่บ้าง เวลานี้เมื่อมองดูอย่างละเอียด กลับเห็นว่า
เป็นอาการของการต้องพิษ!
การค้นพบนี้ทำซูหลีใจเต้นระรัว หากหาวิธีกำจัดปานนี้ออกได้สำเร็จ นางก็
สามารถเข้าพระราชวังได้อย่างราบรื่นแล้วไม่ใช่หรือ?! นางรีบสลัดความคิดแล้ว
ตะโกนเรียกทันที่ “หวั่นซิน!”
หวั่นซินขานรับ ซูหลีรีบเอ่ยเสียงเบา “เจ้าช่วยข้าดูหน่อย นี่เหมือนอาการต้อง
พิษหรือไม่? เจ้ามีหนทางกำจัดมันไหม?”
ครั้นหวั่นซินเพ่งดูอย่างละเอียด ก็รู้สึกตกใจเช่นกัน เอ่ยตอบเสียงเบา “รอย
ปานนี้ของคุณหนูมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถ้าหากต้องพิษ หมายความว่าติดมาจาก
ในครรภ์หรือ? แม้ว่าหวั่นซินจะพอเป็นวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ไม่มีความชำนาญในเรื่อง
พิษเลยเจ้าค่ะคุณหนู”
ซูหลีทอดถอนใจ ผิดหวังเล็กน้อย
หวั่นซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวปลอบ “คุณหนูอย่าเพิ่งท้อแท้ หาก
ต้องพิษย่อมมีวิธีรักษา หวั่นซินเคยได้ยินว่ามีหมอชื่อดังนามว่าเจียงหยวนอยู่ที่
หุบเขาฮวาอวี๋ห่างออกไปจากเมืองหลวงห้าสิบลี้ ผู้คนในยุทธภพขนานนามว่าเป็น
หมอผีมือฉมัง เก่งที่สุดในเรื่องพิษวิทยาต่างๆ พวกเราไปที่นั่นกันดีไหมเจ้าคะ”
หุบเขาฮวาอวี๋ [1] ชื่อเรียกน่าฟัง แต่กลับไม่มีทั้งดอกไม้และปลา ในหุบเขาคด
เคี้ยวมีเพียงลำธารใสสะอาดเล็กๆ สายหนึ่งไหลวนรอบหุบเขา หลังสอบถามผู้คน
แถวนั้นอยู่พักใหญ่ ซูหลีและหวั่นซินก็มาถึงเรือนไม้เรียบง่ายที่อยู่ในส่วนลึกที่สุด
ของหุบเขา
ประตูไม้ไผ่เตี้ย เรือนไม้สองสามเรือน ภายในสวนปลูกสมุนไพรที่หาได้ยาก
หลายสิบชนิด ไร้ซึ่งเงาร่างใดๆ ทำให้อดที่จะสงสัยไม่ได้ ในเมื่อเจียงหยวนเป็นหมอ
ที่มีชื่อเสียง เหตุใดที่นี่จึงเงียบถึงเพียงนี้? เสมือนไม่มีใครให้ความสนใจ
หวั่นซินดูออกว่านางสงสัย จึงกระซิบเบาๆ ข้างหู “คุณหนูยังไม่รู้ แม้ว่าเจียง
หยวนผู้นี้จะมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ แต่นิสัยแปลกประหลาด รักษาไข้แต่ไม่รับเงินค่า
รักษา มีเพียงข้อเรียกร้อง ข้อเรียกร้องของเขาบางครั้งยากบางครั้งง่าย ไม่อาจ
ล่วงรู้กฎเกณฑ์ได้ ทั้งยังมีกฎแปลกๆ หนึ่งข้อ ใครก็ตามที่มารักษากับเขา ไม่สนว่า
จะฐานะสูงส่งหรือต่ำต้อย เขามองแล้วต้องถูกชะตาถึงจะทำการรักษาให้ มิเช่นนั้น
ถึงแม้จะมีกระบี่จ่อคอ เขาก็ไม่ไยดี! และแปดถึงเก้าในสิบคน เขาไม่ถูกชะตาเลยสัก
คน นานวันเข้า ผู้คนที่มาที่นี่ก็ค่อยๆ น้อยลง เพราะทุกคนล้วนคิดว่ามาก็เหมือน
มาเสียเที่ยว”
เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เอง ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ใครก็ตามที่มีฝีมือมาก
ความสามารถ ส่วนใหญ่มักจะหยิ่งผยอง มีนิสัยแปลกประหลาด นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก
“หมอเจียงหยวนอยู่หรือไม่เจ้าคะ?” หวั่นซินยืนตะโกนอยู่ด้านนอกประตู
ผ่านไปนานสองนานก็ยังไม่มีเสียงตอบรับดังออกมาจากด้านใน
