กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 47 พาเจ้าเข้าวัง
โม่เซียงระรัวลิ้น ชี้แจงเสียงเบา “จิ้งอันอ๋องมาเจ้าค่ะ! รอคุณหนูอยู่ที่นี่มา
ครึ่งค่อนวันแล้ว!”
ซูหลีใจหนักอึ้ง ตงฟางจั๋วมาทำไม? หลายวันก่อนที่สุสานราชวงศ์ทั้งสอง
พูดจาไม่ลงรอยกัน เขาจากไปอย่างโกรธเคือง วันนี้กลับมาหาถึงที่นี่ อารมณ์ของ
บุรุษผู้นี้เปลี่ยนง่ายเสียจริง คิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป! นางแววตาเย็นชาทันที
ขมวดคิ้วเอ่ย “เขาไม่ได้บอกว่ามาหาข้าด้วยเรื่องใดหรือ?”
“ไม่ได้บอกเจ้าค่ะ จิ้งอันอ๋องมาถึงก็ถามว่าคุณหนูไปไหน ไม่ได้พูดอะไรอย่าง
อื่นอีก เพียงแค่นั่งรออยู่ตรงนั้น” โม่เซียงส่ายหัวตอบ
ซูหลีพูดเสียงเรียบ “ข้าเข้าใจแล้ว”
∗∗∗
ณ สวนอันเงียบสงัด ตงฟางจั๋วนั่งดื่มชาอยู่คนเดียว ร่างนั้นโดดเดี่ยวอ้างว้าง
บนใบหน้ามีร่องรอยความกลัดกลุ้มที่ไม่อาจบรรยายได้ สติเหม่อลอย ดูเหมือนจะ
ตกอยู่ในภวังค์ความทรงจำไม่รู้จบ แม้กระทั่งซูหลีมาถึงแล้วเขาก็ไม่ทันสังเกต
“ซูหลีคารวะท่านอ๋องเพคะ” คำทักทายไร้อารมณ์ ทำให้ตงฟางจั๋วตื่นจากเรื่อง
ราวในอดีต
คนตรงหน้าสง่างามไม่มีใครทัดเทียม เขาตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็จ้องนาง
พลางเอ่ยเสียงทุ้ม “เจ้ากลับมาแล้ว?”
ซูหลีอดที่จะตะลึงไม่ได้ ในความทรงจำเมื่อนางกับเขาพบกัน ดูเหมือนว่าจะ
ปะทะกันตาต่อตา ฟันต่อฟันมาโดยตลอด ไม่เคยพูดดีต่อกัน คำทักทายธรรมดานี้
กลับทำให้นางไม่รู้จะทำตัวเช่นไร
เดิมนางไม่อยากคุยกับเขา แต่นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง จึงถามด้วยความสงสัย
“ท่านอ๋อง… มาหาซูหลีในวันนี้ ใช่เรื่องความคืบหน้าของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหุบ
เขาหลินสือหรือไม่เพคะ?”
ตงฟางจั๋วตะลึงเล็กน้อย ขมวดคิ้วเอ่ย “ศพของคนขับรถตรวจไม่พบเบาะแส
อะไรที่มีประโยชน์ ผู้ที่ผลักก้อนหินจากหน้าผา… ก็จับไม่ได้”
ซูหลีใจหนักอึ้ง อีกฝ่ายลึกลับขนาดนี้ แม้แต่ตงฟางจั๋วก็ยังจับไม่ได้! เป้าหมาย
ของพวกมัน เป็นหลีเหยาหรือเป็นนางกันแน่? ใบหน้านางเย็นชาขึ้นทันที่ “เช่นนั้น
ท่านอ๋องมาที่นี่เพื่อเรื่องอันใดเพคะ?”
ตงฟางจั๋วสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติ แสร้งเบนสายตาอย่างไม่ตั้งใจ แล้วค่อยๆ
จิบน้ำชา พลางเอ่ย “พิธีเลือกพระชายาในอีกสามเดือนข้างหน้า ทูตจากแคว้น
เปี้ยนและแคว้นติ้งมีซูเซียงหรูเป็นผู้ดูแลรับรอง ข้าในฐานะผู้คุมงานต้องทำหน้าที่
ตรวจดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นหรือไม่ จึงถือโอกาส… มาหาเจ้า อาการบาดเจ็บบน
ร่างกายดีขึ้นหรือยัง?”
