กำเนิดใหม่ชายาผู้ล่วงลับ โม่เหยียนซาง - บทที่ 49 ขุนพลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเปี้ยน
วันที่สอง ซูเซียงหรูได้เข้าวังไปชี้แจงเหตุผลแก่ฮ่องเต้ด้วยตนเอง อ้อนวอน
ร้องขอบทลงโทษจากฮ่องเต้ที่ทำของล้ำค่าหายากเสียหาย แน่นอนว่าฮ่องเต้ย่อม
เคืองขุ่นอยู่บ้าง ทว่ากลับมิได้สืบสาวเอาความกับขุนนางอาวุโสที่ติดตามรับใช้
ตนเองอย่างซื่อสัตย์มานานหลายปีเพราะพฤติกรรมไม่ตั้งใจของซูชิ่นแต่อย่างใด
เพียงกำชับให้เขารีบซ่อมแซมไข่มุกฝูอวิ๋นให้เสร็จโดยเร็ว
ซูหลีได้ยินดังนั้นก็ลอบแสยะยิ้มเย็นชา ซูเซียงหรูวางแผนได้อย่างรัดกุมเหมาะ
เจาะ ภายนอกปลอบใจซูหลี ป้องกันมิให้ซูชิ่นก่อเรื่องก่อนพิธีคัดเลือกพระชายา
อย่างเข้มงวด และไม่ให้ตงฟางจั๋วนำเรื่องนี้มากล่าวโทษจวนอัครเสนาบดีอีก ส่วน
ไข่มุกเหล่านั้น สุดท้ายก็ถูกตงฟางจั๋วนำกลับไป บอกว่าหลังซ่อมเสร็จค่อยนำมาให้
นางอีกครั้ง
เวลาหนึ่งเดือนครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตงฟางจั๋วคล้ายมีงานยุ่งมาก ไม่ได้มา
หานางอีก ซูหลีสงบใจอ่านหนังสือทุกวัน ยามค่ำก็ฝึกวิทยายุทธ์ตามปกติ
นอกจากหวั่นซินที่ถามหยั่งเชิงนางเรื่องเข้าร่วมสำนักเฉินเหมินเป็นบางครั้ง ทุก
อย่างสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รอเพียงพิธีคัดเลือกพระชายามาถึงเท่านั้น
กลับกลายเป็นโม่เซียง เมื่อเห็นซูหลีทำตัวว่างราวกับไม่มีเรื่องอันใด ทั้งไม่
กังวลเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องสวมใส่ในพิธี และไม่เห็นนางเตรียมการแสดง
ความสามารถสักนิด ก็อดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้าอย่างขัดข้องใจ แม้ท่านอ๋องทั้งสอง
จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แต่เกรงว่าองค์ฮ่องเต้และฮองเฮาคงไม่โปรดปรานไป
ด้วย!
หลังมื้อเที่ยง เมื่อเห็นนางกินข้าวแล้วทำท่าจะอ่านหนังสือต่อ ในที่สุดโม่เซียงก็
ทนไม่ไหว เปิดปากเกลี้ยกล่อม “คุณหนูเจ้าคะ จิ้งอันอ๋องรับปากว่าจะพาท่านเข้าวัง
เพื่อคัดเลือกพระชายาแล้ว ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีพระบัญชาลงมา แต่อย่างไรพวก
เราก็ควรเตรียมตัวสักหน่อยมิใช่หรือเจ้าคะ? ท่านดูเสื้อผ้าในตู้ของท่าน แม้แต่
เสื้อผ้าดีๆ สักชุดยังไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเครื่องประดับเลย แล้วอย่างนี้จะเข้าวัง
ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
ซูหลีกะพริบตาปริบๆ นางย่อมรู้ดีแก่ใจ จุดประสงค์เดิมที่ต้องการเข้าวังก็ไม่ใช่
เพื่อคัดเลือกพระชายาอยู่แล้ว แล้วนางจะเสียเวลาใส่ใจเรื่องพวกนี้ไปไย? ทว่า…
โม่เซียงกลับเตือนนาง วันนั้นก่อนที่ตงฟางจั๋วจะกลับไป ได้กำชับว่าให้นางเตรียม
พร้อมสำหรับการคัดเลือกพระชายาอย่างดีที่สุด มาคิดดูตอนนี้ อย่างน้อยก็ควร
ทำอะไรบ้าง มิเช่นนั้นอาจทำให้ผู้คนสงสัยได้ หลายวันมานี้ใช้ชีวิตสงบสุขจนรู้สึก
เบื่อหน่ายไปบ้างจริงๆ นางครุ่นคิด คลี่ยิ้มบางก่อนเอ่ย “อ้อ… แล้วเจ้าคิดว่าควร
ทำเช่นไร?”