ซูหลีผลักเปิดประตูไม้ไผ่ ทั้งสองก้าวเข้าสู่สวนด้านใน ที่มุมกำแพงสวนด้าน
หนึ่ง ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ในท่าทางที่ไม่
เรียบร้อย ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ดวงตาทั้งสองปิดพริ้ม คล้ายหลับผล็อยไปแล้ว
คนผู้นี้แม้จะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาสามัญ นอนนิ่งๆ ไม่ขยับ แต่กลับมีไอเย็นยะ
เยือกแผ่ซ่านออกมา ทำให้คนไม่กล้าสบประมาท
หวั่นซินแววตาลุกวาว กำลังจะเดินไปปลุกเขา แต่กลับถูกซูหลีห้ามไว้
“รบกวนถามคุณชายผู้นี้ ที่แห่งนี้ใช่จวนของหมอผีมือฉมังนามว่าเจียงหยวน
หรือไม่เจ้าคะ?” ซูหลีก้าวขึ้นไปด้านหน้าช้าๆ ยิ้มถามอย่างนอบน้อม น้ำเสียงสุภาพ
งดงาม ชายหนุ่มอายุน้อยคนนั้นเมื่อได้ยินก็ขยับคิ้ว เบิกตาขึ้นมามองนาง
เนื่องจากถูกรบกวนเวลาพักผ่อนโดยไม่มีสาเหตุ ใบหน้าของเขาจึงไม่พอใจ
เป็นอย่างยิ่ง ดวงตาทั้งสองเบิกออกเล็กน้อย มองสังเกตนางขึ้นๆ ลงๆ รอบหนึ่ง
ถึงค่อยเปิดปากถามอย่างไม่ยี่หระ “หาข้ามีเรื่องใด?”
ซูหลีและหวั่นซินสบตากันด้วยอาการตกตะลึง หมอผีมือฉมังเป็นที่เลื่องลือทั่ว
ยุทธภพ กลับอายุน้อยถึงเพียงนี้? เสียงของเขาเยือกเย็น น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาที่
เปิดออกมีประกายลึกล้ำ ท่าทางเคลื่อนไหวขณะลุกไร้เสียงและคล่องแคล่ว รู้ได้
ทันทีว่าเป็นผู้ฝึกปรือวิทยายุทธ์เช่นกัน
“ท่านคือหมอเจียงหรือเจ้าคะ?! ข้าเสียมารยาทแล้ว!” ซูหลียิ้มอย่างสุภาพ
ชายหนุ่มกลับไม่เอ่ยคำใด ก้มตัวหยิบมัดสมุนไพรขึ้นมา คล้ายว่าไม่อยากจะคุย
กับนางแม้เพียงคำเดียว หมุนกายกลับไปอย่างทะนงตัว เดินตรงกลับเข้าเรือนไป
แล้ว
หวั่นซินขมวดคิ้วเล็กน้อย เจียงหยวนผู้นี้ไร้มารยาทนัก แต่เมื่อหันไปมองซู
หลีกลับเห็นนางยิ้มบางๆ ไม่ขุ่นเคือง เดินเข้าประตูตามเขาไป
ภายในเรือนสะอาดสะอ้าน จัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของ
สมุนไพรลอยอยู่ในอากาศ เจียงหยวนนั่งเก็บสมุนไพรอยู่บนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่
อย่างตั้งอกตั้งใจ กวาดตามองหวั่นซินที่เดินตามหลังซูหลีมาอย่างรวดเร็ว เขา
ขมวดคิ้วเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น พลางเอ่ยด้วยท่าทางหยิ่งยโส “หากมารักษา
พวกเจ้าควรรู้กฎของข้า”
ซูหลียิ้ม “แน่นอนเจ้าค่ะ เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนแบบไหนที่ท่านหมอเจียงจะถูกชะตา
ดังนั้นจึงไม่อาจเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ทำได้เพียงมาลองเสี่ยงโชค นึกไม่ถึงว่าจะ
มารบกวนเวลาพักผ่อนของท่านหมอเจียง ต้องขอโทษจริงๆ นะเจ้าคะ!” นางยิ้ม
อย่างจริงใจ ใบหน้าเรียบนิ่ง เหมือนกับว่าครั้งนี้ที่มาเพียงเพื่อลองเสี่ยงโชคจริงๆ
ไม่สนใจว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร
เจียงหยวนประหลาดใจเล็กน้อย ในที่สุดก็เงยหน้ามองนางตรงๆ หลายปีที่