หายากนักที่เขาจะจำได้ว่านางบาดเจ็บ! ซูหลีตอบกลับเสียงเรียบ “ดีขึ้นมาก
แล้วเพคะ ขอบพระทัยท่านอ๋องที่เป็นห่วงเพคะ” ทุกคำของนางเคารพนอบน้อม
แสดงความรู้สึกห่างเหินออกมาอย่างชัดเจน
ตงฟางจั๋วแววตาบึ้งตึง รู้สึกไม่พอใจ คว้าจับมือนางไว้แน่นอย่างรวดเร็ว นิ้ว
มือเรียวยาว ขาวใสดุจหยก นุ่มนวลราวกับต้นหอมในฤดูใบไม้ผลิ สัมผัสอ่อนนุ่ม
ราวไร้ซึ่งกระดูก ทำให้เขาใจอ่อน แต่ไม่อาจทำใจคลายมือออก เขายกขึ้นมาดูใกล้ๆ
แผลที่ปลายนิ้วหายสนิทแล้ว เหลือเพียงร่องรอยเล็กๆ สองสามรอย
นึกถึงฉากสะเทือนใจในวันนั้น ตงฟางจั๋วในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดและเป็นห่วง
แต่ก็รู้สึกขุ่นเคืองอย่างยากจะอธิบาย กัดปากพลางเอ่ย “จะต้องให้ข้าพูดอีกกี่ครั้ง
เจ้าถึงจะฟัง? เดิมร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ยังเที่ยววิ่งวุ่นไปทั่ว ซ้ำยังได้บาดแผล
มาเต็มตัว! เจ้า!” ยังพูดไม่จบ แววตาของเขาก็หยุดนิ่งอยู่ที่ข้อมือขาวผ่องของ
นางซึ่งว่างเปล่าไม่มีสิ่งใด ความเป็นห่วงของเขา นางไม่แยแสเลยจริงๆ! เขาเจ็บ
ปวดใจ หน้าอกของเขาพลันค่อยๆ สั่นกระเพื่อมตามความโกรธที่ปะทุ
มือของซูหลีถูกเขาบีบแน่นขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว เจ็บจนนางขมวดคิ้วแน่น
แววตาเย็นยะเยือกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
ตงฟางจั๋วพยายามระงับความโกรธอย่างสุดกำลัง ใบหน้าบึ้งตึงตะโกนว่า “เอา
มา!” อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ซูหลีใจดุจกระจกใส แต่ก็ลอบโมโห ทำเหมือนไม่ได้ยินหันหน้าไปอีกด้านด้วย
ใบหน้าเย็นชาไม่ยี่หระ หวั่นซินเห็นดังนั้นจึงรีบรุดกลับเข้าไปหยิบไข่มุกฝูอวิ๋น ก่อน
จะก้าวฉับไปหยุดอยู่ข้างกายตงฟางจั๋วแล้วยื่นให้
ตงฟางจั๋วสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย สวมไข่มุกฝูอวิ๋นบนมือซูหลีอย่างไม่ยอมให้
คัดค้าน ท่าทางจดจ่อเป็นที่สุด ราวกับว่าจะคล้องซูหลีไว้แน่นหนา นิ้วมืออบอุ่น
ของเขาประคองมือนางอย่างแผ่วเบา เอ่ยขึ้นอย่างจริงจังและเคร่งขรึม “พระอา
จารย์ฮุ่ยกวงสมณศักดิ์สูงส่ง สิ่งที่ผ่านการปลุกเสกจากท่านไม่ใช่สิ่งของสามัญ
ทั่วไป สามารถคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้ชั่วชีวิต จำให้ดี เจ้าต้องพก
ติดตัวไว้เสมอ”
ซูหลีก้มหน้า รู้แก่ใจว่าเขาหาข้ออ้างมาหานางโดยเฉพาะ เกิดความรู้สึกซับซ้อน
ชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรตอบรับอย่างไร เพียงแค่เอ่ยเสียงอู้อี้ “อืม”
เสียงกระแสลมพัดผ่านเป็นระลอก เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง คุณหนูมากมายนำ
โดยซูชิ่นกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูลานสวน ทั้งหมดพากันเบิกตาโตยกมือขึ้น
ปิดปาก ราวกับภาพเหตุการณ์นี้ทำให้พวกนางตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ซูหลีฟื้นสติทันที่ มือของตนเองยังถูกตงฟางจั๋วกุมไว้ นางรีบดึงออกมาโดย
พลัน ขมวดคิ้วเงียบๆ การกระทำนี้ในสายตาของทุกคน คงจะคิดว่านางตั้งใจ
ปกปิดท่าทีที่ฉวยโอกาสยั่วยวนจิ้งอันอ๋อง
ซูชิ่นกลอกตาและเดินเข้าไปทันที่ แสร้งเอ่ยขอโทษว่า “หม่อมฉันมิทราบว่าจิ้
งอันอ๋องอยู่ที่นี่ รบกวนท่านอ๋องโดยมิตั้งใจ ขอท่านอ๋องโปรดอภัยด้วยเพคะ”