โม่เซียงเมื่อเห็นว่าซูหลีมีปฏิกิริยาตอบกลับ จึงรีบเสนออย่างดีอกดีใจ “ได้ยิน
ว่าเสื้อผ้าที่สั่งตัดจากห้องเสื้อหนีซางเก๋อบนถนนตงซื่อนั้นสวยงามโดดเด่นมาก
โม่เซียงไปดูกับท่านเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
ซูหลีส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ยิ้มก่อนลุกขึ้น นายบ่าวเก็บของเตรียมตัว นั่ง
เกี้ยวมุ่งหน้าไปยังถนนตงซื่อ
ถนนตงซื่อ ในฐานะที่เป็นถนนการค้าที่เฟื่องฟูที่สุดของเมืองหลวงแห่งแค้วน
เฉิง มีความยาวพาดผ่านเมืองฝั่งตะวันออกทั้งเมือง จึงมีชื่อเรียกแต่เดิมว่าถนน
ตงซื่อ [1] สองฝั่งถนนมีร้านรวงตั้งเรียงรายเนืองแน่น สินค้าที่ควรมีล้วนมีครบ
ฉะนั้นตั้งแต่เช้ายันค่ำจึงมีผู้คนสัญจรพลุกพล่าน ซูหลีลงจากเกี้ยวตรงปากถนน
หลังกำชับให้คนหามเกี้ยวรอที่นี่ ก็พาโม่เซียงเดินเข้าไปในฝูงชน
นายบ่าวทั้งสองใช้เวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็มๆ พวกนางเทียวดูร้านเสื้อผ้า
เครื่องประดับบนถนนตงซื่อเกือบทั้งหมด โดยไม่รู้ตัวสิ่งของที่โม่เซียงถือเริ่มมี
มากขึ้นเรื่อยๆ ซูหลีรู้สึกปวดบวมที่ขาจนยากจะทานทน ร่างกายอ่อนเพลียเล็ก
น้อย หวังเพียงหาที่พักเท้าโดยเร็ว เมื่อเงยหน้ามองเห็นโรงน้ำชาแห่งหนึ่งอยู่
เบื้องหน้า จึงรีบร้องบอก “ข้ากระหายน้ำแล้ว เข้าไปพักดื่มชาสักครู่เถิด”
ยังไม่ทันเดินเข้าไป ก็เห็นว่าฝั่งตรงข้ามร้านน้ำชามีริ้วธงโบกสะบัดตามสายลม
อักษรขนาดใหญ่เขียนเด่นชัดบนนั้นว่า ‘หอฉือจี้’
ซูหลีพลันสะดุด ได้ยินมาว่าหอฉือจี้นั้นกิจการรุ่งเรือง ช่องทางการค้าขาย
กว้างขวาง สาขาหลักที่เมืองหลวงยิ่งมียาวิเศษล้ำค่ามากมายหลายชนิด เป็นจุด
เด่นของร้านที่ดึงดูดชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศให้เดินทางมาซื้อ ในเมื่อมาถึงหน้า
ร้านแล้ว เข้าไปสอบถามดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย ไม่แน่อาจมีดอกฉิงฮวาอยู่ก็เป็น
ได้?
