กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 48 พบทูตโดยบังเอิญ
ซ่งอวี้กลอกตามองซูหลีด้วยแววตาหยิ่งยโส เอ่ยอย่างทะนงตัว “ไม่ทราบว่า
คุณหนู ท่านนี้นามว่า…” ท่าทางสนิทชิดเชื้อระหว่างตงฟางจั๋วกับนางเมื่อครู่
พวกนางต่างก็เห็นแล้ว
ซูชิ่นรีบขยับตัวดึงซูหลีเข้ามาใกล้ ยิ้มอย่างมีไมตรี “ผู้นี้คือซูหลีน้องสาวของ
ข้า ซูซู ยังไม่รีบทักทายเหล่าพี่สาวอีก”
“เอ๊ะ นางคือผู้ที่ไม่เป็นสิริมงคลของจวนอัครเสนาบดีที่เป็นที่เลื่องลือน่ะหรือ?”
เหลียงหรูเยวี่ยถลึงตาโต ตะโกนประหลาดใจไม่ได้มีเจตนาใดๆ เลย
ตงฟางจั๋วเมื่อได้ยินก็เปลี่ยนสีหน้าโดยพลัน ดวงตาคมกริบกวาดไปยังเหลียง
หรูเยวี่ย ทำเอานางตกใจสั่นไปทั้งตัว รีบหดตัวไปหลบด้านหลังซูชิ่น
ซ่งอวี้ลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของตงฟางจั๋ว ต่อบทสนทนาอย่างคิดว่า
ตนเองชาญฉลาด “หรือท่านอ๋องยังไม่ทราบเพคะ? ลือกันว่าคุณหนูรองแห่ง
ตระกูลซูเกิดมาก็ไม่เป็นมงคล เป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด บิดามารดาเสียชีวิตก่อน
วัยทั้งสองคน ด้วยเหตุนี้จึงถูกตัดออกจากรายชื่อตั้งแต่รอบแรกเพคะ”
ตงฟางจั๋วเต็มไปด้วยอารมณ์กริ้วโกรธ แต่กลับไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ
ซูหลียืนอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ นางไม่ต้องหันไปดูก็สัมผัสได้ถึง
ท่าทางแปลกใจอย่างไม่ปกปิดใดๆ ของตงฟางจั๋ว หรือว่า… เขาไม่รู้ว่านางไม่เข้า
รอบ? ในใจเกิดรู้สึกสั่นไหว ยิ้มและเอ่ยนิ่งๆ”ซูหลีฐานะต่ำต้อย ไม่อาจทัดเทียมกับ
คุณหนูได้หรอกเจ้าค่ะ หวังว่าวันนี้คนไม่เป็นสิริมงคลอย่างข้า จะไม่นำโชคร้ายมาให้
กับทุกคนนะเจ้าคะ!”
ในฐานะบุตรของอนุภรรยาที่ไม่เป็นสิริมงคล ยากที่จะทำให้คนในตระกูลรักใคร่
ต่อหน้าคุณหนูตระกูลสูงส่งเหล่านี้ยังริอ่านเอ่ยวาจาไม่เกรงใจเช่นนี้! ซ่งอวี้สีหน้า
เปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองทันที
ซูชิ่นลอบหัวเราะ เอ่ยด้วยเจตนาร้าย “คุณหนูซ่งคงยังไม่รู้ว่า น้องสาวผู้นี้ของ
ข้าซื่อตรงและน่ารัก ปกติแล้วไม่แม้แต่จะก้าวเท้าออกนอกประตูเรือน ข่าวลือที่
เลื่องลือกันล้วนแต่เป็นเรื่องซี้ซั้วไร้สาระ!”