ตงฟางจั๋วไม่สบอารมณ์ เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชา
ทุกคนพากันทยอยก้าวขึ้นไปคาราวะ ซูหลีก้าวถอยหลังไปสังเกตการณ์เงียบๆ
อยู่ด้านข้าง หญิงสาวพวกนี้เป็นหญิงงามผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งพระ
ชายาในครั้งนี้ เป็นบุตรสาวของขุนนางสำคัญแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน มีฐานะสูงส่ง
แม้ไม่ใช่หญิงที่งามที่สุด แต่ก็ถือได้ว่ารูปร่างงดงามมีเอกลักษณ์
หญิงสาวในชุดสีชมพูข้างซูชิ่นชื่อซ่งอวี้ เป็นคุณหนูตระกูลตุลาการสูงสุดบุตร
สาวของซ่งอู๋ยง รูปร่างหน้าตาสวยสดงดงาม สายตาที่มองไปรอบๆ มีกลิ่นอาย
ความเย่อหยิ่งก้าวร้าว เหลียงหรูเยวี่ยบุตรสาวของขุนนางฝ่ายทหารสูงสุดนามว่า
เหลียงสือชู รูปร่างอวบอิ่ม ใบหน้าละเอียดลออ อยู่ในชุดสีม่วงอ่อน ขับให้ผิวของ
นางดูอ่อนช้อยดั่งหยกยิ่งขึ้น ส่วนหญิงสาวในชุดสีเขียวด้านหลังสุดนามว่าสุ่ยห
รงหรง [1] เป็นบุตรสาวคนเดียวของสุ่ยจื้อหยวนรองกระทรวงกลาโหม หญิงสาว
ผู้นี้งดงามดุจฤดูใบไม้ผลิ สงบเรียบร้อยดุจสายน้ำ ฟังดูคู่ควรกับชื่อยิ่งนัก โดด
เด่นเหลือหลายเมื่อยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน
ซ่งอวี้เมื่อคิดว่าจิ้งอันอ๋ององค์ชายสองผู้หล่อเหลาตรงหน้านี้มีโอกาสสูงมาก
ที่จะเป็นพระสวามีของตนในอนาคต ใบหน้าพลันเปี่ยมสุข ท่าทางเหนียมอาย ตื่น
เต้นเหนือคำบรรยาย ไม่ยินดีที่จะเสียโอกาสอันหายากนี้ไป จึงเอาแต่วนเวียนล้อม
รอบตงฟางจั๋วถามนั่นถามนี่ไม่หยุด
ตงฟางจั๋วรำคาญอย่างชัดเจน ขมวดคิ้วถาม “เวลานี้คุณหนูควรจะยุ่งยิ่งยวด
เหตุใดวันนี้จึงมีเวลาว่างมาที่จวนอัครเสนาบดี”
ซูชิ่นรีบตอบด้วยรอยยิ้ม “อีกไม่นานก็จะมีพิธีคัดเลือกพระชายาแล้ว พี่ๆ
น้องๆ ที่มาล้วนแต่เป็นผู้ที่โดดเด่น ชิ่นเอ๋อร์ชื่นชมมานานแล้ว จึงถือวิสาสะส่งคำ
เชิญให้ทุกคนมาที่จวนเพคะ ถือว่าเป็นการ… ทำความรู้จักกันล่วงหน้า”
ซูหลีลอบแสยะยิ้ม นางกลายเป็นคนมีสมองขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เวลาตั้ง
มากมายไม่เห็นเชิญ กลับเลือกเชิญมาเวลานี้ คงจะเป็นความคิดของซูฮูหยิน เชิญ
คนพวกนี้มาเสาะถามเรื่องราว เพื่อที่ตนเองจะได้เตรียมแผนการได้อย่างสมบูรณ์
“เอ๋ เหตุใดถึงไม่พบคุณหนูหลีเหยาแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง?” เหลียงหรูเยวี่ยถา
มเสียงเบา ซ่งอวี้ถลึงตาโตจ้องไปยังซูชิ่นทันที
เซ่อเจิ้งอ๋องและจิ้งอันอ๋องมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันมาโดยตลอด แม้ว่าเรื่อง
ของหลีซูจะทำให้ท่านอ๋องทั้งสองอับอายขายหน้า แต่เหมือนว่าจะไม่ทำให้
สัมพันธไมตรีของทั้งสองสั่นคลอนเลยแม้แต่นิดเดียว ครั้งนี้หลีเหยาเป็นผู้สมัคร
ตัวเต็งที่อาจได้เป็นพระชายาจิ้งอันอ๋อง หญิงสาวทุกคนต่างรู้ดี หาโอกาสพบปะสืบ
ถามเรื่องราวไม่ได้ง่ายๆ ใครจะรู้ว่านางกลับไม่มา
ซูชิ่นทอดถอนใจ “คนที่ข้าส่งไปบอกว่า คุณหนูซูไม่สบาย ช่วงหลายวันนี้รักษา
ตัวอยู่ในจวนน่ะ”
ซูหลีใจหนักอึ้ง เหยาเอ๋อร์ไม่สบายหรือ? ตั้งแต่วันนั้นที่ตงฟางจั๋วพานางออก
จากสุสานราชวงศ์ก็ไม่มีโอกาสได้พบกันอีก หรือว่าจะตกใจกับรถม้าที่เกิดอุบัติเหตุ
เหตุใดตงฟางจั๋วถึงไม่เอ่ยเรื่องนี้กับนาง? นางมองไปทางเขาทันที่ แต่เขากลับไม่
แสดงท่าทีใด นั่งดื่มชาของตัวเองต่อไป
1 สุ่ย คำในภาษาจีนแปลว่าน้ำ หรง คำในภาษาจีนแปลว่า กลมกลืน