ซูหลีกำชับโม่เซียงให้เข้าไปรอนางที่โรงน้ำชา ก่อนจะเดินเข้าไปในหอฉือจี้เพียง
ลำพัง และถามเจ้าของร้านเกี่ยวกับเรื่องดอกฉิงฮวา เจ้าของร้านแสดงสีหน้า
อยากช่วยทว่าไร้ความสามารถ เขาพูดไม่ต่างจากเจียงหยวนมากนัก ดอกฉิงฮวา
เป็นพืชที่มีเฉพาะในราชวงศ์เปี้ยนจริงๆ เพาะปลูกเลี้ยงดูได้ยาก จะสามารถใช้ได้ก็
ต่อเมื่อมีพระราชโองการจากฮ่องเต้แคว้นเปี้ยนเท่านั้น
ดูเหมือนว่าฐานะของนางหลิ่วจะไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นจากเปลือกนอก ของ
ล้ำค่าปานนี้ หากไม่มีจุดประสงค์สำคัญ ไหนเลยจะใช้กันส่งเดช? ซูหลีก้าวเท้าออก
จากร้าน ขมวดคิ้วถอนหายใจเล็กน้อย ปอยผมข้างพวงแก้มถูกนางเป่าออก เผย
ให้เห็นปานสีแดงเล็กน้อย
สายตาบีบคั้นคู่หนึ่งจับจ้องมาที่ดวงหน้าของนางจากเหนือศีรษะ ซูหลีพลันระ
แวดระวัง เงยหน้ามองโดยสัญชาตญาณ
เป็นชายวัยกลางคนร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าปกติผู้หนึ่ง รูปหน้ากว้างคิ้วตวัด
ตรง สวมใส่เสื้อผ้าชนชาติอื่น ทรงผมแปลกตา เขาอยู่ในห้องส่วนตัวตรงทาง
เลี้ยวบนชั้นสองของโรงน้ำชา ร่างที่เดิมนั่งหลังตรง ยามนี้กลับชะโงกออกมานอก
หน้าต่างกว่าครึ่งส่วน เบิกดวงตาดั่งกระดิ่งทองแดงกว้าง ใบหน้าฉาบไว้ด้วยแวว
ตะลึงระคนสงสัย
คนผู้นี้กับนางไม่ได้รู้จักกัน เพียงหยุดมองครู่เดียว ซูหลีก็เลื่อนสายตาออกไป
อย่างไม่ใส่ใจ ก้าวเท้าหมายจะเดินต่อ พลันนั้น เสียงเสื้อผ้าเสียดสีดังพึ่บพั่บ เงา
ร่างขนาดใหญ่ดิ่งลงมาจากข้างบน
คนผู้นี้ร่างกายสูงใหญ่กำยำ กระโดดลงมาจากชั้นสองที่มีความสูงถึงเพียง
นั้น แต่ยามเท้าสัมผัสพื้นกลับไร้ซึ่งซุ่มเสียง ท่วงท่าการเคลื่อนไหวไม่เทอะทะสัก
นิด เห็นชัดว่าเป็นยอดฝีมือเยี่ยมยุทธ์อย่างแน่นอน และพฤติกรรมของเขาบ่ง
บอกชัดเจนว่ากำลังตรงมาทางนาง! ซูหลีนัยน์ตาหรี่เล็ก สาวท้าวถอยหลัง ลอบ
ระวังตน
ชายร่างกำยำผู้นั้นสาวเท้าเพียงก้าวเดียวก็มาถึงตรงหน้าซูหลี ก่อนจะพูด
ภาษาแคว้นเฉิงด้วยสำเนียงแปร่งหูเสียงดัง “เจ้า หยุดเดี๋ยวนี้!” ขณะเดียวกันมือ
ใหญ่ก็ยื่นออกมาหมายจะคว้าแขนของนาง!