“ข่าวลือใช่ว่าจะไม่มีมูล แม้จะเป็นข่าวลือ แต่หากคุณหนูรองไม่มีอุบายเกินคน
ธรรมดา แล้วเมื่อครู่… อ๊า! ข้าพลั้งปากไปแล้ว!” ประกายโทสะลุกฮือในใจซ่งอวี้
เจตนาพูดครึ่งๆ กลางๆ ปิดปากตัวเองด้วยท่าทางเกินจริง ชัดเจนว่าหมายถึง
พฤติกรรมที่นางใช้เสน่ห์ล่อลวง
เสียงที่ดังตามหลังมามีทั้งเสียงคล้อยตาม และเสียงซุบซิบนินทา
ตงฟางจั๋วหน้าดำคร่ำเครียด บึ้งตึงคลับคล้ายว่าลมพายุกำลังจะพัดสาด
“หรงหรงกลับไม่คิดเช่นนั้น” สุ่ยหรงหรงที่ก่อนหน้านี้ไม่ปริปากพูดสักคำ
ค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้าซูหลี ยิ้มแย้มดุจดอกไม้ สุภาพใจกว้าง เอ่ยขึ้นอย่างชมเชย
“คุณหนูรูปโฉมงดงาม ท่าทางสง่า เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋องทั้งสองได้ย่อม
ต้องมีเหตุผล บุคคลธรรมดาเช่นพวกข้าจะทัดเทียมได้เยี่ยงไรกัน”
ซูหลีในใจสั่นไหว หญิงสาวผู้นี้… แตกต่างกับพวกนางเหล่านั้น ใบหน้าของซู
หลีไร้คลื่นอารมณ์ ยิ้มและเอ่ยเสียงราบเรียบ “ขอบคุณสำหรับคำชมของคุณหนู
เจ้าค่ะ”
สุ่ยหรงหรงยิ้ม “คุณหนูรองเกรงใจไปแล้ว” นางเพ่งสายตามองไปยังไข่มุก
ฝูอวิ๋นบนข้อมือซูหลี เผยสีหน้าประหลาดใจโดยพลัน ยกมือซูหลีขึ้นเบาๆ และกล่าว
“สร้อยที่คุณหนูรองสวมคือไข่มุกฝูอวิ๋นใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูหลีพยักหน้าเบาๆ
สุ่ยหรงหรงแววตาประหลาดใจ กล่าวอย่างอดไม่ได้ “หรงหรงเลื่อมใสใน
พระพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก ศรัทธาในพระอาจารย์ฮุ่ยกวงยิ่งยวด ไข่มุกฝูอวิ๋น
เป็นสร้อยที่พระอาจารย์ปลุกเสกด้วยตัวเอง อิทธิฤทธิ์เหลือล้น สามารถคุ้มครอง
เจ้าของให้แคล้วคลาดปลอดภัยชั่วชีวิต ผู้ที่มีวาสนายังจะได้รับโชคผาสุกอีกด้วย
คุณหนูรองช่างมีบุญวาสนาจริงๆ เลยเจ้าค่ะ”
“แม่นางสุ่ยกล่าวเกินไปแล้ว” เห็นท่าทางเคารพชื่นชมอย่างยากที่จะระงับ
ดวงตาทั้งสองจับจ้องไปยังไข่มุกของนาง ซูหลียิ้มบางๆ ถอดไข่มุกฝูอวิ๋นวางไว้ใน
มือนาง “เจ้านับถือพระพุทธศาสนามาโดยตลอด มีวาสนาได้พานพบ ซูหลีจะกล้า
กีดขวางบุญวาสนาของเจ้าได้อย่างไร?”
สุ่ยหรงหรงดีใจยิ่งนัก ถือไว้ในมือเพ่งมองอย่างพินิจ ผ่านไปพักใหญ่จึงอุทาน
ชมเชยอย่างจริงใจ “สิ่งของที่พระราชทานโดยราชวงศ์นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ วันนี้
ถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ของหรงหรงจริงๆ เจ้าค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นสิ่งของพระราชทานจากราชวงศ์ ทุกคนรีบขยับตัวมาดู
ทันทีว่าคืออะไร
สีเขียวมรกต บริสุทธิ์เกลี้ยงเกลา ใสแวววาวดุจผลึกแก้ว ภายใต้แสงในฤดู
ใบไม้ผลิประกายสีเขียวสะดุดตาสะท้อนไปทั่วพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้
เหล่าหญิงสาวพากันประหลาดใจอย่างยิ่ง ความริษยาในใจยากจะซ่อนเร้น ยิ่ง
ได้ยินว่าพระอาจารย์เป็นผู้ปลุกเสก ก็พากันเอะอะอยากได้รับโชคลาภวาสนาบ้าง
ไม่รู้ว่าผู้ใดดึงไปจากมือหรงหรงอย่างรวดเร็ว พากันมองดูลูบคลำส่งไปส่งมาทั่ว
ทั้งวง
ซูชิ่นแอบเหลือบมอง ตงฟางจั๋วสีหน้าบึ้งตึงเป็นที่สุด อารมณ์โกรธยากระงับ
กำลังจะปะทุ ในใจพลันกระตุกสั่น รีบเดินยิ้มเข้าไปเอ่ยว่า “สิ่งของพระราชทานโดย
ราชวงศ์นี้เป็นของที่จิ้งอันอ๋องมอบให้น้องสาวเป็นพิเศษ! ถ้าหากเสียหายแม้
เพียงเศษเสี้ยวพวกเรารับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ!” ขณะพูดก็หยิบเอาไข่มุกฝูอวิ๋
นกลับคืนอย่างระมัดระวัง และยื่นคืนให้ซูหลี
ซ่งอวี้ประกายโทสะลุกฮือ ปริปากเอ่ย “นางไม่ได้เข้าแม้แต่การคัดเลือกรอบ
แรกด้วยซ้ำ! มีสิทธิ์อะไรมาแย่งกับพวกเรา!”
ทันทีที่ได้ยิน ซูชิ่นก็รู้สึกอภิรมย์ยิ่ง เกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ดีใจจนลืมตัว
กระตุกมือทำไข่มุกฝูอวิ๋นหลุดจากสองมือ ซูหลีรับไว้ไม่ทัน สร้อยไข่มุกล่วงลงสู่พื้น
ด้ายขาดไข่มุกกระจัดกระจายโดยพลัน!
ทุกคนอึ้งตะลึง ตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงเกลือกกลิ้งของไข่มุกที่
กระทบพื้น
ซูชิ่นตกใจยิ่งกว่า รีบลนตะโกน “น้องสาวเหตุใดเจ้าจึงไม่รับให้มั่น?!”