ผ่านมา ผู้ที่มารักษาที่นี่ ใครบ้างที่ไม่ขอร้องอ้อนวอน บูชาเขาราวกับเป็นเทพเจ้า
ไม่เคยมีผู้ใดเป็นแบบนาง เดินทางมาไกลแต่กลับแสดงท่าทางเฉยเมย
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ร่องรอยความสนใจค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของเจียง
หยวน แต่เขาก็ยังไม่พูดอะไร
ซูหลีค่อยๆ หุบยิ้ม ทอดถอนใจก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อไม่สามารถทำให้
ท่านหมอเจียงถูกชะตา ข้าก็ไม่รบกวนแล้ว ขอลาเจ้าค่ะ!” พูดจบก็หันหลังเดินออก
ไป
เจียงหยวนมองแผ่นหลังของนาง ความสนใจภายในดวงตาเข้มข้นขึ้น แต่ก็
ยังคงไม่เอ่ยคำพูดใดๆ คล้ายกับจะรอดูว่านางจะจากไปทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือไม่
หวั่นซินขมวดคิ้ว มองนางอย่างสงสัย ซูหลีเอียงศีรษะนิดๆ ลมโชยผ่านเบาๆ
พัดเปิดผมข้างหูเล็กน้อย เผยให้เห็นปานสีแดง ซูหลีรีบยื่นมือกุมปิด สีหน้าอึดอัด
เล็กน้อยพลางก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา “พี่สาว เราไปกันเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสียเจ้านี่…
ก็มีมาตั้งแต่เกิด จะรักษาหายได้อย่างไร?” ซูหลีทอดถอนใจเบาๆ มีทั้งอารมณ์
เศร้าและจนปัญญา ปานนั้นราวกับมนต์สะกดดึงดูดสายตาของเจียงหยวนให้หัน
ไปมอง
เจียงหยวนตะลึงเล็กน้อย รอยยิ้มทะนงตัวที่มุมปากสลายไปแล้ว
เวลานี้ซูหลีอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ด้านหลังยังคงไร้การเคลื่อนไหว นางเองก็ไม่
ร้อนรน ยังคงก้าวฉับเดินออกไป เมื่อเดินไปถึงตรงกลางสวน เสียงไม่รีบไม่ร้อน
ของเจียงหยวนก็ดังออกมา “คุณหนูช้าก่อน! ข้ายังมีกฎอีกหนึ่งอย่าง คาดว่าคุณ
หนูเองก็คงจะทราบ!”
ซูหลียิ้มบาง หันกลับไปเอ่ย “ยิ่งเป็นโรคที่ซับซ้อนรักษายาก ท่านหมอเจียงยิ่ง
อยากรักษา! เพียงแต่ตั้งแต่เล็กจนโต ปานนี้ผ่านหมอมานับไม่ถ้วน ไม่เคยมีหมอ
คนใดที่บอกว่าสามารถรักษาได้ ท่านหมอเจียง…”
เจียงหยวนกระตุกมุมปาก เอ่ยอย่างเย็นชา “นอกจากคนตาย ไม่มีโรคใดที่
เจียงหยวนผู้นี้รักษาไม่ได้! ข้าอยากรู้นัก โรคยากซับซ้อนใดกันที่จะทำอะไรหมอผี
มือฉมังอย่างข้าได้! คุณหนูเชิญด้านใน”
ซูหลีดีใจ รีบหันกลับเข้าเรือนทันที่ ทัดผมขึ้นเผยให้เห็นปานสีแดงที่แก้มข้าง
ซ้าย ใบหน้าที่เดิมสวยสดงดงาม เพราะปานนี้จึงดูผิดแผก “ขอถามท่านหมอเจียง
เจ้าค่ะ ปานนี้มีวิธีกำจัดออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงหยวนแววตาสั่นไหว จับจ้องปานประหลาดนั่น สีหน้าค่อยๆ จริงจังขึ้น
กระทั่งเห็นสีหน้าไม่สบายใจของซูหลี เขาถึงแสดงท่าทางให้นางยื่นมือออกมาเพื่อ
จับชีพจร หลังผ่านไปพักใหญ่ก็ค่อยๆ เอ่ย “คุณหนูร่างกายบอบบางกว่าคน
ธรรมดา แม้จะเป็นไข้ทั่วไปก็ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนถึงจะฟื้นตัวกลับมาเป็น
ปกติอย่างสมบูรณ์ใช่หรือไม่?”
1 ฮวาอวี๋ ฮวาแปลว่า ดอกไม้ อวี๋แปลว่า ปลา