ซูหลีสายตาคมปลาบ เอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าช่างบังอาจนัก!” เสียงของนางไม่ได้
ดังมาก ทว่าเสี้ยววินาทีหนึ่ง แววข่มขวัญในน้ำเสียงกลับแผ่กำจายชวนให้คนกริ่ง
เกรง
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นตะลึงงันไปชั่วครู่ ไม่ทันเอ่ยอันใด ด้านหลังก็มีกุนซือผู้หนึ่ง
เดินเข้ามาอย่างรีบเร่ง เขาแต่งตัวเรียบง่ายเหมือนผู้มีความรู้ทั่วไป ดวงตากลมมี
รัศมีเปล่งประกาย ยกมือลูบคลำหนวดสองสายที่อยู่บนริมฝีปากด้านบน พลาง
กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางอย่าได้โมโห นายท่านบ้านข้าเพียงเห็นว่าท่านหน้าตา
ละม้ายคล้ายสหายเก่าคนหนึ่งมาก จึงได้ลืมตนเสียมารยาทกับท่านเช่นนั้น แม่นาง
ได้โปรดให้อภัยด้วย” น้ำเสียงของเขาคล่องแคล่ว ดูท่าทางน่าจะเป็นล่ามประจำตัว
ของชายฉกรรจ์ผู้นั้น
ซูหลีเอ่ยเสียงเย็น “สหายเก่า? ดูการแต่งกายของพวกท่านไม่ใช่คนแคว้นเฉิง
ของเรา แล้วข้าจะเหมือนสหายเก่าของเขาได้เช่นไร?”
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นพอได้ฟังประโยคนี้สีหน้าพลันเปลี่ยน แก้ต่างเสียงแข็งกร้าว
“คล้าย… มาก!”
ซูหลีแค่นเสียงเย็นชา “น่าสนใจยิ่งนัก ใต้หล้านี้มีคนหน้าตาละม้ายคล้ายกัน
มากมาย ท่านมีหลักฐานอันใดบ่งบอกว่าข้าคือสหายเก่าของท่าน?”
บนถนนตงซื่อผู้คนสัญจรไปมา เมื่อเห็นว่าชายฉกรรจ์ต่างเชื้อชาติกำลังยืน
ประจัญหน้ากับแม่นางน้อยร่างกายบอบบาง ผู้ที่ชอบเรื่องครึกครื้นก็พากันมุงเข้า
มา เพียงครู่เดียวก็มีคนมารุมล้อมเต็มไปหมด
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู!” โม่เซียงเห็นซูหลีถูกผู้คนรุมล้อมติดอยู่บนถนน เกรง
ว่านางจะเกิดเรื่อง จึงรีบเบียดตัวผ่านกำแพงฝูงชนเข้ามาอย่างยากลำบาก ก่อน
จะประคองนางแล้วเอ็ดเสียงดัง “พวกเจ้าเป็นใครกัน! ถึงขั้นกล้าล่วงเกินคุณหนู
จวนอัครเสนาบดีเชียวหรือ?”
ผู้คนที่รายล้อมเมื่อได้ยินประโยคนี้ พลันตื่นตกใจ ดูไม่ออกจริงๆ ว่าแม่นาง
น้อยผู้นี้เป็นบุตรีของท่านอัครเสนาบดีซูเซียงหรู?!
“ข้าเป็น…” ชายฉกรรจ์อ้าปากหมายจะพูด กลับถูกกุนซือยกมือขัดจังหวะ
กุนซือผู้นั้นยกมือคารวะ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอประทานอภัย เป็นพวกข้าที่จำคนผิด
ไป ล่วงเกินคุณหนูแล้ว คุณหนูโปรดให้อภัยด้วย เชิญ!” จู่ๆ เขาก็ไม่ซักไซ้ไล่เรียง
อันใดอีก เพียงเอ่ยเป็นนัยว่าให้ซูหลีไปได้แล้ว
แววเจ้าเล่ห์ที่พาดผ่านดวงตากุนซือ มิได้เล็ดลอดสายตาของซูหลีไปแต่อย่าง
ใด นางไม่เอ่ยอะไร เพียงหันกายออกเดิน ทว่าความตึงเครียดในใจยังคงไม่คลาย
นางตั้งจิตเงี่ยหูฟังเสียงเคลื่อนไหวข้างหลัง
1 ถนนตงซื่อ แปลว่าถนนเมืองตะวันออก