ซูหลีใบหน้าซีดเซียวทันควัน เม้มปากไม่เอ่ยวาจา ยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้น แววตา
มีอารมณ์เศร้าสลดและขุ่นเคืองยากจะปกปิด ผ่านไปพักใหญ่ นางสูดหายใจเฮือก
ใหญ่ ค่อยๆ พูดเน้นทุกคำ “หากท่านพี่ไม่ชอบน้องก็กล่าวกับน้องตรงๆ ไม่จำเป็น
ต้องระบายอารมณ์ใส่สิ่งของ”
ซูชิ่นถลึงตาโต “ข้าไม่ได้ทำ! เจ้าต่างหากที่รับไว้ไม่ได้!”
“นั่นสิ ตนเองรับไว้ไม่ได้ยังกล่าวโทษคนอื่นอีก” ซ่งอวี้ขยับเข้ามา กล่าวโทษซู
หลีด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
ตงฟางจั๋วโมโหจนหน้าเขียว อารมณ์ที่อดกลั้นมานานระเบิดออกมาทันที
ตะโกนร้องราวกับสิงโตคลุ้มคลั่ง “ไสหัวไป! ไสหัวออกไปให้หมด!”
จิ้งอันอ๋องเมื่อโมโหนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก! หญิงสาวกลุ่มนี้ตกใจจนสติแทบ
แตกกระเจิง รีบวิ่งตะเกียกตะกายออกไปนอกลานสวน สลายตัวไปในชั่วพริบตา
ซูหลีดวงตาแดงก่ำ กัดฟันสุดกำลังคล้ายไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างยิ่ง
ค่อยๆ คุกเข่าเก็บไข่มุกเหล่านั้นไว้ในฝ่ามือทีละเม็ดๆ เงาร่างบอบบางและอ่อนแอ
มองดูแล้วช่างเจ็บปวดใจเหลือเกิน
ตงฟางจั๋วทนไม่ได้อีกต่อไป ก้าวขึ้นไปดึงตัวซูหลีลุกขึ้น เอ่ยอย่างปวดใจ “เจ้า
ไม่ได้เข้าการคัดเลือกรอบแรก เหตุใดไม่บอกให้ข้าทราบ?!”
ซูหลีก้มหน้ายิ้มเยือกเย็น ทว่ากลับเอ่ยอย่างสะอึกสะอื้น “หม่อมฉัน…”
ยากที่นางจะเผยด้านอ่อนแอให้เห็น ทิ่มแทงใจตงฟางจั๋วให้เจ็บปวดโดยพลัน
นางเสียใจถึงเพียงนี้ ถูกดูแคลนแบบนี้! ความเดือดดาลของเขาทะลัก รู้สึกเจ็บ
ปวดยิ่งนัก เขากอดนางไว้ในอ้อมกอดแน่น เอ่ยปลอบเสียงเบา “ไม่ต้องร้องไห้ มี
ข้าทั้งคน ข้าจะหาวิธีพาเจ้าเข้าวังเอง!”
ซูหลีไม่เอ่ยคำใด ค่อยๆ ปิดตาลง เป็นครั้งแรกที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่าง
เชื่อฟัง ร่างบอบบางสั่นเล็กน้อย บีบรัดใจของเขาให้เจ็บปวดเหลือล้น ความรักที่
ไม่ทันมอบให้หญิงสาวคนนั้น กลับมอบให้หญิงสาวตรงหน้าคนนี้ที่ละม้ายคล้าย
กับนางทุกประการอย่างง่ายดาย แต่เขาไม่ทันเห็น ริมฝีปากสีแดงของหญิงสาวใน
อ้อมกอดมีรอยยิ้มเย็นชายากจะสังเกตพาดผ่าน
หลังจากเหตุการณ์ไข่มุกฝูอวิ๋นวันนั้น ซูชิ่นก็หายไปราวกับเข้ากลีบเมฆไปแล้ว
ผ่านไปสองวันโม่เซียงก็ได้ข่าวว่า คืนวันนั้นเมื่อซูเซียงหรูกลับถึงจวนก็เรียกซู
ชิ่นไปพบที่ห้องหนังสือ ตำหนิอย่างรุนแรง ทั้งยังตักเตือนนางก่อนจะถึงพิธีคัด
เลือกพระชายาห้ามออกจากเรือน ให้อยู่สำนึกในเรือนของตัวเอง เดิมซูชิ่นอยากจะ
ยืมมือผู้อื่น ดูถูกเหยียดหยามซูหลีต่อหน้าทุกคน ทำให้นางไม่มีที่ยืน แต่กลับถูกซู
หลีเล่นงานแทน แล้วซูชิ่นยังไม่ระวังตัวยั่วยุโทสะตงฟางจั๋วเข้าอีก เดิมทีก็ตกใจ
กลัวมากแล้ว ครานี้ยิ่งปิดประตูลงกลอนแน่นหนา ไม่ก้าวเท้าออกนอกเรือนอยู่
เตรียมตัวรอพิธีคัดเลือกพระชายาอย่างใจจดใจจ่อ